สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ประกาศ: UKM 14 ที่ ม.มหาสารคาม เลื่อนเป็นวันที่ 9-10 ม.ค. 2552
Chitpong's Inner Thought
ชิตพงษ์ กิตตินราดร
P ชิตพงษ์ กิตตินราดร
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 367
การเคี่ยวกรำแบบอนาล็อกกับความจับจดของยุคดิจิตอล

เมื่อวานได้สนทนากับคุณภิญโญ ไตรสุริยะธรรมา แห่ง Open เรื่องการสร้าง "พื้นที่" กับ "เนื้อหา" เพื่อสร้างปัญญา ทำให้ได้รื้อฟื้นและตอกย้ำความเชื่อของตนที่มีมานาน ว่าการใช้สื่อเพื่อสร้างความรู้และปัญญา ต้องมุ่งเน้นที่การพัฒนา "เนื้อหา" เป็นหลัก และ "พื้นที่" เป็นรอง

ที่มาความคิดนี้เริ่มต้นด้วยการที่ผมสังเกตว่า พัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์ในยุคหลังๆ นั้นกำลังถดถอย ลองสังเกตว่าช่วง 50 ปีให้หลัง มีนักแต่งเพลงหรือ "คีตกวี" ที่ได้รับการยอมรับนับถือน้อยลงเรื่อยๆ หรือคุณภาพของหนังสือ นิตยสาร ที่ล้วนถดถอยและเต็มไปด้วยเรื่องแบบ "ตลาดๆ" มากกว่าเรื่องประเทืองปัญญา ยังไม่ต้องพูดถึงสื่อโทรทัศน์ที่เป็น "พื้นที่" ที่เข้าถึงคนมากที่สุด แต่กลับมี "เนื้อหา" แย่ที่สุด

พอมาถึงยุคของอินเทอร์เน็ต เราเริ่มมองเห็นโอกาสที่ "เนื้อหา" จะถูกส่งและเผยแพร่ไปยังผู้คน โดยอินเทอร์เน็ต หรือเว็บ เป็น "พื้นที่" กลางในการส่งต่อนั้น เราเห็นตัวอย่างความสำเร็จของ wikipedia และ google ที่ทำตัวเป็นตัวเชื่อมประสานแหล่งข้อมูลเข้ากับความต้องการข้อมูล

แต่ลองมานึกกันดูจริงๆ เนื้อหาเหล่านั้นเป็น "ข้อมูล" หรือเป็น "ความรู้" กันแน่ และมันมีส่วนช่วยในการสร้างเสริม "ปัญญา" จริงหรือไม่?

เรื่องนี้เหมือนกับการเป็นผู้บริหาร ที่ถ้าเป็นตั้งแต่อายุหรือประสบการณ์ยังน้อย ก็สามารถบริหารได้โดยใช้ข้อมูลที่กองอยู่ตรงหน้ามหาศาลช่วยในการตัดสินใจ โดยผ่านกระบวนการคิดเชิงตรรกะที่ใครๆ ก็ทำได้

แต่ผู้บริหารอายุน้อยยังขาด "ความลุ่มลึก" ที่จะแปรเปลี่ยน "ข้อมูล" ให้เป็น "ความรู้" และ "ปัญญา" ในที่สุด พวกเขาขาดประสบการณ์และการถูกเคี่ยวกรำในสภาพแวดล้อมที่ตนต้องเข้าไปเรียนรู้แบบเข้าถึงตัว (hands-on) เพื่อเข้าใจความหมายที่แท้จริงของงานและส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขากำลังตัดสินใจ

เราไม่ต้องการคนรุ่นใหม่ที่ใช้ข้อมูลมาทำกายกรรมทางปัญญา (intellectual gymnastic) แต่ต้องการคนที่เคยทำสิ่งเหล่านั้นมาด้วยมือของตนเองมาตลอด รู้ตื้นลึกหนาบางและปัจจัยองค์ประกอบของสิ่งต่างๆ และใช้ "ข้อมูล" มาประกอบประสบการณ์เหล่านั้น เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่มีคุณภาพและมีผลลัพธ์ในเชิงสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ขึ้นไปอีก ก็ให้ลองนึกว่า ใครๆ ก็สามารถประเมินค่า ให้คะแนนได้ว่าบทความชิ้นหนึ่งๆ ดีหรือไม่ และสำนัก wisdom of the crowds ก็เชื่อว่าถ้าให้คนจำนวนมากๆ ประเมินค่าสิ่งสิ่งหนึ่ง ผลลัพธ์จะออกมาดีพึงปราถนา แต่เราลืมคิดกันไปว่า ไม่ใช่ใครๆ ที่จะสามารถ "สร้าง" บทความที่ดีขึ้นมาได้ เพราะการสร้างบทความที่ดี ผู้เขียนต้องมีความคิดรวบยอดในใจก่อนที่จะเขียนบรรทัดแรก และเข้าใจสิ่งที่ตนเขียนอย่างลึกซึ้งทุกคำทุกบรรทัด

ดังนั้น เราจึงไม่ค่อยเห็นบทความที่ลึกซึ้ง ละเอียด และรอบด้าน แบบที่เขียนในนิตยสารชื่อดัง เช่น NewScientist หรือ BusinessWeek บนเว็บหรือบล็อก

คุณภิญโญกล่าวว่า การเขียนและสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพ ต้องเกิดจากการเคี่ยวกรำอย่างจริงจัง ไม่ใช่การรำดมคนมากๆ ช่วยกันเ้ขียน

