สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
Chitpong's Inner Thought
ชิตพงษ์ กิตตินราดร
P ชิตพงษ์ กิตตินราดร
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 240
การบริหารจัดการแบบ "ห้องเรียน" กับการคืนสู่สามัญของชีวิต

ชีวิตผมอยู่ในวัยเริ่มเปลี่ยนผ่านจากความเรียบง่ายไปสู่ความซับซ้อนและความรับผิดชอบ การเปลี่ยนผ่านนั้นเกิดขึ้นเร็วจนแทบตั้งตัวไม่ทัน และกว่าจะรู้ตัวก็รู้สึกว่าความซับซ้อนและความรับผิดชอบนั้นทำให้บางสิ่งที่เป็น "มูลฐาน" ของชีวิตเสื่อมมลายไป

สิ่งที่ผมว่าเป็นมูลฐานของชีวิต ก็อย่างเช่นใจที่สงบ การได้อยู่กับครอบครัว กับคนที่มีความหมายกับเรา การดื่มด่ำอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องยาวนาน มิตรภาพและความเป็นเพื่อน ความเป็นธรรมชาติของการกระทำทุกๆ อย่างโดยไม่ต้องมีการบังคับ

พอมานั่งคิดๆ ก็พบว่าสิ่งที่เป็นมูลฐานเหล่านั้น เราเคยผ่านพบมาแล้วทุกคน เมื่อครั้งเรายังเป็นเด็ก เป็นนักเรียน ลองนั่งคิดถึงความรู้สึกและบรรยากาศที่โรงเรียน ที่บ้าน ผมพบมูลฐานของชีวิตที่นั่น ในเวลานั้น

----------------------------------

ก้าวในชีวิตของผม ณ ช่วงเวลานี้ คือการเป็นผู้บริหารระดับกลาง (Middle-manager) ที่ทำหน้าที่รับนโยบายและทำทุกอย่างเพื่อให้นโยบายนั้นถูกพัฒนากลายเป็นงานที่สำเร็จ โดยผู้ปฏิบัติงานอาจจะเป็นทั้งตัวเราเองและภาคีร่วมงานหรือพนักงาน ความท้าทายของการเป็นผู้บริหารระดับกลาง คือการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการประสานความต้องการของฝั่งบริหารเข้ากับความจำเป็นและธรรมชาติของผู้ปฏิบัติงาน มันเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน เพราะบ่อยครั้งที่เรามองเห็นข้อจำกัดทางนโยบายที่เราต้องก้าวให้พ้น แต่กลับทำไม่ได้เพราะเราไม่อยู่ในสถานะที่จะทำได้ เราจึงต้องใช้วิธีการที่ดีรองลงมา คือการยอมรับข้อจำกัดทางนโยบายนั้น และใช้วิธีการทางการบริหาร (รวมทั้งความสามารถและความพยายามทางเทคนิคส่วนตัว) เข้ามาจัดการเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

บ่อยครั้งที่ความจำเป็นทางนโยบาย ทำให้ผู้บริหารระดับกลางต้องใช้วิธีที่ "มีความเป็นมนุษย์น้อย" (less human) เป็นกลไกในการควบคุมให้งานประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการบีบรัดผู้ปฏิบัติงาน การกำหนดมาตรฐานในรายงานผลและเอกสารภายใน การใช้นโยบายเรื่องผลตอบแทนเป็นการบีบ/จูงใจ และอื่นๆ

ผมเข้าใจดีว่ากระบวนการเหล่านั้นเป็นวิธีการทางการบริหารจัดการมาตรฐาน และผู้บริการเกือบทั้งโลกถือว่าเป็น "ความจำเป็น" และเป็น "ครรลอง" ของการทำงานในโลกปัจจุบัน

แต่ผมขอใช้สิทธิ์คิดต่าง ผมคิดว่าในสภาพแวดล้อมบางประเภท กระบวนการบริหารจัดการมาตรฐานเหล่านั้น อาจถูกแทนที่ด้วยกระบวนการที่เน้น "ใจ" และเรียบง่ายแบบชีวิต "ในห้องเรียน" อันเป็นการหวนคืนสู่ "มูลฐาน" ของชีวิตที่ทุกคนโหยหาอยู่ในอุดมคติ

----------------------------------

ลองนึกถึงห้องเรียนตอนเราเรียนมัธยม ห้องหนึ่งมี 40 คน ทั้งห้องมีหัวหน้าห้อง 1 คน รองหัวหน้าห้อง 1 คน และสมาชิกแบ่งเป็นกลุ่ม (หรือแก๊ง) ตีเสียว่ากลุ่มละ 8 คน รวมมี 5 กลุ่ม

