การแก้ปัญหานักเรียนในยุคดิจิตัลต้องใช้วิธีแก้ที่หลากหลาย
กระแสโลกาภิวัตน์ จนมาถึงยุคดิจิตัลได้แผ่ซ่านอิทธิพลเข้ามาในโรงเรียน ก่อให้เกิดปัญหาความถดถอยทางคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน นับเป็นการบ้านข้อใหญ่ระดับประเทศ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษา ผู้บริหาร ครูที่ต้องการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ทว่าวิธีการต่างๆ ที่ครูซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติกลับไม่ค่อยได้ผล เพราะตัวแปรแทรกซ้อนมีมากเหลือเกินในสังคมปัจจุบัน เช่น สื่อ เกมส์ สภาพครอบครัว เศรษฐกิจ เป็นต้น ดังนั้นการแก้ปัญหาหนึ่งปัญหาของนักเรียนหนึ่งคนจึงแก้ยาก เพราะมีสาเหตุที่มากกว่าหนึ่ง
เมื่อวานนี้ผมคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหานักเรียนในที่ปรึกษาคนหนึ่งได้ แต่ตอนเช้าก็ผิดหวัง เพราะเขามาบอกว่าเขาเข้าใจที่ครูอธิบายทุกอย่าง แต่เขาปฏิบัติไม่ได้ ผมก็นิ่งและกลับมาคิดว่าเด็กเขามีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าที่เราคิด และเราจะต้องหาวิธีการอื่นๆ มาช่วยแก้ไข เรื่องมีอยู่ว่า...
นักเรียนหญิงคนหนึ่งจะไม่ยอมไปติวที่ในเมืองเพราะถูกครูตัดผมสั้น เขาเครียดมากถึงขนาดไม่ยอมถอดหมวกกันน๊อค ผมก็ได้เรียกเขามาพูดคุยเพื่อช่วยให้เขาเข้าใจ โดยเน้นเรื่องอีคิว ให้สามารถจัดการกับความคิดที่กลัวอายคนอื่น เพราะจริงๆ แล้วไม่มีใครมาสนใจเรา แต่เราต่างหากที่คิดเอง เราจึงทุกข์ สอนและยกตัวอย่างนานพอสมควร และเขาก็บอกว่าจะปฏิบัติตาม ก่อนกลับบ้านผมก็บอกให้เพื่อนสนิทของเขาช่วยอธิบายให้เขาเข้าใจด้วย ...แต่ตอนเช้าเขามบอกว่า อาจารย์ค่ะ หนูเข้าใจที่อาจารย์สอนทุกอย่าง...แต่หนูทำไม่ได้
เมื่อวิเคราะห์ไปที่บริบทตัวเด็กคนนี้พบว่าพ่อแม่ไปทำงานกรุงเทพฯ อยู่กับตายาย และเขาเป็นผู้หญิงห้าวๆ อาจารย์บางท่านจะล้อว่าทอม ซึ่งมีอารมณ์ อ่อนไหว ซึ่งเรามองเขาร่าเริงเข้มแข็งคงไม่เกิดเหตุการณ์นี้
ผมมองว่าการแก้ปัญหาเด็กในยุคดิจิตัลสมัยนี้ต้องใช้วิธีแก้ที่หลากหลาย ต่อกรณีนี้ผมคงต้องแก้ที่ตัวเด็กเอง โดยเฉพาะพัฒนาอีคิว การคิดเชิงสถานการณ์ ให้ทางบ้านมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการพูดคุยกับพ่อแม่ ปกครอง นอกจากนั้นใช้เพื่อนสนิทของเขา เพราะปีที่แล้ว case ที่หนักที่สุด คือ เด็กในที่ปรึกษากินยาฆ่าตัวตาย (หมอช่วยไว้ทัน) เพราะปัญหาความรัก และครอบครัวที่ไม่ลงรอยกับพ่อ ผมก็ได้ให้แม่มีส่วนร่วมช่วยบอกคุณพ่อให้ปรับตัว ให้คุณแม่กอดเขาบ้าง และให้เพื่อนสนิทเขาคอยให้กำลังใจ จนเขากลับมาร่าเริงจากที่ซึมเศร้า
ผมว่าปัจจุบันปัญหาของเด็กยิ่งรุนแรงขึ้น คงเป็นหน้าที่ของครูที่ต้องคอยช่วยเหลือ แต่ครูที่จะเข้าใจเด็กที่มีปัญหาซับซ้อนมากขึ้นนั้น อาจหายากเช่นกันเพราะสังคมยุคปัจจุบันได้กลืนกินจิตวิญญาณของครูไปมากเช่นกัน หากครูไม่มีภูมิต้านทานแล้วละก็อนาคตของชาติก็คงแย่ลงมากกว่าทุกวันนี้
ทางเลือกหนึ่งคือการสร้างเครือข่ายครูจิตตปัญญาในโรงเรียนเพราะครูแนวจิตตปัญญาจะเข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาด้วยใจแก้ที่ใจ ให้เปลี่ยนแปลงที่ใจ โดยเฉพาะครูแนะแนว และครูปกครอง ตอนนี้ที่โรงเรียนของผมก็พยายามสร้างเครือข่ายจิตตปัญญากันประมาณ 3-4 คน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ค่อยๆ ซึมไปครับ
* เคยเลี้ยงหลานวัยรุ่นค่ะ...เขาจะฟังเพื่อนมากกว่า...
* ผู้ปกครองและครูจึงต้องพยายามเข้าใจโดยฟังเขามากกว่าจะไปสั่งสอน..และถามความคิดของเขาว่าอยากจะแก้ไขอย่างไร..จะให้เราช่วยอะไร...คงต้องมีขั้นตอน..ไม่ใจร้อน...
สวัสดีครับ
ให้กำลังคุณครูครับ ถึงแม้ผมไม่ใช่ครูโดยอาชีพแต่ผมถือว่าครูคือผู้ให้ผู้ยิ่งใหญ่ และผมได้ดีทุกวันนี้ก็เพราะอาชีพครูครับ
สวัสดีค่ะ
พื้นฐานจากสถาบันครอบครัวที่ล้มเหลว
แก้ยากค่ะ ถ้าไม่มีใจเมตตาคงลำบาก
สวัสดีค่ะ