227. ชืวิตนักวิชาการลุยสวน


"ธาตุอาหารมีความสำคัญกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งพืช สัตว์ และคนแม้ว่าจะต้องการวันละนิดเดียว แต่ถ้าขาดหรือได้รับไม่เพียงพอสิ่งมีชีวิตก็จะมีปัญหา" เป็นการระบุของ รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม  นักวิชาการที่ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรของไทยด้วย"ธาตุอาหาร" 

 

     รศ.ดร.สุมิตรา ภูวโรดม  ทีมวิถีชีวิตช่องทางทำกิน  ได้พบท่านที่ จ. จันทบุรี หนึ่งในพื้นที่ที่บริษัท ผาแดง อันดัสทรี จำกัด(มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจเมืองแร่ และโรงถลุงแร่ สังกะสี เพื่อผลิตเป็นโลหะสังกะสีแท่งบริสุทธิ์ และโลหะสังกะสีผสม เข้าไปสนับสนุนการพัฒนาผลผลิตของเกษตรกร ฝ่ายทางนักวิชาการ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในโครงการภาคเอกชนที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ซึ่งมีรากฐานของประเทศคือ ภาคเกษตรกรรม 

    

       รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม ผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ดินและพืช จุลชีววิทยาดิน อายุ 58 ปี เป็นอาจารย์ที่คณะเทคโนโลยีการเกษตรสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)มาตั้งแต่ปี 2529 ถึงปัจจุบัน เป็นนักวิจัยที่มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ"งานวิจัยด้านดินและปุ๋ยในไม้ผล"

                     

      นักวิจัยด้านดินและปุ๋ยในไม้ผลท่านนี้ จบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะเกษตร(เกียรตินิยมอันดับ2) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปริญญาโทสาขาวิชาปฐพีวิทยา และวิศวกรรมทางน้ำ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และปริญญาเอกสาขา จุลชีววิทยาทางดิน จากมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ รัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากการสอนหนังสือแล้ว

         ปัจจุบันรศ.ดร.สุมิตรายังได้ทำงานวิจัยภายใต้ชุดโครงการ"ความต้องการธาตุอาหาร การจักการธาตุอาหารและการวิเคราะห์ดินและพืชในสวนมังคุด สวนทุเรียน สวนเงาะ" รวมทั้งการแก้ปัญหา เนื้อแก้วและยางไหลในมังคุดการแก้ปัญหา อาการหัวยุบหัวดำในสละโดยการให้ ธาตุอาหารที่เหมาะสม โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ก็ร่วมสนับสนุน

                                

       ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.สุมิตรา ได้รับทุนทำงานวิจัยสาขาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และธาตุอาหารพืช ที่มหาสิทยาลัยแห่งรัฐด้านการเกษตรศาสตร์และสัตวแพทย์ ที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กเป็นเวลา 15 เดือน

 

       นับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษคนหนี่งของเมืองไทย ในด้านธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะไม้ผล ไม้ยืนต้น การวิเคราะห์ดินและพืชเพื่อเป็นแนวทางในการใส่ปุ๋ย โดยมีประสบการณ์ทั้งการสอนและภาคสนามนานกว่า 20 ปี และกำลังจะได้รางวัลคนทำงานวิจัยด้านการเกษตรจาก ธนาคารกรุงเทพในเร็วๆนี้ด้วย


                

       

       กับความสนใจในเรื่องธาตุอาหารในพืชผลไม้นั้น รศ.ดร.สุมิตรา เล่าว่า เมื่อก่อนทำแต่งานธาตุอาหารในข้าว ซึ่งทำเป็นฤดูๆไป แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่การได้ไปประชุมเชิงปฏิบัติการที่ ประเทศฟิลิปปินส์ เรื่อง การวิเคราะห์ดิน พืชเพื่อใส่ปุ๋ยไม้ผล ซึ่งได้พบกับนักวิจัยผู้บรรยายชาวไต้หวัน คนหนึ่งชื่อ ซูซาน เชง ซึ่งทำวิจัยเรื่องส้ม

 

     นักวิจัยชาวไต้หวันคนนี้ เป็นคนบอกชาวสวนส้มว่า ทำสวนแบบเดิมไม่ถูก และบอกวิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งชาวสวนส้มก็เชื่อ และเมื่อได้คุยกันก็ได้ถามนักวิจัยคนนี้ว่า" ทำไมคนไต้หวันเชื่อคุณ?" ซึ่งนักวิจัยคนนั้นตอบมาว่า"เพราะฉันเก่งกว่าเกษตรกร"อย่างไรก็ตาม งานวิจัยด้านสวนผลไม้ทุกอย่างนั้นเป็นงานที่ต้องใช้เวลาถึงจะตอบได้ว่าสิ่งที่นักวิจัยแนะนำถูกหรือไม่ถูก จึงได้รับคำปรามาสมาตลอดว่า ทำสวนเป็นหรือ?

 

    ซึ่งต่างจากงานวิจัยที่เกี่ยวกับข้าว ซึ่งทำกันช่วงสั้นๆ ผลลัพธ์จะเห็นชัดมากกว่า ส่วนสวนผลไม้ มีอายุยาวนานกว่าอายุคนอีก ดังนั้น ทั้งเรื่องการปรับปรุง หรือการเพิ่มเติมธาตุอาหาร จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา "ประทับใจคำพูดนั้นมาก จึงกลับมาทำงานวิจัยไม้ผล และพยายามนึกถึงคำนั้นตลอดเวลาที่ทำงานและเข้าใจว่าเหตุที่ชาวบ้านเชื่อนักวิจัย เพราะนักวิจัยคนนั้นได้รับการยอมรับ"

        

     อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สุมิตรา บอกว่า เมื่อมาลุยงาน เรื่องธาตุอาหารในไม้ผลในช่วงแรกๆ ชาวบ้านก็ไม่ค่อยสนใจนัก ชาวบ้านหรือชาวสวน  ต้องฟันฝ่ากับทัศนคติเดิมๆที่จะช่วยให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นหรือลดความเสียหายของสวนอันเกิดจากการใส่ปุ๋ยแบบไม่มีประสิทธิภาพ

 

 

   " ปีแรก เมื่อเริ่มบรรยายเรื่องการ ใส่ปุ๋ยการใช้ธาตุอาหาร ชาวบ้านก็นั่งฟังไป กินกาแฟไป กินอาหารไป ไม่ได้สนใจ ซึ่งเราก็ไม่โมโหนะ แต่ก็ไม่ได้ท้อ พอไปอีกปี ที่สอง เขาก็บอกว่าอาจารย์ทำสวนเป็นหรือเปล่า? ที่บ้านอาจารย์มีสวนหรือเปล่า? ซึ่งเราก็บอกว่า ไม่มีสวน ทำสวนไม่เป็น แต่ทำงานของเราเหมือนกับหมอ ซึ่งเราสามารถวินิจฉัยโรคได้ และรู้ว่าต้องกินอะไรถึงหายร่างกายถึงแข็งแรง"

 

    แม้ว่าปีแรกจะไม่ค่อยมีคนเชื่อ แต่ก็มีคนนำไปลองคิด ลองทำ ประกอบกับเกิดเหตุการณ์ปุ๋ยราคาแพง และบริษัทปุ๋ยต่างชาติก็ไม่มีปุ๋ยจะขาย ดังนั้น สมาคมผู้ผลิตปุ๋ยโลก ก็บอกกับเกษตรกรในปีนั้นว่าการแก้ปัญหาปุ๋ยแพงนั้น คือต้องใส่ปุ๋ยให้ถูกเพื่อผลผลิตจะได้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อทำได้ผลจึงมีคนเชื่อมากขึ้น

 

"เหตุที่ชาวสวนไม่เชื่อเราแต่แรก เพราะ

1. ไม่มีความรู้ และ

2. ความรู้เรื่องธาตุอาหารมีจำกัด ที่สำคัญไม่เคยได้เรียนรู้ มีแต่ทำตามที่ทางราชการบอก และทำตามๆกันมา ดังนั้น การให้ความรู้เรื่องธาตุอาหาร ของเราจึงเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการทำสวนไปเลย "รศ.ดร.สุมิตรา ระบุ

     

"การศึกษามานานกว่า 200 ปี มาแล้ว แตกแยกขยายสาขาออกไปเรื่อยๆเพราะอาหารคือ สัตว์และพืช เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องกินจึงมีการศึกษาต่อเนื่องมาตลอดทุกๆพืชผลที่กินได้" เป็นอีกคำกล่าวของรศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม ซึ่งก็คงจะสะท้อนได้ว่า นักวิชาการท่านนี้จะเดินหน้าศึกษาวิจัยทางด้านนี้ต่อไป...และหน้าจับตาการพลิกโฉมสวนผลไม้ในอนาคต    เติมสังกะสี พัฒนามังคุด

