เมื่อต้นสัปดาห์ก่อน หัวหน้าสำนักกิจการนักศึกษา ทักทายผมด้วยคำพูดว่า อาจารย์! ปีนี้เอี๊ยะติกาฟที่มัสยิดเดิมนะอาจารย์ มัสยิดเดิมคือ มัสยิดในมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาครับ ซึ่งผมเริ่มเอี๊ยะติกาฟมาสามปีแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนนั้นมัสยิดยังสร้างไม่เสร็จครับ แต่ปีนี้คำตอบของผม คือ "ปีนี้คงจะไม่ได้แล้วครับ" ไม่ใช่เพราะมีมัสยิดใหม่ให้เอี๊ยะติกาฟหรอกครับ แต่สังขารปีนี้ไม่อำนวยจริงๆ ตอนนั้นคิดแค่การเอี๊ยะติกาฟอย่างเดียวครับ แต่คืนนี้ซึ่งถือเป็นคืนแรกของเดือนรอมฏอนเหมือนกัน ผมก็คงจะไปละหมาดตะรอวีห์ที่มัสยิดเหมือนปกติไม่ได้เหมือนกันครับ และคงต้องงดตลอดเดือนรอมฏอนนี้เช่นกัน

ผมวัดตัวเองจากการไปละหมาดวันศุกร์ครับ แค่นั่งละหมาดครึ่งชั่วโมง ผมก็แย่แล้วครับ แล้วนี้เดือนรอมฏอน ละหมาดตะรอวีห์ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่านั้น ผมคงไม่ไหวแนๆ  สรุปปีนี้คงต้องงดกิจกรรมหลักไปทั้งสองกิจกรรม

(มัสยิดอัลฮารอมัยน์ มัสยิดประจำมหาวิทยาลัยอิสลามยะลายามค่ำคืน)

ยิ่งวันนี้ยิ่งทำให้รู้ตัวเองมากขึ้นครับ เป็นอุบัติเหตุเล็กๆ น้อย คือ หย่อนก้นลงบนเก้าอี้ แล้วปรากฏว่า เก้าอี้มันพลิกครับ ผมเลยล้มไปที่พื้นอย่างผิดจังหวะ โอ้ เสียวไปทั้งตัวเลยครับ แล้วก็ยังรู้สึกแปล็บๆ จนถึงตอนนี้เลย อุบัติเหตุนี้คาดไม่ถึงจริงๆ ครับ

หลายท่านอาจไม่เคยได้ยินคำว่า "เอี๊ยะติกาฟ" และคำว่า "ละหมาดตะรอวีห์" ขออธิบายอย่างคราวๆ ไว้ เอี๊ยะติกาฟ เป็นการเข้าไปพักอยู่ในมัสยิดครับ ซึ่งในสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฏอน ท่านศาสนฑูตสนับสนุนให้มุสลิมกักกันตัวเองอยู่แต่ในมัสยิดครับ ซึ่งในมหาวิทยาลัยอิสลามเราจัดทำโครงการพัฒนาบุคลิกภาพขึ้น เพื่อให้ทั้งบุคลากรและนักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวครับ ส่วนการละหมาดตะรอวีห์เป็นการละหมาดที่มีเฉพาะในเดือนรอมฏอนครับ ทำการละหมาดกันหลังจากการละหมาดภาคบังคับในตอนค่ำ (อ่านบันทึกนี้ หลายท่านอาจจะได้รับทราบเพิ่มเติมว่า ในเดือนนี้ไม่ใช่แค่อดอาหารในตอนกลางวันอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ)

(เขียนบันทึกนี้บนความเสียดายครับ)