ห้องเรียนนั้นมีครู เป็น "ผู้กำหนดนโยบาย" ซึ่งก็เทียบเท่ากับ "แหล่งทุน" หรือ "ผู้ถือหุ้นหลัก" ขององค์กร

ห้องเรียนนั้นมีหัวหน้าห้อง เป็น "ผู้บริหารสูงสุด" ซึ่งก็คือผู้รับนโยบายจาก "ผู้กำหนดนโยบาย" เอามาบริหารจัดการให้เกิดงานตามนโยบายนั้น

ห้องเรียนนั้นมีรองหัวหน้าห้อง เป็น "ผู้บริหารระดับกลาง" ที่รับนโยบายจากหัวหน้าห้องอีกที มาสื่อสาร ประสานกับเพื่อนร่วมห้อง ที่เป็น "ผู้ปฏิบัติงาน" ที่แบ่งเป็นกลุ่ม 5 กลุ่ม

กลุ่มของนักเรียน มักจะมี "หัวหน้ากลุ่ม" ที่มีบุคลิกโดดเด่น เป็นศูนย์รวมใจคนในกลุ่ม และแต่ละกลุ่ม ก็เทียบเท่า "แผนก" ต่างๆ ขององค์กร ที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน โดยอาจแบ่งแผนกตาม theme หรือตาม function ก็ได้ (หรือปนกันเป็นแบบ matrix)

เวลามีงานอะไร ครูก็จะสั่งหัวหน้าห้องและรองให้ไปปฏิบัติ รองหัวหน้าก็จะแจกงานให้แต่ละกลุ่มทำ ความสำคัญของ model ห้องเรียนอยู่ที่ว่า เราต้องคิดงานทั้งหมดให้เป็นเรื่องสนุก เหมือนการทำงานกลุ่มสมัยเรียน ต้องทำให้แต่ละกลุ่มรับผิดชอบงานของตนเอง และรับงานเฉพาะที่ตัวเองเลือกแล้วว่าเหมาะกับสมาชิกและสมาชิกต้องการ โดยมีรองหัวหน้าห้องเป็นผู้ประสานในรายละเอียดและดูภาพรวมไม่ให้งานหลุดจากกรอบ

กลุ่มแต่ละกลุ่ม ไม่ควรแทรกแซงงานของอีกกลุ่ม เว้นเสียแต่ว่าต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือต่อยอดงานกัน ทั้งนี้ต้องไม่ให้งานหลักของกลุ่มเสียหายหรือล่าช้า

สมาชิกในกลุ่ม จะต้องภาคภูมิใจกับงานที่ตนมีส่วนร่วมในการทำ และได้รับการ recognize ว่ามีส่วนร่วมในด้านนั้นๆ เมื่องานสำเร็จ

กระบวนการทำงานของแต่ละกลุ่ม ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะงานแต่ละกลุ่มมีธรรมชาติต่างกัน เช่น งานทำ board ก็ต่างกับงานจัดกีฬาสี และต่างกับงานทำวารสาร ดังนั้น ผู้บริการทุกระดับ ตั้งแต่ครู หัวหน้าห้อง รองหัวหน้าห้อง จะต้องเคารพวิธีการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มนั้นๆ และยิ่งไปกว่านั้น รองหัวหน้าห้องซึ่งเป็นผู้บริหารระดับกลาง จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกระบวนการแบบต่างๆ และปรับตัวเข้าหากระบวนการนั้นโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ถ้าทำได้อย่างนี้ องค์กรจะได้ประโยชน์ดังนี้:

  • งานมีคุณภาพ เพราะแต่ละกลุ่มทำสิ่งที่ตนเองถนัด
  • งานไม่ล่าช้า เพราะแต่ละกลุ่มใช้วิธีการที่ตนเองถนัด
  • คนทำงานสบายใจ เพราะมีอิสระในการคิดและทำในแบบที่ตนเองถนัด
  • ผู้บริหารสบายใจ เพราะไม่ต้องใช้กำลังภายในบีบรัดคนทำงาน หรือใช้กลไกที่เป็นเครื่องจักรในการควบคุมงาน

คนที่เป็นหัวใจและมีงานยากใน model ห้องเรียน ก็คือรองหัวหน้าห้อง (ผู้บริหารระดับกลาง) ที่ต้องมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงของกลุ่มแต่ละกลุ่ม และ immerse ตนเองเข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ ความท้าทายขององค์กรที่กำลังโตจำนวนมาก คือการเกิดช่องว่างระหว่างผู้บริหารสุงสุดกับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งตามธรรมชาติแล้วเป็นสองฝั่งที่มีจุดยืนต่างกันคนละด้าน จึงต้องการผู้บริการระดับกลางเป็นผู้ประสานความต้องการของทั้งสองฝ่าย

