สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
อาศรมร่มเย็น
Ka-Poom
อ่าน: 190
ทำอย่างไรเมื่อลูกขโมยเงิน...

เรื่องเล่าของโต้งเต้ง (นามสมมติ)

เด็กชายตัวน้อยเรียนโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง อาศัยอยู่กับแม่สองคน ส่วนพ่อนั้นแยกกันอยู่ แต่ยังไม่ได้หย่าจากแม่ โต้งเต้งเป็นเด็กที่ร่าเริง สนุกสนาน ไม่ค่อยอยู่นิ่ง วันที่แม่พาโต้งเต้งมาพบข้าพเจ้านั้น โต้งเต้งดูซึมไปไม่พูดจา นั่งก้มหน้าอย่างเดียว ข้าพเจ้าเลยขออนุญาตคุยกับโต้งเต้งก่อน แต่จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก

ข้าพเจ้าพูดคุยกับโต้งเต้ง เป็นไปในลักษณะถามไถ่ เพื่อเรียนรู้ถึงบุคลิกส่วนตัวและนิสัยของโต้งเต้ง ... เด็กชายตัวน้อยพูดจาฉะฉาน แววตามสดใสขึ้นเมื่อได้พูดถึงสิ่งที่ตนเองชอบใจ เราคุยกันสักพักข้าพเจ้าจึงได้ถามว่า "ทราบหรือเปล่าว่ามาที่นี่ทำไม" ... โต้งเต้งพยักหน้าอีกครั้ง และตอบเสียงค่อยๆ ว่า "ผมขโมยเงินแม่ครับ" ... "แล้วการขโมยเงินแม่นี้ดีหรือไม่ดี"...ข้าพเจ้าถามหลังจากที่ประเมินดูแล้วว่าสามารถพูดคุยเรื่องนี้กับโต้งเต้งได้อย่างเปิดเผย...

"ไม่ดีครับ..."

เราพูดคุยกัยถึงเรื่องนี้สักพัก ทำให้ทราบว่าโต้งเต้งขโมยเงินของแม่ แต่ไม่ได้เอาไปทำอะไร โดยปกติแล้วโต้งเต้งจะได้รับค่าขนมอย่างเพียงพอ ฐานะทางบ้านค่อนข้างดี แม่เป็นผู้หญิงเก่งเลี้ยงลูกคนเดียวมาตลอด บุคลิกของแม่ค่อนข้างเอาจริงเอาจัง ข้าพเจ้าได้พิจารณาลึกลงไปในแววตาของแม่ พบว่าเธอมีความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ และที่แน่ชัดคือ ความทุกข์ในใจในปัญหาที่เผชิญอยู่ตรงหน้า ณ ขณะนี้...

อะไรคือสาเหตุ ที่ทำให้โต้งเต้งมีนิสัยขโมยเงิน?

หากว่าขาดแคลน คงไม่ขาดแคลนทางด้านวัตถุ แต่ที่ขาด...น่าจะเป็นขาด "ความรักความอบอุ่น" อันหมายถึง "ความอิ่มในจิตใจ" อันเป็นปัญหาของผู้คนมากมายในสังคม ... แต่โต้งเต้งถูกบีบคั้นจากภายในให้ผลักดันกระทำสิ่งอันไม่เหมาะสม เพื่อสะท้อนถึงความขาดในจิตใจ...

การพูดคุยเพื่อการเยียวยา (Counseling) นี้ ทำให้ได้ทราบว่า "ความทุกข์ในใจของแม่" เป็นสภาวะที่ลูกสัมผัสได้ ... ลูกสะท้อนออกมาด้วยพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อให้แม่หยุดและหันกลับมาหาตนเอง เป็นการสื่อสารที่จัดว่าไม่เหมาะสมระหว่างแม่กับลูก... โต้งเต้งส่งสัญญาณแห่งความทุกข์สะท้อนดีดกลับไปสู่แม่... น่าเห็นใจที่แม่-ลูกคู่นี้ มีรูปแบบการสื่อสารเฉกเช่นนี้

case ของโต้งเต้ง ทำให้ข้าพเจ้านึกย้อนไปถึงรุ่นพี่สมัยเรียนพยาบาลท่านหนึ่ง เป็นลูกสาวนายอำเภอ ฐานะทางบ้านดี บุคลิกหน้าตาดี ไม่มีใครคาดคิดว่ารุ่นพี่ท่านนี้จะมีนิสัยขโมยของได้ แต่ปัญหาของหายประจำทั้งมีค่าและไม่มีค่า แม้แต่แก้วน้ำพลาสติกก็ยังหาย จนอยู่มาวันหนึ่งอาจารย์ประจำหอพักไปค้นตู้ พบว่า ของที่หายนั้นอยู่เต็มตู้เสื้อผ้าของรุ่นพี่ท่านนี้...