ผมไม่ได้ต้องการบอกว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ณ ปัจจุบันไม่มีคุณภาพ เพราะคนเหล่านี้เติบโตมาในโลก "อนาล็อก" ที่แต่ละคนยังผ่านการเคี่ยวกรำแบบ offline มาบ้าง แต่ลองนึกถึงคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในโลก "ดิจิตอล" และ multi-tasking พวกเขามีสมาธิสั้น จับจด ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน และขาดความอดทนที่จะเคี่ยวกรำตนเองผ่านกระบวนการยาวนาน

พวกเขาจะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเพียงแค่ "พื้นที่" ในการระบายสัญชาติญาณดิบของตนเท่านั้น

คงต้องมาช่วยกันคิดดีๆ ว่าโลกในอนาคตยังต้องการการเคี่ยวกรำแบบอนาล็อกอยู่หรือไม่

สร้าง: อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 16:21   แก้ไข: อา. 18 พฤษภาคม 2551 @ 16:21   ขนาด: 8521 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
1. อิ๊ก
เมื่อ จ. 19 พฤษภาคม 2551 @ 21:40
660270 [ลบ]

ผมอ่านดูแล้ว เข้าใจว่าอาจารย์จะสื่อว่า

วิธีการเรียนรู้ของยุคที่มีอินเตอร์เน็ตนี้ที่ใช้วิธีการค้นหา และช่วยกันแต่งข้อมูลจนไปถึงความรู้นั้นกำลังไปแย่งเวลา สำหรับวิธีการแบบ"เคี่ยวกรำ"ที่มีประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นสิ่งหาอะไรมาทดแทนไม่ได้ แบบนี้หรือเปล่าครับ

ผมมองว่า แทนที่จะไปแย่ง มันอาจจะเป็นการกระตุ้นแทนนะครับ

การเข้าถึง เว็บ บล็อก หรือ wikipedia ก็เป็นประสบการณ์ด้วยตัวมันเองแบบนึงซึ่งทำให้เราเกิดความคิดรวบยอดได้เช่นนั้น (แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นหลัก)

และที่ผมเชื่ออีกอย่างคือ การเข้าถึงข้อมูลพวกนี้ น่าจะทำให้ได้เห็นอะไรที่สนใจได้ง่ายขึ้น มีแนวทางมากขึ้น ในการจะไปศึกษาเคี่ยวกรำต่อไป ซึ่งจะเกิดความคิดรวบยอดต่อไปอย่างที่อาจารย์บอกว่าำจำเป็นได้ด้วยนะครับ

ปล. intellectual gymnastic คืออะไรหรอครับ

P
2. ชิตพงษ์ กิตตินราดร
เมื่อ จ. 19 พฤษภาคม 2551 @ 22:48
660402 [ลบ]

สวัสดีครับ

จริงๆ จะใช้คำว่า "แย่งเวลา" ก็ไม่ถูกเสียทีเดียวครับ ที่ถูกน่าจะเป็นการ "แทนที่" เสียมากกว่า

ผมเข้าใจเรื่องการเข้าถึงเว็บเพื่อกระตุ้นให้ไปศึกษาค้นคว้าเรื่องอื่นๆ และคิดว่าพฤติกรรมแบบนี้ก็เป็นจริงกับคนยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากครับ

แต่ปัญหาก็คือคนรุ่นใหม่ เด็กยุคใหม่ (ตีเสียว่าอายุ 12 ปีลงไป) ที่โตมาก็เจอกับเน็ตและคอมพิวเตอร์ และไม่เคยผ่าน "การเคี่ยวกรำแบบอนาล็อก" มาก่อน พวกเขาจะคิดว่าความรู้บนเน็ตเป็น "ที่สุด" แล้วของความรู้ เราเริ่มเห็นการตัดแปะข้อมูลจากเน็ตเพื่อไปทำรายงาน ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงปริญญาเอก เราเริ่มเห็นคนที่เชื่อข้อมูลจากเว็บบางเว็บตามๆ กัน เพียงเพราะเว็บนั้นเป็นเว็บใหญ่ดูน่าเชื่อถือ โดยไม่คิดอย่างมีวิจารณญาณด้วยตนเองว่าข้อมูลนั้นน่าเชื่อเพียงไร

พวกเขาโตขึ้นมาพร้อมกับข้อมูลสำเร็จรูปที่พร้อมหยิบจับ ซึ่งน่าเป็นห่วงมากหากระบบการศึกษาไม่สอนพวกเขาอย่างจริงจังถึง "ทักษะ" ในการทำความเข้าใจ วิเคราะห์ ตีความ และขยายความข้อมูลเหล่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังขาด "ประสบการณ์ตรง" ที่ช่วยสร้างความลุ่มลึกให้กับการทำความเข้าใจ วิเคราะห์ ตีความ และขยายความข้อมูล สิ่งที่พวกเขาทำได้คือการใช้วิธีการแบบกลไกในการสร้างความหมายจากข้อมูล โดยไม่ผ่านประสบการณ์จริง นั่นคือการเล่นกายกรรมทางปัญญา หรือ intellectual gymnastic ครับ

สรุปก็คือ สิ่งที่น่าเป็นห่วงของเด็กที่เติบโตมาในยุคดิจิตอล ก็คือการขาดทักษะและประสบการณ์ในการเข้าใจโลก เข้าใจข้อมูล วิเคราะห์ และสานต่อ ซึ่งเป็นเรื่องการของศึกษาและสภาพแวดล้อม ซึ่งผมมีสมมติฐานว่าทักษะและประสบการณ์เหล่านี้ต้องถูกบ่มเพาะแบบ offline หรืออนาล็อกเป็นหลักครับ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก