สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ประกาศ: UKM 14 ที่ ม.มหาสารคาม เลื่อนเป็นวันที่ 9-10 ม.ค. 2552
เกลียวขวั้น
อ่าน: 338
คณิตศาสตร์การเงิน: ทำไม "เต่า" จึงชนะ "กระต่าย"

ผมเคยเข้าไปอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ด พูดเรื่องการวางแผนรวยด้วยการลงทุน อ่านแล้ว นึกว่าอ่านโฆษณาแชร์ลูกโซ่ "ก๋วยเตี๋ยวชุบทองคำ" เพราะดูฝันหวานมาก ว่าจะสามารถได้กำไรเป็นกอบเป็นกำตลอด ด้วยการเล่นรอบรายวัน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ หวังรวยด้วยการเก็งการโยนหัวก้อย

แนวคิดแบบนี้ เป็นแนวคิดแบบ "กระต่าย" คือ เชื่อว่า "ถ้าคุณไว ทำไมไม่วิ่งให้เร็ว จะได้ไปถึงที่หมายเร็ว" ดังนั้น ต้องหาหุ้นเก็งกำไร ที่สามารถ "เกร็งกำไร" หรือ "เกร็งขาดทุน" ได้เร็ว คือ หุ้นที่ราคาขึ้นลงที เหมือนขึ้นลงลิฟท์ตึกระฟ้า คือ "ถือแล้ววาบหวิว" เช่น เล่น index futures ซึ่งขึ้นลงที ทำให้เลือดสูบฉีดแรงทะลุเพดาน !

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีแนวคิดอีกแนว ที่เรียกว่า "ไปแบบเต่า" คือ "คุณไม่จำเป็นต้องไวที่สุด แต่ข้อสำคัญคือ ไปให้ถึงที่หมายชัวร์ ๆ" ด้วยการลงทุนในหุ้นที่ชัวร์ ๆ เช่น หุ้นปันผล

กรณีของกระต่ายจอมสับสน ผลตอบแทนเชิงสุ่ม ไม่ต่างจากการโยนหัวก้อยปั่นแปะอย่างต่อเนื่อง เหมือน stochastic simulation ในกรณีrandom walk ของ brownian molecule ที่ไอนสไตน์พิสูจน์ด้วยสมการมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อนมาแล้ว

นั่นคือ กรณีที่ดีที่สุดระยะยาว จะแปรผันตรงกับรากที่สองของเวลา

แต่ กรณีที่แย่ที่สุดระยะยาว ก็จะแปรผันตรงกับรากที่สองของเวลาด้วยเหมือนกัน !

โดยโอกาสกำไร พอ ๆ กับขาดทุน คือกำไรเละ เป็นไปได้ แต่ขาดทุนย่อยยับ ก็เป็นไปได้

คือเหมือนกระต่ายตาบอด วิ่งไปหน้า วิ่งไปหลัง อย่างบ้าคลั่งสับสน

บางขณะ ดูเหมือนกระต่ายเข้าใกล้เส้นชัย แต่ก็ไม่ถาวร เพราะท้ายสุด มันอาจกลับหลังหันวิ่งไปทิศตรงข้ามห่างจุดตั้งต้น และยิ่งห่างสุดกู่จากเส้นชัย

เมื่อเวลาผ่านไป อาณาบริเวณที่กระต่ายเคยวิ่งไปถึงชายขอบ จะมีระยะที่ห่างจากจุดตั้งต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยระยะชายขอบ จะถ่างไกลออกไปแบบแปรผันตรงกับรากที่สองของเวลา

แต่ตำแหน่งที่กระต่ายอยู่ ณ ขณะใด ๆ จะบรรยายได้โดย gaussian probability density function ที่ค่าเฉลี่ยเป็นศูนย์ คือ กระต่ายใช้เวลาส่วนใหญ่ อยู่ในโซนที่ไม่กำไรและไม่ขาดทุน ที่เรารู้จักกันในนาม "โค้งระฆังคว่ำ" คือ ส่วนใหญ่ อยู่ตรงศูนย์กลาง ไม่ไปไหน

นั่นคือ พวกเล่นหุ้นเกร็งกำไรนาน ๆ ส่วนใหญ่ ไม่ได้กำไรและไม่ขาดทุนหุ้นหรอก แต่ขาดทุนบักโกรกกับค่าคอมมิชชันเสียมากกว่า !

 

ตำแหน่งที่กระต่ายอยู่

 เวลา

 

ตำแหน่งที่กระต่ายอยู่ จึงไม่ต่างจาก quantum wave function ของ electron cloud เท่าไหร่ คือ จับไม่มั่น คั้นไม่ตาย ว่า ณ เวลาใด ๆ มันจะอยู่ตรงไหนแน่ แต่สามารถแจงสถิติว่า มันชอบอยู่ละแวกไหน บ่อยแค่ไหน 

แต่แนวคิดแบบเต่า ต่างออกไป

เหมือนกับการฝากเงินหรือซื้อพันธบัตร หรือการลงทุนในหุ้นที่คัดสรรอย่างระวังด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน โดยกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อคุมให้ผลตอบแทนนิ่ง และแทบปิดประตูขาดทุน เพราะการเติบโต จะสม่ำเสมอ จนแทบจะเรียกว่า ผลตอบแทนแปรผันตรงตามเวลา ได้เลย แม้จะช้า ไม่สะใจ

...ปัญหามีอยู่หน่อยนึง คนที่เล่นหวย เขาก็บอกว่า ตัวเขา ก็วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเหมือนกัน

"ต้นไม้ไหนมีดี-เราขูด

พระวัดไหนดัง-เราไปหา

ใครเกิด/ตาย-เราสืบข้อมูลวันเวลา-สถานที่จนครบ

แถมเรากระจายความเสี่ยงด้วย เช่น 387 เราก็ดักหน้า [=386] ดักหลัง  [=388] กลับหน้ากลับหลัง [=783] "

..."ฮึ่ม ! อย่าได้ดูถูกกันเชียว เรื่องว่าเราไม่วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนี่ื !" 

..จึงต้องระวัง ตีความคำว่า วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ให้ต้องตามมาตรฐานสากลหน่อย จะเอากระแสนิยมมานิยาม จะดูไม่งาม... 

การเคลื่อนไหวของเต่า จริง ๆ แล้ว น่าจะต้องเรียกว่า เป็น "หอยทาก" เสียมากกว่า เพราะจะช้ามากจนมองแทบไม่เห็น

ตัวอย่างเช่น ยอดฝีมือการลงทุนของโลกเช่น วอร์เรน บัฟเฟต เขาลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 23 % ต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่กฏหมายไทยใช้ตีกรอบนิยามกิจกรรมประเภท "แชร์ลูกโซ่" ตัวเลขนี้ ดูว่าเยอะ แต่ลองเฉลี่ยต่อวันทำการดู จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยต่อวัน (แบบเพิ่มขึ้นทางเดียว) ราว 0.1 % เท่านั้นเอง ซึ่งนักลงทุนมือรอง คงทำได้ต่ำกว่านี้มาก

ซึ่งเมื่อเทียบกับความผันผวนรายวันของหุ้นกลุ่มยอดนิยม ซึ่งอาจมากถึง 1 - 3 % ต่อวัน ก็จะเห็นว่า ต่างกันมาก

แต่เมื่อมองดูความสัมพันธ์คณิตศาสตร์ เราจะเห็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าั้นั้นซ่อนอยู่

การลงทุนแบบสุ่มเสี่ยงรายวันของกระต่าย กรณีเฉพาะที่มีกำไร จะโตได้แบบ แปรผันตรงกับรากที่สองของเวลา (แต่ก็อาจขาดทุนเหมือนดูเงาในน้ำได้ด้วย)

ส่วนการลงทุนแบบเต่า แม้โตช้า ๆ ทางเดียว แต่ก็แปรผันตรงกับเวลายกกำลังหนึ่ง

ในมุมมองของการวิเคราะห์สมรรถนะของ algorithm ในระยะยาว เต่า ต้องชนะ กระต่าย  แน่นอน ! 

เพราะสิ่งที่แปรผันตรงกับเวลา              \mathcal{O}\left(n\right)

ในระยะยาว ต้องมากกว่า

สิ่งที่แปรผันตรงกับรากที่สองของเวลา   \mathcal{O}\left({n^c}\right), 0<c<1

อย่างเลี่ยงไม่พ้น

 

หมายเหตุแนบท้าย

ผมตัดทิ้ง 2 ประเด็นหลักออกไป

อย่างแรก กระต่ายจะมีการทรุดลงแบบ exponential เพราะผลจากการขาดทุนค่าคอมพิสชัน

อย่างที่สอง เต่าจะเดินเร็วขึ้นแบบ exponential อันเป็นผลจากการที่เต่าโตทบต้น ตัวใหญ่ขึ้น ขายาวขึ้น ก้าวยาวขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งตกหล่นสองประการนี้ ไม่ได้ขัดแย้งกับข้อสรุปก่อนหน้า แต่จะเสริมให้เต่า เดินถึงเส้นชัยเร็วกว่าที่คาด และรัศมีการวิ่งของกระต่ายไปในทิศของเส้นชัย จะถูกรั้งไว้ให้ช้ากว่าที่คาดด้วย 

ถ้าเอาสองประเด็นหลักนี้มาคิด เอาเรื่องดอกเบี้ยมาร่วมคิด และปรับแต่งอีกนิดเดียว ก็จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของการสร้างสูตร Black-Scholes ในการคำนวณมูลค่าตราสารอนุพันธ์...

 

สร้าง: พ. 05 ธ.ค. 2550 @ 11:06   แก้ไข: อา. 09 ธ.ค. 2550 @ 11:09   ขนาด: 14143 ไบต์
ความคิดเห็น
P
1. Tikapus Ayalawittur
เมื่อ พ. 05 ธ.ค. 2550 @ 11:23
481843 [ลบ]

  • สวัสดีครับ ขอบคุณแทนคนใน G2K ด้วยครับ ที่นำแนวคิดดีๆ มาเผยแพร่
  • จะว่าไปการลงทุนแบบเต่าชนะกระต่าย เปรียบเหมือน ปรัชญาพอเพียงของในหลวง
  • ท่านทรงให้ประชาชนตระหนักว่า เอาให้มั่นใจว่าพออยู่ได้ก็พอ อย่าไปคิดโลภแบบกระต่าย
P
2. wwibul
เมื่อ พ. 05 ธ.ค. 2550 @ 22:15
482341 [ลบ]

  • ผมขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัสมาลงไว้ คัดมาจากhttp://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000143982

"เราจะใช้ไบโอดีเซลแบบน้ำมันปาล์มที่เราปลูกเอง

เราปลูกเองอาจจะมีน้อยหน่อย ก็ใช้น้อย อย่าไปฟุ่มเฟือยใช้มากเกินไป

น้ำมัน ใช้น้อยๆ หน่อย แต่เราจะมี มีใช้

ปลูก ต้นปาล์ม แล้วมามาทำเชื้อเพลิง

ต้นปาล์ม มาทอด มาทอดปลา ทอดอะไรต่างๆ ได้ แล้วก็มาใส่ในรถดีเซล ได้ใช้แล้ว

ก็ใช้ได้ มันวิ่งช้าหน่อย วิ่งช้า ก็ไม่เป็นไร

เราอย่าเร่งรีบ ชีวิตอย่าให้เร่งรีบมากเกินไป

แต่ราคาก็ถูก ถือหลักว่าใช้ของราคาไม่แพงเกินไป

ก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับไฮสปีดดีเซล แต่ก็ไปได้..."

  • ขอบคุณคุณ tikapus ครับ
  • ผมคิดจะเขียนเรื่องนี้มานาน แต่ยังไม่รู้สึกว่าถึงเวลาเขียน ก็รั้งรอไว้
  • จนได้ฟังพระราชดำรัสเมื่อคืน ก็รู้สึกว่า เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการเขียนถึง

 

P
3. ไปอ่านหนังสือ
เมื่อ อา. 09 ธ.ค. 2550 @ 11:32
485515 [ลบ]

สวัสดีครับอาจารย์

ก่อนอื่นขอขอบพระคุณอาจารย์มากครับสำหรับคำติชมที่ได้ให้ไว้

ผมมีขอสงสัยอย่างหนึ่งครับ

"แต่ตำแหน่งที่กระต่ายอยู่ ณ ขณะใด ๆ จะบรรยายได้โดย gaussian probability density function ที่ค่าเฉลี่ยเป็นศูนย์ คือ กระต่ายใช้เวลาส่วนใหญ่ อยู่ในโซนที่ไม่กำไรและไม่ขาดทุน ที่เรารู้จักกันในนาม "โค้งระฆังคว่ำ" คือ ส่วนใหญ่ อยู่ตรงศูนย์กลาง ไม่ไปไหน"

ผมติดใจตรงค่าเฉลี่ยเป็นศูนย์ครับ เพราะว่า ตามหลักแล้ว การเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้นนั้นจะ follow Weiner process หรือ Brownian motion (แบบพื้นฐานที่สุดนะครับ)

แต่เพราะว่ามันเป็น dS(t)/S(t) นะครับ ที่มัน เป็นไปตาม Brownian motion แต่ตัว stock price นั้นเป็น geometric brownian motion

dS(t)= uSdt+qSdW

เมื่อ u คือ mean แล้ว q คือ sigma ของ stock price และ dW คือ standard wiener process

ดังนั้น  ถ้าว่ากันตามตรง E(S(t)) =S(0)exp^(ut)

ซึ่งมันไม่เท่ากับศูนย์ไม่ใช่หรือครับ ผมกำลังสงสัยนะครับว่า ผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เพราะว่าตำแหน่งของกระต่ายนั้น มันต้องเป็น summation ของ random walk ไม่ใช่หรือครับอาจารย์

และเพราะสมการง่ายๆ E(S(t)) =S(0)exp^(ut) นี่แหละครับ ที่บอกว่า ราคาหุ้นมันจะขึ้นในระยะเวลาที่เราถือหุ้นนานๆๆ ยิ่งนานยิ่งดี ทำให้ วิธีการลงทุนแบบ Warran Buffet หรือแบบ Benjamin Graham คนที่เขียนเรื่อง The intelligent investor นั้น เป็นที่ยอมรับ (แต่จริงๆแล้ว Buffet นั้นหักคอมากกว่านั้นนะครับ เพราะเขาเป็นพวก value investing จริงๆ)

ขอบพระคุณครับอาจารย์

ต้น

P
4. wwibul
เมื่อ อา. 09 ธ.ค. 2550 @ 12:26
485550 [ลบ]

คุณ P ไปอ่านหนังสือ

 

  • อย่างที่น้องต้นว่าแหละครับ
  • ผม assume ให้ใช้ arithmetic scale ครับ ไม่ได้ใช้ geometric scale จึงถือว่า เป็นการใช้การสมมติที่คร่าว ๆ มาก
  • ตามปรกติ geometric scale จะยิ่งเห็นผลชัดกว่ามากมหาศาล โดยเฉพาะในระยะยาว ดังที่น้องต้นชี้ไว้
  • แต่ขนาดว่าใช้ arithmetic scale ก็ชัดเจนมากอยู่แล้ว ดังนั้น geometric scale ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง (ผมตัดการเป็น geometric scale ออกไป ตามแนบท้ายข้างบนครับ)
  • อันที่จริง ประเด็นเดียวกันนี้ ผมเคยเขียนถึงไว้ใน คณิตศาสตร์การเงิน: ทำไมการลงทุนจึงมีความเสี่ยงและควรมีระยะเวลาที่ยาวนาน ... อธิบายโดยการทำ stochastic simulation โดยทำเป็น กระดาษทดอิเล็กทรอนิกส์ แสดงผลการลงทุนระยะยาวของ index fund โดย assume (อีกแระ -_-!) ว่า ถ้าดัชนีในอนาคต เลียนแบบช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนระยะยาวพร้อมช่วงความเชื่อมั่น หน้าตาจะเป็นอย่างไร
  • เพียงแต่คิดว่า จะลองนำเสนอมุมมองแบบไม่ใส่สมการดู...
  • ขอบคุณครับสำหรับการเพิ่มประเด็นดี ๆ
P
5. wwibul
เมื่อ อ. 11 ธ.ค. 2550 @ 20:59
487693 [ลบ]

สวัสดีครับน้องต้น P ไปอ่านหนังสือ

 

  • เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมไม่ใช้สเกลเรขาคณิต คือ ถ้านำเรื่องเงินเฟ้อเฉลี่ยระยะยาว 6 % ของประเทศไทยมาคิด (จาก คณิตศาสตร์การเงิน: เงินเฟ้อระยะยาวของประเทศไทยเป็นเท่าไหร่ ?) ก็จะทำให้การลงทุนที่ "ปลอดภัยสูง" ทั้งหลาย (ฝากเงิน/พันธบัตร) มีผลที่ปริ่ม ๆ กับเงินเฟ้อ (สหรัฐเป็นเช่นนี้มา 70 ปี โดยเฉลี่ย) ซึ่งอย่างเก่ง ก็อาจชนะเงินเฟ้อได้ ไม่น่าจะเกิน 2 % (ซึ่งผมไม่มีข้อมูลว่า มีอยู่จริง)
  • ซึ่งในกรณีที่โตชนะเงินเฟ้อ 2 % (ซึ่งไม่ง่าย) ต่อให้ทบต้นระยะยาวสัก 20 ปี ก็จะได้ส่วนที่เพิ่มขึ้น 48.5 % เมื่อเทียบกับการโตไม่ทบต้นที่ 40 % (ซึ่งในกรณีนี้ ต่างกันไม่มาก)
  • ดังนั้น สำหรับ "เต่ามาตรฐาน" การใช้สเกลเลขคณิต จึงเป็นการมองแบบ worst case ที่ผมเชื่อว่า สมเหตุสมผลพอสมควรครับ โดยไม่ควรใช้สเกลเรขาคณิตด้วย เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงที่เข้ามากระทบ
  • อย่างไรก็ตาม หากเราขยายคำนิยามว่า "ปลอดภัย" ไปสู่อาณาเขตที่กว้างขึ้น คือรวมกรณีหุ้นลงทุนประเภทหุ้นปันผล ในกรณีเช่นว่านี้ การใช้สเกลเรขาคณิต จะตรงความจริงกว่ามาก ก็จะทำให้ข้อสรุปมีผลที่ปรับไปเป็น
  • สิ่งที่โตทบต้นตามเวลาแบบ    \mathcal{O}\left({c^n}\right), c > 1 ในระยะยาว ต้องมากกว่า สิ่งที่แปรผันตรงกับรากที่สองของเวลา   \mathcal{O}\left({n^c}\right), 0<c<1

 

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
ปกิณกะเรื่องใกล้ตัว ที่ถักขวั้นเกลียว ผุดบังเกิด และสานทอ ล้อมรอบชีวิต