 

                  

 

     " มังคุดราชินีแห่งผลไม้"ก็เป็นหนึ่งในผลไม้ที่บริษัทผาแดงอันดัสทรี  ให้การสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพผ่านทางนักวิชาการ ซึ่งรศ.ดร.สุมิตรา ระบุว่า การพัฒนา มังคุดมีความสำคัญ เพราะเป็นผลไม้ที่ทุกๆคน โดยเฉพาะชาวต่างชาติทั่วโลกรอทาน 1 ปีมีหนเดียว ประเทศไทยประเทศเดียว ปริมาณไม่อั้นราคาจ่ายเต็มที่ แต่คุณภาพต้องดีตามราคา เป็นโจทย์ใหญ่ของเกษตรกรที่อยากขาย แต่ขายไม่ได้เพราะ ทำตามเงื่อนไขไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขว่าเสียได้ไม่เกิน20% แต่ส่วนมากจะเกินและปีนี้ก็เสียถึง 60% เพราะอากาศร้อนมาก"

          

     " ในอดีตเราส่งออกมังคุดในรูปแบบมังคุดแช่แข็งซึ่งปีก่อนหน้าโน้นมีออร์เดอร์   มังคุดสดจากประเทศญี่ปุ่นถึง 130 ตันในราคา กก.ละ 60 บาท (ในประเทศญี่ปุ่นมังคุดสด ผลละ 60 บาท) แต่ปรากฏว่า เสียเยอะ ปีที่แล้วออร์เดอร์เหลือเพียง 30ตัน ซึ่งปัญหาใหญ่คือ เนื้อแก้ว ยางไหล ซึ่งเราก็ต้องวิเคราะห์ สาเหตุ และค่อยๆแก้ "

 

          การทำวิจัย เรื่องไม้ผล ทำให้ รศ.ดร.สุมิตราต้องบุกป่าฝ่าสวนบ่อยครั้ง ซึ่งนับแต่ได้รับการยอมรับจากชาวสวนมังคุดที่จันทบุรีในเรื่องการ "การเติมแร่สังกะสี" เพื่อแก้ใบแคระแกร็น เพื่อเพิ่มพัฒนาคุณภาพผลผลิต ก็ไม่มีเลยที่จะถูกไล่ออกจากสวน มีแต่จะได้รับการเชื้อเชิญให้เขาไปดูสวน

 

       ยกตัวอย่าง สวนของ สงวน บุญญฤทธิ์ ซึ่งเป็นเกษตรกรในเครือข่ายกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมังคุดเพื่อการส่งออก เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าคนหนึ่ง รศ.ดร.สุมิตราบอกว่า สวนของแต่ละคนไม่ใช่ว่าจะเข้าไปได้ง่ายๆสบายๆทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน แถมโดนยุงกัดอีกต่างหาก แต่ก็ต้องเข้า เพราะในนั้นมีปัญหาที่ท้าทายมาก ปัญหาหนึ่งรอให้ไปวิเคราะห์เพื่อแก้ไข 

       

      " คิดว่า เป็นปัญหาที่ท้าทายมากและปีนี้เป็นปีที่แย่ของชาวสวน แต่ก็ถือว่าเป็นปีทอง ของงานวิจัยเลยเพราะ อากาศร้อนจัดทำให้เรารู้ว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไรต่อไปในอนาคต"

     

     ( ขอบคุณ คุณสุภารัตน์ ยอดศิริชัยกุล ที่รายงานใน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หน้า 23 วิถีชีวิต ช่องทางทำกิน ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน 2553  และภาพ ผลไม้จาก อินเตอร์เน็ต)

    *  อ่านแล้วได้ทราบ เรื่องเกี่ยวกับพืช การส่งออก การที่นักวิชาการ นักวิจัย ปฏิบัติอย่างไร ชาวสวน เป็นอย่างไร เราประชาชน ธรรมดา เห็นผลไม้ก็ซื้อมาสบายๆ แต่การพัฒนาพืชผลมีมากมาย อ่านแล้วชื่นชม รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม จึงนำมาฝากทุกท่านได้อ่านและเข้าใจการทำงานของนักวิชาการ มากขึ้น รวมถึงได้ทราบปัญหาการส่งออกผลไม้ไปต่างประเทศ ได้ทราบว่าชาวต่างชาติ ชอบผลไม้ไทยของเรามาก

 

ด้วยความปรารถนาดี  กานดา แสนมณี