แล้ว "อะไรเล่าเป็นสาเหตุให้เธอขโมยของ?"...

นี่เป็นคำถามที่ทำให้ผู้ให้คำปรึกษา (Counselor) ต้องหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอ ไม่อย่างงั้นกระบวนการช่วยเหลือ ก็จะแก้ไขได้ไม่ตรงจุด กระบวนการเยียวยา ช่วยเหลือนั้นต้องมุ่งตรงไปที่พฤติกรรม "เพื่อให้หยุดการขโมย"...คำสอนหนึ่งของ อาจารย์ผู้เป็นแม่แบบทางด้านจิตวิทยาให้คำปรึกษา(Psychology of Counseling) ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์ ท่านได้กรุณายกคำสอนของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่กรุณากล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า...

ถ้าความกรุณาที่เราจะมีให้แก่ใครก็แล้วแต่ ถ้าไปกระทบกับความถูกต้องชอบธรรม เราต้องไม่เสียหลักการทางสังคม เช่น ถ้าลูกทำผิด และจะต้องตัดสินลงโทษ แต่เราสงสารลูก และใช้ความกรุณาของเราที่มีต่อลูกไปทำการวิ่งเต้นเพื่อให้พ้นผิดเพราะสงสาร และเราก็บอกตัวเองว่าทำเพื่อลูก กรณีอย่างนี้ การช่วยเหลือของเราด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวทำให้ไปกระทบหลักธรรมทางสังคม อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ความกรุณาของพ่อแม่ในกรณีนี้เป็นการกระทำที่ผิด ต้องหยุด...

บางครั้งความสงสารอยากช่วยเหลือต้องอาศัยกระบวนการทางปัญญาร่วมด้วย เพราะสงสารอย่างเดียวยิ่งไปสนับสนุนให้ลูกกระทำพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมจนไม่สามารถแยกแยะได้เองว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด อย่างกรณีของโต้งเต้งเองก็เช่นเดียวกัน ... แม่สับสนเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร...

"ถูกก็บอกว่าถูก ผิดก็บอกว่าผิด" นี่คือสิ่งที่แม่ของโต้งเต้งพึงทำ ขณะเดียวกันต้องทำด้วยปราศจากอารมณ์โกรธ แม่ต้องสงบที่ใจก่อน แล้วจึงเริ่มต้นแก้ไขปัญหาของลูก เพราะหากแม่ยังมีสภาวะใจที่หนักอึ้งอยู่นี้ ก็อยากที่เยียวยา เพราะยิ่งเป็นการเพิ่มสภาวะความเครียดและกดดันทั้งแม่และลูก...

โชคดีหน่อยว่า โต้งเต้งมีนิสัยชอบขโมยอย่างเดียว แต่ไม่โกหก ทุกครั้งที่เงินหายแม่ถาม โต้งเต้งก็สารภาพ ซึ่งต่างกับอีกหลายๆ case ที่ข้าพเจ้าได้เจอ เมื่อมีพฤติกรรมทางลบด้านหนึ่งแล้วจะมีอีกหลายๆ ด้านตามมา และซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งกรณีเช่นนี้น่าเป็นห่วงเพราะหากว่าดำรงอยู่ในสังคมค่อนข้างจะดูและพิจารณาได้ยากยิ่งนัก...

สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือนี้... เป้าหมายนั้นทั้งครอบครัว คือ ทั้งแม่และลูก... เพราะเพียงแค่ไปมุ่งปรับพฤติกรรมเด็กอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องกระตุ้นให้เกิดกระบวนการทางปัญญาแยกแยะถูกผิดได้ และขณะเดียวกันต้องลดสภาวะทุกข์เทียมที่เกิดขึ้นในครอบครัว และเผชิญอยู่กับทุกข์แท้ได้ด้วยใจเบาเบาทั้งแม่และลูก

สัมพันธภาพระหว่างผู้เยียวยา และ case ยังคงต้องดำรงอยู่... บางรายนั้นข้าพเจ้าคงไว้หลายเดือน ข้าพเจ้าอาจเป็นผู้ทำงานด้านนี้ที่ไม่ได้มุ่งปรับเปลี่ยนเพียงแค่พฤติกรรม (Behavior) หากแต่ต้องสร้างกระบวนการทางปัญญา (Cognitive) ให้บุคคลนั้นเกิดขึ้น เพื่อที่ว่า ณ วันหนึ่งข้างหน้าเขาได้เจอสภาพปัญหา...เขาจะสามารถลุกขึ้นมาแก้ไขได้ด้วยตนเอง... แต่เมื่อเวลาผ่านไปกระบวนการช่วยเหลือยากที่จะเยียวยา...ก็ต้องพิจารณาเพื่อวางลงด้วยเช่นกัน...

____________________________________________________________________________________

Note: ทุกข์เทียม...ในทางพุทธศาสนาคือ ทุกข์ที่เรานั้นสร้างขึ้นมาเอง จากการยึดตัวตนมั่นหมายว่านี่เป็นเรา เป็นของเรา... ส่วนทุกข์แท้นั้น คือ สภาวะทุกข์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต้องเจอและเผชิญด้วย "ปัญญา" เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นภายใต้เหตุนั้นมี ผลนั้นจึงมีนั่นเอง... ส่วนทุกข์เทียมนั้นเราวางและปล่อยได้ง่าย และดำรงตนอยู่อย่างเหนือทุกข์แท้ (เป็นเป้าหมายเพื่อให้สรรพสัตว์ดำรงอยู่ในวังวนนี้ด้วยใจที่สงบเย็น)

 

..................................................

 

 

 

สร้าง: ส. 12 ก.ค. 2551 @ 21:12   แก้ไข: ส. 12 ก.ค. 2551 @ 21:21   ขนาด: 15187 ไบต์
ความคิดเห็น
P
1. นาย เอกราช แก้วเขียว
เมื่อ ส. 12 ก.ค. 2551 @ 22:39
739849 [ลบ]

ตามมาอ่าน...ผมเข้าใจเพิ่มมากขึ้นในประเด็น การสร้างกระบวนการทางปัญญาให้เกิดขึ้นแก่ผู้มารับคำปรึกษา เพื่อให้เขาได้ช่วยเหลือตนเองได้อย่างยั่งยืน

P
2. จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
เมื่อ ส. 12 ก.ค. 2551 @ 23:22
739908 [ลบ]

มาติดตามอ่านบันทึกดีๆยามดึกครับ

การกระทำหนึ่ง เกิดจากสาเหตุที่ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ตรงไปตรงมา แต่หากซับซ้อนด้วยเงื่อนไขต่างๆ หากเข้าใจ ก็เยียวยาเขาได้ถูกและแก้ไขปัญหาได้

งานจิตเวช เป็นงานที่ท้าทายมากครับ

P
3. แอมแปร์~natadee
เมื่อ อา. 13 ก.ค. 2551 @ 00:36
739983 [ลบ]

+ สวัสดีค่ะ...

+ อ่านแล้วประทับใจมากค่ะ.....

+ ตัวเองก็เคยเป็นเช่นนี้...ตอนเด็ก ประมาณ ป.4 ค่ะ

+ ขโมยเงินพี่สาว...(ลูกพี่ลูกน้องกัน)..ประมาณ 80 บาท

+ สาเหตุลึก ๆ คือ อยู่กับแม่เฒ่า...แม่เฒ่าเลี้ยงหลานหลายคน..จาก 3 แม่ เพราะพ่อ แม่ ไปทำสวนที่ไกล ๆ เดือนหนึ่งถึงจะกลับมา....แล้วมันมีความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น...เหงา... คิดถึงแม่..ชะเง้อคอยแม่ทุกวัน...ด้วยเหตุเหล่านี้ๆ เมื่อรู้สึกก็แสดงออก...แต่แสดงออกโดยการขโมยเงิน....