ผมคิดว่า model ห้องเรียน จะทำให้ทุกฝ่ายมีความสุข และกระบวนการเรียบง่าย เป็นการหวนคืนสู่ความเรียบง่ายสามัญของชีวิตเมื่อครั้งเรายังเด็ก

------------------------------------

ที่มาของแนวคิดส่วนหนึ่งของ model นี้ มาจาก Google ที่ให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติงานสูงมาก เช่น office ของโปรแกรมเมอร์จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน กว้างขวาง ตกแต่งเป็นอย่างดี ผิดกับ office ของฝ่ายบริหารที่ขนาดเล็กกว่าและเรียบง่าย และกลุ่มปฏิบัติงานของ Google มีความเป็นอิสระ หรือเป็น module สูง แต่ละกลุ่มก็จะรับผิดชอบงานของตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งองค์กรจะมีมาตรฐานกลางบางอย่างร่วมกัน เช่นระบบการประเมินผล

และกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่เป็นอิสระนี่เองที่เป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรม ไม่ใช่การสั่งการจากผู้บริหารให้เกิดนวัตกรรม!

สร้าง: ส. 24 พฤษภาคม 2551 @ 06:07   แก้ไข: ส. 24 พฤษภาคม 2551 @ 06:13   ขนาด: 15547 ไบต์
ความคิดเห็น
P
1. จริยา
เมื่อ ส. 24 พฤษภาคม 2551 @ 08:10
667588 [ลบ]

*สิ่งที่เป็นมูลฐานเหล่านั้น เราเคยผ่านพบมาแล้วทุกคน เมื่อครั้งเรายังเป็นเด็ก เป็นนักเรียน ลองนั่งคิดถึงความรู้สึกและบรรยากาศที่โรงเรียน ที่บ้าน ผมพบมูลฐานของชีวิตที่นั่น ในเวลานั้น.......

คุณชิตพงษ์คะ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างต่อการอยู่โรงเรียนไปกลับ หรือโรงเรียนประจำ(ที่พ่อแม่เลือกสรร โรงเรียนด้วยคัดสรรลูกเราแล้ว) เด็กควรอยู่กับบ้านเรียนไปกลับ หรือ...

อยากทราบความคิดเห็นถ้าไม่เป็นการรบกวนเวลา

อัพเดต หรือเปล่าคะ คุ้น ๆ ว่าเคยอ่าน

P
2. ณัฐิกานต์ บุญวัฒนพงศ์
เมื่อ อ. 27 พฤษภาคม 2551 @ 13:18
672594 [ลบ]

" ได้ข้อคิดที่ดีๆ จริง ๆ ทำให้เรามองตนเอง ณ เวลานี้เราอยู่ในจุดใด จะอยู่ต่อไป หรือจะย่างก้าว เราสามารถพัฒนาตนเองได้ "ขอบคุณข้อคิดที่ให้เมื่อได้อ่าน" เราคงโตพอที่จะเลื่อนชั้นแล้ว บทบาทเราควรเปลี่ยนได้ ชีวิตไม่หยุดนิ่ง การเจริญเติบโต มันมีตลอดเวลา การงานก็เช่นกัน ให้เรามีความสุข และให้รางวัลชีวิตกับตนเอง...ด้วย สุขก็หาได้ไม่ลำบาก หากเราบริหารจัดการกับตัวเราเองได้..นะคะ "

P
3. ชิตพงษ์ กิตตินราดร
เมื่อ อ. 27 พฤษภาคม 2551 @ 15:50
672775 [ลบ]

ตอบคุณจริยาครับ

ส่วนตัวผมคิดว่าเด็กควรจะได้อยู่กับพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดมากกว่าอยู่โรงเรียนประจำ เหตุผลง่ายๆ เพราะพัฒนาการ ความรู้สึกนึกคิด ตัวตนของเด็กเมื่อตัวขึ้นมา จะถูกปลูกฝังจากประสบการณ์ในวัยเด็กเสียส่วนมาก ดังนั้นในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เราควบคุมไม่ได้ อย่างน้อยการที่เด็กได้อยู่กับเราน่าจะเป็นการลดความเสี่ยงได้มากที่สุดครับ

บันทึกนี้ไม่เคยเขียนที่ไหนครับ คิดออกแล้วเขียนที่นี่เลย

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 203.151.232.70
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก