ช่วงนี้จะยุ่งมาก ...

แต่แรงบัลดาลใจมาล๊ะ..แม้ภาระงานจะมาก แต่ก็มีแรงบัลดาลใจและพลังใจเสมอ

เมื่อสักครู่เข้าไปอ่านกระทู้... หัวข้อเรื่อง :: การประกวดผลงานวิจัย สะท้อนให้เห็น "ใจ" ของบุคคลต่างๆ ที่โพสเข้ามา ==> ความผิดหวัง ความโกรธ ความไม่พอใจ ความขุ่นมัว ความรู้สึกนึกคิด ที่มีเกิดขึ้นได้ในผู้คน...คนหน้างาน

ทำให้ข้าพเจ้าย้อนกลับมาทบทวนต่อตนเอง

ตลอดของการก้าวเดินทำหน้าที่ของการเป็นวิทยากรกระบวนการ R2R สิ่งหนึ่งที่ได้รับการสะท้อนกลับ แม้จะเป็นเพียงเล็กๆ ที่ตะโกนดังๆว่า ทำไมไม่มาสอนวิจัย เขาอยากจะเรียนวิจัย... เขาตั้งใจมาเรียนระเบียบวิธีวิจัย

แต่ข้าพเจ้า...จะเน้นแต่เพียงว่า เวทีนี้เวทีแห่งการทำ R2R นั้นเราต้องมองในเรื่องดังนี้ คือ

  • ประเด็นโอกาสพัฒนาหรือปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้นจริง เป็นปรากฏการณ์จริง
  • ปัญหาหรือประเด็นดังกล่าวนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร
  • เมื่อเรามองหาสาเหตุออก เราจะมองเห็นทางแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดขึ้น
  • ทำไปแล้วได้ผลเป็นอย่างไร มีคุณค่าอะไร กลับมาสู่งานประจำของเราอย่างไรบ้าง

ส่วนระเบียบวิธีวิจัย...ข้าพเจ้าเพียงแค่เสนอถึงว่า วิธีวิจัยที่น่านำมาใช้ตอบโจทย์หน้างานในการทำ R2R ได้ ส่วนในเรื่องความซับซ้อนที่มากขึ้นนั้นเราต้องอาศัยและสั่งสมการเรียนรู้ จะเรียนเพียงแค่วันหรือสองวันนั้นไม่เพียงพอ และหัวใจแห่งการเรียนรู้ คือ การลงมือปฏิบัติเรียนรู้การทำ R2R

เมื่อใดที่เราให้โอกาสตนเอง ลงมือเรียนรู้การทำ R2R

เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตนเอง

"ประตูใจ" ที่เปิดออก และรับเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านกระบวนการลงมือทำ R2R ด้วยใจที่เป็นอิสระ ปราศจากอคติและการถูก block ด้วยจิตที่เป็นอกุศล เมื่อนั้นคุณค่าที่ได้จะยิ่งกว่าการได้วิจัยหนึ่งเรื่อง หรือได้รับรางวัลใดใด ... เพราะความมีค่าที่ยิ่งใหญ่ คือ การเรียนรู้แห่งภายในที่มาจากการได้ทำการเสียสละพัฒนาการทำงานผ่านกระบวนการคิดอันเป็นระบบ

หลายๆ คนหลงทาง ...เกี่ยวกับการทำวิจัย

มองวิจัยในทัศนะที่แคบ...มองเพียงว่าเป็น "ผลงานวิจัย" แต่จริงๆ แล้วกระบวนการวิจัยคือ กระบวนการที่มองเห็นปัญหา หาสาเหตุแห่งปัญหานั้นเจอ และเห็นหนทางที่นำไปสู่การแก้ปัญหานั้น ที่สุดแล้วได้เกิดการเรียนรู้ถึงหนทางแห่งการแก้ปัญหานั้น เราจึงพบว่ามีนักวิชาการ หรือมีผู้คนมากมายติดกับดักแห่งการทำวิจัย

กับดักที่สร้างขึ้นด้วยทัศนะที่มองเห็นสิ่งที่เห็นในระยะใกล้ๆ... เมื่อใดก็ตามที่เราก้าวข้ามในเรื่องของการที่ว่าผลิตงานวิจัย เปลี่ยนเป็น เปิดประตูใจเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากการทำวิจัย แล้วเราจะมองเห็นมิติแห่งความงดงามของชีวิตมากขึ้น เช่น ความสุข ความรู้สึกมีคุณค่าที่มีมากกว่าการได้รับรางวัลใดใด

นี่เป็นสิ่งที่เราต้องได้เรียนรู้...และนำพาตนเองออกจากกับดักแห่งวังวนที่กัดหนองในใจของคนหน้างาน กับดักที่ติดยึดอยู่เพียงพันธนาการของการแข่งขัน ความชนะ ความเป็นเลิศ เคลื่อนนำตนไปสู่ความเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้เพื่อไปสัมผัสในมิติแห่งการงานที่ว่า "ปิติสุขที่เกิดจากการทำงาน ... อันเป็นการทำงานที่ไม่หวังสิ่งใดใด และเป็นการทำงานที่เป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน เป็นเหตุเป็นผล มุ่งหวังสิ่งเดียวคือ งานที่ทำพัฒนาขึ้น เจริญขึ้น"