+ ดีใจที่แม่เป็นนักจิตวิทยา(แม่ไม่ได้เรียนหนังสือหรอกค่ะ...แต่พฤติกรรมที่แม่แก้ปัญญหา เลยถือว่าแม่เป็นนักจิตวิทยา )

+ แม่ไม่ตีอ๋อยเลย..(ตอนแรกกลัวมาก..กลัวโดนตี ) แม่พูดอะไรตั้งมากมาย พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่อยากบอกอยากเล่า....แม่กอดอ๋อยแล้วบอกว่าอย่าทำอีก...เพราะเรายังต้องเดินไปด้วยกัน...เดินไปบนความหวังที่แม่ยอมเหนื่อย...

+ หลังจากวันนั้นอ๋อยก็ไม่เคยขโมยเงินอีกเลย

+ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

P
4. Ka-Poom
เมื่อ อา. 13 ก.ค. 2551 @ 10:25
740257 [ลบ]

ขอบพระคุณทุกท่านนะคะ...ข้าพเจ้าหวังว่ากรณีตัวอย่างนี้น่าจะก่อเกิดแนวคิดต่อยอดกันต่อในแต่ละบุคคลนะคะ

คุณ นาย เอกราช แก้วเขียว :

  • บางแนวคิดตามฐานความเชื่อของผู้ให้การบำบัดอาจเน้นในเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เขาก็จะมุ่งสู่การไปเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้เหมาะสม... แต่ภายใต้เงื่อนไขนี้กาลเวลาได้แสดงให้เห็นว่า... บางทีเราถอดเงื่อนไขของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมออกไป...พฤติกรรมใหม่ก็หยุดชะงักไปเช่นกัน...
  • แต่เมื่อเรามามุ่งเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญา (Mental Model) เพื่อให้เขาเกิดการรู้คิด ตระหนักรู้ใหม่ อันเป็นตัวรู้ที่บุคคลนั้นสร้างขึ้นมาเอง ก็จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนการกระทำ ซึ้งภายใต้แนวคิดนี้มาจากการเริ่มการเปลี่ยนแปลงภายในมาสู่ภายนอก
  • และเมื่อเขาได้เจอหรือเผชิญปัญญาใหม่อาจคล้ายเดิมหรือไม่คล้าย แต่เขาจะสามารถนำพาตนเองไปสู่การเผชิญปัญหาและแก้ปัญหานั้นได้ตามโครงสร้างทางปัญญาที่ผ่านการฝึกการเรียนรู้มาแล้ว

คุณเอก . จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :

  • งานจิตเวชเป็นงานที่ท้าทายค่ะ เพราะสาเหตุแห่งการเจ็บป่วยของเขานั้นมีที่มาแห่งความซับซ้อนทางจิตใจ (Ill Structure) ซึ่งความซับซ้อนดังกล่าวมีสาเหตุทั้งที่มาจากภายนอก และภายในด้วย...
  • จิตใจมนุษย์ที่ว่ายากหยั่งถึงนั้น เป็นคำกล่าวที่ใกล้เคียงจริงเป็นที่สุด การศึกษาเรื่องทางจิตนี้มีความสัมพันธ์กันหลายมิติโยงใย ทั้งมิติทางด้ายกายภาพ และจิตวิญญาณ...การประคองตนเองให้ดำรงอยู่ภายใต้การมีความสมดุลทางจิตใจนี้ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะมนุษย์ยังต้องอยู่ภายใต้กฏแห่งความสัมพันธ์...
  • จะเห็นได้ว่าหลากหลายผู้คนพยายามเรียนรู้เพื่อไปสู่ความสมดุลในตนเอง ตั้งได้บ้างเดี้ยงไปบ้าง แต่นี่เป็นความพยายามเพื่อการดำรงอยู่ขณะมีลมหายใจโดยแท้ ในหน้าที่เราก็ได้แต่บอกว่า.. การเจ็บป่วยนี้เราป้องกันและบรรเทาไม่ให้ไปสู่ความรุนแรงของการเจ็บป่วยได้นะ...แต่ก็น้อยคนที่น้อมใจฟัง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาระของการบำบัดรักษาจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปีตามจำนวนของผู้ป่วยทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...
  • ขอบคุณสำหรับภาพที่นำมาฝากนะคะ...

