เรื่องเล่าของโต้งเต้ง (นามสมมติ)
เด็กชายตัวน้อยเรียนโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง อาศัยอยู่กับแม่สองคน ส่วนพ่อนั้นแยกกันอยู่ แต่ยังไม่ได้หย่าจากแม่ โต้งเต้งเป็นเด็กที่ร่าเริง สนุกสนาน ไม่ค่อยอยู่นิ่ง วันที่แม่พาโต้งเต้งมาพบข้าพเจ้านั้น โต้งเต้งดูซึมไปไม่พูดจา นั่งก้มหน้าอย่างเดียว ข้าพเจ้าเลยขออนุญาตคุยกับโต้งเต้งก่อน แต่จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก
ข้าพเจ้าพูดคุยกับโต้งเต้ง เป็นไปในลักษณะถามไถ่ เพื่อเรียนรู้ถึงบุคลิกส่วนตัวและนิสัยของโต้งเต้ง ... เด็กชายตัวน้อยพูดจาฉะฉาน แววตามสดใสขึ้นเมื่อได้พูดถึงสิ่งที่ตนเองชอบใจ เราคุยกันสักพักข้าพเจ้าจึงได้ถามว่า "ทราบหรือเปล่าว่ามาที่นี่ทำไม" ... โต้งเต้งพยักหน้าอีกครั้ง และตอบเสียงค่อยๆ ว่า "ผมขโมยเงินแม่ครับ" ... "แล้วการขโมยเงินแม่นี้ดีหรือไม่ดี"...ข้าพเจ้าถามหลังจากที่ประเมินดูแล้วว่าสามารถพูดคุยเรื่องนี้กับโต้งเต้งได้อย่างเปิดเผย...
"ไม่ดีครับ..."
เราพูดคุยกัยถึงเรื่องนี้สักพัก ทำให้ทราบว่าโต้งเต้งขโมยเงินของแม่ แต่ไม่ได้เอาไปทำอะไร โดยปกติแล้วโต้งเต้งจะได้รับค่าขนมอย่างเพียงพอ ฐานะทางบ้านค่อนข้างดี แม่เป็นผู้หญิงเก่งเลี้ยงลูกคนเดียวมาตลอด บุคลิกของแม่ค่อนข้างเอาจริงเอาจัง ข้าพเจ้าได้พิจารณาลึกลงไปในแววตาของแม่ พบว่าเธอมีความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ และที่แน่ชัดคือ ความทุกข์ในใจในปัญหาที่เผชิญอยู่ตรงหน้า ณ ขณะนี้...
อะไรคือสาเหตุ ที่ทำให้โต้งเต้งมีนิสัยขโมยเงิน?
หากว่าขาดแคลน คงไม่ขาดแคลนทางด้านวัตถุ แต่ที่ขาด...น่าจะเป็นขาด "ความรักความอบอุ่น" อันหมายถึง "ความอิ่มในจิตใจ" อันเป็นปัญหาของผู้คนมากมายในสังคม ... แต่โต้งเต้งถูกบีบคั้นจากภายในให้ผลักดันกระทำสิ่งอันไม่เหมาะสม เพื่อสะท้อนถึงความขาดในจิตใจ...
การพูดคุยเพื่อการเยียวยา (Counseling) นี้ ทำให้ได้ทราบว่า "ความทุกข์ในใจของแม่" เป็นสภาวะที่ลูกสัมผัสได้ ... ลูกสะท้อนออกมาด้วยพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อให้แม่หยุดและหันกลับมาหาตนเอง เป็นการสื่อสารที่จัดว่าไม่เหมาะสมระหว่างแม่กับลูก... โต้งเต้งส่งสัญญาณแห่งความทุกข์สะท้อนดีดกลับไปสู่แม่... น่าเห็นใจที่แม่-ลูกคู่นี้ มีรูปแบบการสื่อสารเฉกเช่นนี้
case ของโต้งเต้ง ทำให้ข้าพเจ้านึกย้อนไปถึงรุ่นพี่สมัยเรียนพยาบาลท่านหนึ่ง เป็นลูกสาวนายอำเภอ ฐานะทางบ้านดี บุคลิกหน้าตาดี ไม่มีใครคาดคิดว่ารุ่นพี่ท่านนี้จะมีนิสัยขโมยของได้ แต่ปัญหาของหายประจำทั้งมีค่าและไม่มีค่า แม้แต่แก้วน้ำพลาสติกก็ยังหาย จนอยู่มาวันหนึ่งอาจารย์ประจำหอพักไปค้นตู้ พบว่า ของที่หายนั้นอยู่เต็มตู้เสื้อผ้าของรุ่นพี่ท่านนี้...
แล้ว "อะไรเล่าเป็นสาเหตุให้เธอขโมยของ?"...
