ระยะหลังๆ ผมคิดตลอดว่า มีหลายสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติและเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ที่มีความซับซ้อนมากจนคนใดคนหนึ่งไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ระบบปฏิบัติการณ์ ไม่ว่าจะเป็น Linux, Mac OS หรือ Windows ต่างมีความซับซ้อน แบ่งย่อยเป็นโมดูลต่างๆ มากมาย จนไม่มีโปรแกรมเมอร์คนไหนที่จะเข้าใจระบบทั้งระบบอย่างถ่องแท้
หรือกลไกในร่างกายของเราเอง ที่แค่นับจำนวนเซลล์ ก็มีมากกว่าปริมาณประชากรโลกหลายหมื่นเท่า
หรือกลไกทางสังคม ที่เรายังไม่สามารถตอบคำถามง่ายๆ ว่า ทำไมคนในชนบทถึงมีแนวโน้มเห็นแก่เงินมากขึ้นเรื่อยๆ
ความซับซ้อนของระบบต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งผิดปกติหรือน่ากลัว แต่มันเป็น "ธรรมชาติของธรรมชาติ" ที่เราต้องยอมรับ คำถามที่สำคัญกว่านั้น คือ ทำอย่างไรจึงจะแทรกแซงหรือจัดการระบบเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ?
นี่เป็นคำถามที่ Isaac Asimov ตั้งไว้ในนิยายชุด Foundation ที่วางเรื่องไว้ในอนาคตอีก 20,000 ปี เมื่อมนุษย์ยึดครองดวงดาวทั้งกาแลกซี่ และสังคมกำลังอยู่ในภาวะถดถอย Hari Seldon นักคณิตศาสตร์ตัวเอกของเรื่อง คิดค้นวิชา Psychohistory ซึ่งใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงในการคาดการณ์อนาคตของของมนุษย์ และปัจจัยต่างๆ ที่จะกระทบต่ออนาคตเหล่านั้น เป้าหมายของเขา คือการใช้ Psychohistory ระบุเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้อง "แทรกแซง" เพื่อลดทอนระยะเวลาในมนุษย์จะต้องอยู่ใน "ยุคมืด" และพาสังคมเข้าสู่ยุดฟิ้นฟูฯ ได้อีกครั้ง
ผมอ่านนิยายชุดนี้ตั้งแต่ตอนอยู่ม.ปลาย และถือว่าเป็นหนังสือที่มีส่วนกำหนดทิศทางชีวิตและความรู้สึกนึกคิดของผมเป็นอย่างมาก
และอันที่จริง ผมเพิ่งต้นพบว่า สิ่งที่ Asimov เขียนทั้งหมด ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎี Complex Theory ที่กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของระบบใดๆ จะเกิดขึ้นในขณะที่ระบบนั้นมีความซับซ้อนทวีคูณ โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็คือการที่ระบบนั้นประกอบด้วยระบบย่อยที่ปฏิสัมพันธ์กันเอง และหน่วยในระบบย่อย หรือตัวระบบย่อยนั้น ทำงานอย่างเป็นอิสระซึ่งกันและกัน และการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในระบบย่อยเหล่านั้น จะส่งผลต่อระบบใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อันที่จริง Complex System ก็เป็นระบบที่มีองค์ประกอบของตลาดเสรี ที่ทุกหน่วยทำงานโดยไม่รู้ว่าคนอื่นทำอะไร (หรือรู้ไม่หมด) บวกทฤษฎี Quantum โดยเฉพาะ Quantum Entanglement ที่ว่าอนุภาคขนาดเล็กสามารถเชื่อมโยงสถานะถึงกันได้แม้ระยะทางจะอยู่ไกลกัน
และถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมหรือระบบใดๆ หน้าที่ของเราคือ 1) ระบุหาปัจจัยที่จะสั่นคลอนระบบหนึ่งๆ 2) คาดการณ์ผลกระทบที่จะมีไปถึงระบบอื่นๆ และ 3) เข้าไปแทรกแซงเพื่อให้เกิดการสั่นคลอนดังกล่าว
ถ้า "เรา" เป็นคนดี ความสามารถในการทำการทั้ง 3 ข้อ จะส่งผลกระทบด้านบวกแก่สังคมและระบบอย่างมหาศาล โดยใช้แรงงานและความพยายามไม่มาก หรือก็คือการทำการด้วยประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งแปลว่า "ใส่น้อย ได้มาก" นั่นเอง
แต่ถ้า "เรา" เป็นคนชั่ว ความสามารถดังกล่าวจะส่งผลกระทบด้านลบเป็นลูกโซ่ ขยายผลในวงกว้างจนไม่อาจควบคุมได้ ดังที่เราเห็นความเลวร้ายทั้งหมดในสังคม ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเกิดมาจากการขยายตัวของการกระทำทั้งสิ้น (Cascading Actions)
ไม่รู้จะสรุปลงท้ายว่าอย่างไร ตั้งใจว่าจะเขียนเป็นบันทึกเพื่อทบทวนความเข้าใจและความตั้งใจของตนเอง :-)


เมนูของ guopai





เมื่อ จ. 05 พฤษภาคม 2551 @ 21:39
639283 [ลบ]
เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว หรือ Butterfly Effect หรือเปล่า
เมื่อ พ. 07 พฤษภาคม 2551 @ 10:45
641948 [ลบ]
มาให้กำลังใจ ขอให้เรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำ มีประดยชน์แก่สังคมก็พอแล้วครับ