คุณอ๋อย   แอมแปร์ :

  • ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับเรื่องเล่าอันเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่านี้ อ่านแล้วซาบซึ้งใจค่ะ ...
  • บางครั้งการที่เราเลี่ยงหรือไม่เร่งด่วนเพื่อที่จะตัดสิน จะทำให้เราทราบสิ่งที่ลึกซึ้งนั้นมากขึ้น แต่พฤติกรรมที่ว่าหากจะทำเป็นเพิกเฉยก็ไม่ได้อีก เพราะบุคคลนั้นก็จะติดในพฤติกรรมนั้นไปอีกตราบนานเท่านานและจะซับซ้อนยิ่งขึ้น การเยียวยาก็จะยากยิ่งขึ้นไปอีก
  • ความรักความเข้าใจจะสามารถช่วยได้แต่ต้องเป็นความรักความเข้าใจที่อยู่ภายใต้ความถูกต้องตามทำนองครองธรรม แต่ไม่ใช่ตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเพียงอย่างเดียว
  • ตัวอย่างของคุณแม่คุณอ๋อย ท่านใช้นั้นน่ะ คือ ความเมตตาโดยแท้ และชี้ให้ลูกได้เรียนรู้ความถูกผิดชั่วดีด้วย

ขอบพระคุณมากค่ะ

(^____^)

P
5. Mr.Direct
เมื่อ อา. 13 ก.ค. 2551 @ 20:42
740974 [ลบ]

ครับ...คุณกะปุ๋ม

การเยียวยาไม่ใช่สิ่งที่ยากเกิน ขอเพียงเราใช้ "ใจ" ฟัง...

ขอบคุณครับผม...

P
6. Ka-Poom
เมื่อ อา. 13 ก.ค. 2551 @ 21:25
741023 [ลบ]

คุณดิเรก :

  • การฟัง...สู่การเยียวยา :

    น้อมใจลง ฟังด้วยใจเบาเบา...แล้วเราจะได้ยินสิ่งที่บุคคลพยายามสื่อสารให้เราได้ทราบภายใต้คำพูด สีหน้า ท่าทางและการกระทำ นั่นอาจไม่ได้หมายถึงสิ่งที่สื่อออกมาจริงๆ...

    • มีเรื่องราวมากมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้การสื่อสารที่เราสัมผัสได้ "ความหวาดกลัว" ... "การสูญเสียตัวตน"... ฯลฯ เสียงที่ได้ยินอาจไม่ใช่เป็นเพียงเสียงที่ได้ยิน สีหน้าท่าทางอาจไม่ใช่ที่เรามองเห็นได้ด้วยตา... ต่างๆ เหล่านี้เราค้นได้ด้วย "การใช้ใจ" น้อมลงและฟังเขา...
    • ขณะที่เราน้อมใจลงฟังนั้น ให้ฟังเสียงแห่งภายใน"แห่งใจ"ของเราด้วย เพราะหากขณะนั้นเราไม่ย้อนกลับมาฟังเสียงภายในเรา เราอาจพลาดไปตัดสินเขาแล้วโดยไม่รู้ตัว จากการฟังอย่างมีอคติเพราะไม่ได้ฟังเสียงภายในตนเองควบคู่ไปด้วยนั่นเอง

ที่มา... http://gotoknow.org/journals/kapoom

(^____^)

ขอบพระคุณค่ะ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
บันทึกอื่นๆ
บันทึกเรื่องราว เรื่องเล่า เกี่ยวกับการทำงานทางด้านจิตวิทยาให้คำปรึกษา (Psychology of Counseling)... เป็นงานด้านการเยียวยาทางด้านจิตใจของผู้คน เป็นเสมือนที่พักพิงของผู้คนทั้งที่ป่วยและยังไม่ป่วยทางด้านจิตใจ ปรารถนาที่อยากบอกเล่าและแบ่งปันอย่างใคร่ครวญในตนเอง ***กรณี case ตัวอย่างที่นำมาบอกเล่านี้ เป็นนามสมมติทั้งสิ้น มีเพียงแก่นปัญหาเท่านั้นที่หยิบยกมาบันทึกเก็บไว้..กระบวนการเยียวยาแต่ละรายก็แตกต่างกันไปตามปัจเจคบุคคลและปัญหา***