นี่เป็นคำถามที่ทำให้ผู้ให้คำปรึกษา (Counselor) ต้องหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอ ไม่อย่างงั้นกระบวนการช่วยเหลือ ก็จะแก้ไขได้ไม่ตรงจุด กระบวนการเยียวยา ช่วยเหลือนั้นต้องมุ่งตรงไปที่พฤติกรรม "เพื่อให้หยุดการขโมย"...คำสอนหนึ่งของ อาจารย์ผู้เป็นแม่แบบทางด้านจิตวิทยาให้คำปรึกษา(Psychology of Counseling) ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์ ท่านได้กรุณายกคำสอนของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่กรุณากล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า...
ถ้าความกรุณาที่เราจะมีให้แก่ใครก็แล้วแต่ ถ้าไปกระทบกับความถูกต้องชอบธรรม เราต้องไม่เสียหลักการทางสังคม เช่น ถ้าลูกทำผิด และจะต้องตัดสินลงโทษ แต่เราสงสารลูก และใช้ความกรุณาของเราที่มีต่อลูกไปทำการวิ่งเต้นเพื่อให้พ้นผิดเพราะสงสาร และเราก็บอกตัวเองว่าทำเพื่อลูก กรณีอย่างนี้ การช่วยเหลือของเราด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวทำให้ไปกระทบหลักธรรมทางสังคม อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ความกรุณาของพ่อแม่ในกรณีนี้เป็นการกระทำที่ผิด ต้องหยุด...
บางครั้งความสงสารอยากช่วยเหลือต้องอาศัยกระบวนการทางปัญญาร่วมด้วย เพราะสงสารอย่างเดียวยิ่งไปสนับสนุนให้ลูกกระทำพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมจนไม่สามารถแยกแยะได้เองว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด อย่างกรณีของโต้งเต้งเองก็เช่นเดียวกัน ... แม่สับสนเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร...
"ถูกก็บอกว่าถูก ผิดก็บอกว่าผิด" นี่คือสิ่งที่แม่ของโต้งเต้งพึงทำ ขณะเดียวกันต้องทำด้วยปราศจากอารมณ์โกรธ แม่ต้องสงบที่ใจก่อน แล้วจึงเริ่มต้นแก้ไขปัญหาของลูก เพราะหากแม่ยังมีสภาวะใจที่หนักอึ้งอยู่นี้ ก็อยากที่เยียวยา เพราะยิ่งเป็นการเพิ่มสภาวะความเครียดและกดดันทั้งแม่และลูก...
โชคดีหน่อยว่า โต้งเต้งมีนิสัยชอบขโมยอย่างเดียว แต่ไม่โกหก ทุกครั้งที่เงินหายแม่ถาม โต้งเต้งก็สารภาพ ซึ่งต่างกับอีกหลายๆ case ที่ข้าพเจ้าได้เจอ เมื่อมีพฤติกรรมทางลบด้านหนึ่งแล้วจะมีอีกหลายๆ ด้านตามมา และซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งกรณีเช่นนี้น่าเป็นห่วงเพราะหากว่าดำรงอยู่ในสังคมค่อนข้างจะดูและพิจารณาได้ยากยิ่งนัก...
สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือนี้... เป้าหมายนั้นทั้งครอบครัว คือ ทั้งแม่และลูก... เพราะเพียงแค่ไปมุ่งปรับพฤติกรรมเด็กอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องกระตุ้นให้เกิดกระบวนการทางปัญญาแยกแยะถูกผิดได้ และขณะเดียวกันต้องลดสภาวะทุกข์เทียมที่เกิดขึ้นในครอบครัว และเผชิญอยู่กับทุกข์แท้ได้ด้วยใจเบาเบาทั้งแม่และลูก
สัมพันธภาพระหว่างผู้เยียวยา และ case ยังคงต้องดำรงอยู่... บางรายนั้นข้าพเจ้าคงไว้หลายเดือน ข้าพเจ้าอาจเป็นผู้ทำงานด้านนี้ที่ไม่ได้มุ่งปรับเปลี่ยนเพียงแค่พฤติกรรม (Behavior) หากแต่ต้องสร้างกระบวนการทางปัญญา (Cognitive) ให้บุคคลนั้นเกิดขึ้น เพื่อที่ว่า ณ วันหนึ่งข้างหน้าเขาได้เจอสภาพปัญหา...เขาจะสามารถลุกขึ้นมาแก้ไขได้ด้วยตนเอง... แต่เมื่อเวลาผ่านไปกระบวนการช่วยเหลือยากที่จะเยียวยา...ก็ต้องพิจารณาเพื่อวางลงด้วยเช่นกัน...
____________________________________________________________________________________
Note: ทุกข์เทียม...ในทางพุทธศาสนาคือ ทุกข์ที่เรานั้นสร้างขึ้นมาเอง จากการยึดตัวตนมั่นหมายว่านี่เป็นเรา เป็นของเรา... ส่วนทุกข์แท้นั้น คือ สภาวะทุกข์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต้องเจอและเผชิญด้วย "ปัญญา" เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นภายใต้เหตุนั้นมี ผลนั้นจึงมีนั่นเอง... ส่วนทุกข์เทียมนั้นเราวางและปล่อยได้ง่าย และดำรงตนอยู่อย่างเหนือทุกข์แท้ (เป็นเป้าหมายเพื่อให้สรรพสัตว์ดำรงอยู่ในวังวนนี้ด้วยใจที่สงบเย็น)
..................................................


เมนูของ kapoom





เมื่อ ส. 12 ก.ค. 2551 @ 22:39
739849 [ลบ]
ตามมาอ่าน...ผมเข้าใจเพิ่มมากขึ้นในประเด็น การสร้างกระบวนการทางปัญญาให้เกิดขึ้นแก่ผู้มารับคำปรึกษา เพื่อให้เขาได้ช่วยเหลือตนเองได้อย่างยั่งยืน
เมื่อ ส. 12 ก.ค. 2551 @ 23:22
739908 [ลบ]
มาติดตามอ่านบันทึกดีๆยามดึกครับ
การกระทำหนึ่ง เกิดจากสาเหตุที่ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ตรงไปตรงมา แต่หากซับซ้อนด้วยเงื่อนไขต่างๆ หากเข้าใจ ก็เยียวยาเขาได้ถูกและแก้ไขปัญหาได้
งานจิตเวช เป็นงานที่ท้าทายมากครับ
เมื่อ อา. 13 ก.ค. 2551 @ 00:36
739983 [ลบ]
+ สวัสดีค่ะ...
+ อ่านแล้วประทับใจมากค่ะ.....
+ ตัวเองก็เคยเป็นเช่นนี้...ตอนเด็ก ประมาณ ป.4 ค่ะ
+ ขโมยเงินพี่สาว...(ลูกพี่ลูกน้องกัน)..ประมาณ 80 บาท
+ สาเหตุลึก ๆ คือ อยู่กับแม่เฒ่า...แม่เฒ่าเลี้ยงหลานหลายคน..จาก 3 แม่ เพราะพ่อ แม่ ไปทำสวนที่ไกล ๆ เดือนหนึ่งถึงจะกลับมา....แล้วมันมีความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น...เหงา... คิดถึงแม่..ชะเง้อคอยแม่ทุกวัน...ด้วยเหตุเหล่านี้ๆ เมื่อรู้สึกก็แสดงออก...แต่แสดงออกโดยการขโมยเงิน....
+ ดีใจที่แม่เป็นนักจิตวิทยา(แม่ไม่ได้เรียนหนังสือหรอกค่ะ...แต่พฤติกรรมที่แม่แก้ปัญญหา เลยถือว่าแม่เป็นนักจิตวิทยา )
+ แม่ไม่ตีอ๋อยเลย..(ตอนแรกกลัวมาก..กลัวโดนตี ) แม่พูดอะไรตั้งมากมาย พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่อยากบอกอยากเล่า....แม่กอดอ๋อยแล้วบอกว่าอย่าทำอีก...เพราะเรายังต้องเดินไปด้วยกัน...เดินไปบนความหวังที่แม่ยอมเหนื่อย...
+ หลังจากวันนั้นอ๋อยก็ไม่เคยขโมยเงินอีกเลย
+ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
เมื่อ อา. 13 ก.ค. 2551 @ 10:25
740257 [ลบ]
ขอบพระคุณทุกท่านนะคะ...ข้าพเจ้าหวังว่ากรณีตัวอย่างนี้น่าจะก่อเกิดแนวคิดต่อยอดกันต่อในแต่ละบุคคลนะคะ
คุณ นาย เอกราช แก้วเขียว :
คุณเอก . จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :
คุณอ๋อย แอมแปร์ :
ขอบพระคุณมากค่ะ
(^____^)
เมื่อ อา. 13 ก.ค. 2551 @ 20:42
740974 [ลบ]
ครับ...คุณกะปุ๋ม
การเยียวยาไม่ใช่สิ่งที่ยากเกิน ขอเพียงเราใช้ "ใจ" ฟัง...
ขอบคุณครับผม...
เมื่อ อา. 13 ก.ค. 2551 @ 21:25
741023 [ลบ]
คุณดิเรก :
การฟัง...สู่การเยียวยา :
น้อมใจลง ฟังด้วยใจเบาเบา...แล้วเราจะได้ยินสิ่งที่บุคคลพยายามสื่อสารให้เราได้ทราบภายใต้คำพูด สีหน้า ท่าทางและการกระทำ นั่นอาจไม่ได้หมายถึงสิ่งที่สื่อออกมาจริงๆ...
ที่มา... http://gotoknow.org/journals/kapoom
(^____^)
ขอบพระคุณค่ะ