ผลการศึกษาพบว่า การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์มีส่วนกระตุ้นระบบประสาทอย่างรุนแรง คือ ทำให้ชีพจรเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น และหายใจเร็วขึ้น

...

พวกเราคงจะชื่นชอบ หรือชิงชังเกมส์คอมพิวเตอร์ไม่มากก็น้อย... วันนี้มีข่าวว่า การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์มากเกินอาจทำให้ความเสื่อมถดถอย และผลการเรียนไม่ค่อยดีมาฝากครับ

ท่านอาจารย์ดอกเตอร์มาร์คัส ดโวชัค และคณะ แห่งสถาบันกีฬาเยอรมัน มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ เยอรมนีทำการศึกษาในเด็กสุขภาพดี ไม่มีปัญหาการนอน และไม่ต้องใช้ยารักษาโรคประจำตัว 11 คน อายุ 12-14 ปี

...

การศึกษาทำการทดลองกลุ่มตัวอย่าง 2 วันไม่เหมือนกัน... ให้เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ "Need for speed" 60 นาทีวันหนึ่ง อีกวันหนึ่งให้ชมภาพยนต์ เช่น แฮร์รี พอทเทอร์, สตาร์เทร็ค ฯลฯ ตอนเน็ย ก่อนเวลานอน 2-3 ชั่วโมง

ผลการศึกษาพบว่า การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์มีส่วนกระตุ้นระบบประสาทอย่างรุนแรง คือ ทำให้ชีพจรเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น และหายใจเร็วขึ้น

...

เมื่อตรวจคลื่นสมองระหว่างการนอนหลับพบว่า แบบแผนของการนอนหลับเปลี่ยนไป โดยทำให้ช่วงการนอนหลับที่มีผลต่อการประมวลผล เก็บ และจัดหมวดหมู่ความจำลดลง

เมื่อตรวจความจำทางด้านภาษาพบว่า วันที่เด็กๆ เล่นเกมส์มีความสามารถในการจำลดลง

...

เรียนเสนอให้พวกเราที่ชอบเล่นเกมส์เปลี่ยนเวลาเล่น ให้ห่างจากเวลานอนให้มาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกมส์กระตุ้นสมองมากจนนอนได้น้อยลง และคุณภาพของการนอนลดลง

ถ้าเป็นไปได้... ควรพิจารณาลดเวลาเล่นเกมส์ให้น้อยลง ก่อนเล่นควรดื่มน้ำสัก 2 แก้ว เดินไปมาสัก 5-10 นาที เพื่อให้เลือดไหลเวียนดี เป็นการอุ่นเครื่อง (วอร์มอัพ / warm-up) เนื่องจากหัวใจอาจต้องทำงานหนักระดับ "น้องๆ" หรือใกล้เคียงกับการวิ่งทีเดียว

...

การอุ่นเครื่องมีส่วนช่วยป้องกันอันตรายจากการเล่นเกมส์ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งแม้จะป้องกันอันตรายได้ไม่หมดก็ยังดีกว่าไม่อุ่นเครื่องเสียเลย

หลังเล่นควรเดินอย่างน้อย 5-10 นาที หายใจลึกๆ ช้าๆ สักพัก เพื่อให้สมองมีเวลา "เบาเครื่อง (warm-down)" ดื่มน้ำ และล้างมือด้วยสบู่ เนื่องจากเชื้อโรคหลายชนิดชอบหลบๆ ซ่อนๆ อยู่แถวๆ คอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ด และแป้นเล่นเกมส์

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

ที่มา                                                                                                   

  • Thank Reuters > "Excessive" PC game-time impairs sleep, memory > [ Click ] > November 9, 2007. / J Pediatrics. November 2007.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อรักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ปรึกษาหมอ พยาบาล เภสัชกร อนามัย ที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบคุณ > อาจารย์ณรงค์ ม่วงตานี + ทีม iT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี > สนับสนุน iT.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 12 พฤศจิกายน 2550.