การผลิตรายการโทรทัศน์

       เรื่องธรรมดาไปไหมคะ ถ้าทำงานเรื่องไหนแล้วไม่มีปัญหาอะไรมาทดสอบพลังเลย

        คงจะแปลกมาก สำหรับฉัน ไม่แตะต้องท่านอื่นนะคะเพราะมีรุ่นป้าหลายคนที่ โฮงยาสวนดอกบอกว่าไม่เคยมีปัญหาเพราะเราป้องกันไว้ทุกด่าน ทุกด้านแล้ว เป็นบุญ พวกเฟอะฟะอย่างดิฉันก็ใช้วิทยายุทธลุยไป ไปซึ่งๆ หน้าเสมอ อย่างที่บอกตอนแรก แก้ปัญหาหน้างาน

        ไม่น่าปล่อยเวลาให้ผ่านล่วงมาจนแผลตกสะเก็ดเลย จะเขียนจะเล่าอะไร มันรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสอะไรอีกแล้ว ไม่เหมือนวันนั้น วันที่ปัญหารุมเร้าจนจะชักแหงก ๆ ๆ ๆ ตายหน้าตู้เย็น  (ทำไมต้องตู้เย็น ? ก็ไปแอบกินน้ำเก็กฮวยไงคะ) วันนี้ ขณะนี้ปัญหาประดามีที่ว่ากลายเป็นเรื่องเบ เบ ไปอีกแล้ว  อาจารย์หลายท่านตำหนิตรงๆ ว่าพวกฉันทำงานแบบศิลปิน ท่ามกลางชาวประชานักวิทยาศาสตร์ เลยทำให้เรื่องราววุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้น ยิ้มรับค่ะ ปีก่อนตอนตี 2 ขณะที่ยังตัดต่อวิดิโอเรื่องที่ 3 และที่ 4 ไม่เสร็จ มีเจ้าของเรื่องที่ 1 ขอร้องให้แก้ไขงานที่จะออกอากาศวันพรุ่งนี้ ทั้งๆ ที่งานชิ้นนั้นจบสวยงามแล้ว ฉันขอร้อง อธิบาย ยกเหตุผลประกอบ ไม่สำเร็จค่ะ ฉันระเบิดเทิดเทิงมากปีนั้น ต่อสายตรงเรียนปรึกษาผู้ใหญ่ (คอนเซ้าท์กันเมื่อใกล้จะรุ่งสาง!) ท่านฟังฉันพูดจนจบ สุนทรียสนทนามาแล้วค่ะ แล้วท่านก็แนะนำว่า "ฟังนะหนู สงบสยบศัตรู ตัดต่อแก้ไขให้เขาไปเถิด"   ฉันถือหูโทรศัพท์ค้าง ต้องมีคนยุติสักคนล่ะ ยุติธรรมก็จะบังเกิด

 

7.00 น. วันเปิดกล้อง

ฮาโหล ฮาโหล ช่วยด้วยค่ะ ยามไม่ให้จอดรถ

ตึดๆๆๆๆ

ตอนนี้รถไฟมารอหน้าตึกแล้วค่ะ แต่ยามไม่รับรู้

ตึดๆๆๆๆ

รถกองถ่ายก็มาครบหมดแล้วนะคะ ทำไงดี รถมาส่งคนไข้ก็ติดหนึบต่อจากเราค่ะ

...

        เมื่อวานนี้ซักซ้อมกันอย่างดีค่ะ เตรียมสถานที่จอดรถไว้เรียบร้อย แจ้งเลขทะเบียนรถที่จะเข้ามาคณะฯ ตอนเช้า แต่มันหวุดหวิดไปเสี้ยววินาทีผ่าแปดค่ะ เกิดอาการเปลี่ยนเวรพอดิบพอดี เจ้าหน้าที่ที่รับคำสั่งไว้ก็แค่แตะมือเปลี่ยนผลัด เจ้าหน้าที่ที่เข้ามารับเวรก็ไม่รู้ไม่ชี้เสียนี่ เสียชื่อคณะฯ ตั้งแต่ยกแรกที่กองถ่ายบุกเลยค่ะ กว่าจะตกลงกันได้ก็เสียอารมณ์ศิลปินกันทั้ง 3 ฝ่าย

 

ห้องพักดารา

        ดารามาเพียบ คิวถ่ายละครที่เชียงใหม่กำหนดไว้ 3 วันค่ะ อยู่ที่คณะแพทย์ฯ 2 วัน แล้วไปถ่ายที่ดอยอินทนนท์ อีกหนึ่งวัน น้องๆทีมงานหาห้องพักแต่งตัวแต่งหน้าให้นักแสดงกันอยู่หลายที่ค่ะ ตั้งแต่ห้องพักผู้ป่วยที่ว่าง จริงแล้วไม่ค่อยว่างหรอกค่ะ ไม่พอให้บริการเสียด้วยซ้ำ โดยมีข้อกำหนดไว้ว่า ต้องไม่ไกลจากจุดที่จะใช้ถ่ายทำมากนัก ในที่สุดก็มาลงตัวที่ห้องประชุมบุญสม ซึ่งอยู่ชั้นที่ 1 อาคารบุญสมหรือตึก 7 ชั้น ใช้เป็นที่พัก ที่ประชุม ที่รับประทานอาหาร ที่คิดบัญชี คราวนี้แฟนๆก็มาดูดารากันสบาย

 

Location หาย

        โฮงยาสวนดอกเรา ต่อให้เป็นคนใน บางคนบางครั้งก็ยังหลงทางหลงห้องได้ แล้วนี่ทีมงานต่างถิ่นมาหาสถานที่ถ่ายทำในตึกของเรามีหรือจะไม่หลงทาง เวลามาหาสถานที่ถ่ายทำทีมงานจะเขียนแผนที่ประกอบละเอียดยิบ และถ่ายภาพนิ่งเก็บไว้ยืนยันอ้างอิง ทุกอย่างดูเหมือนจะเรียบร้อยแต่มีอยู่ Scene หนึ่งที่จะใช้เข็นมะขิ่นผ่าน ผู้กำกับให้ฉันดูภาพที่บันทึกในกล้องดิจิตอล และขอให้พาไปที่จุดนั้น เพราะไม่มีใครนึกออกว่ามันอยู่แถวไหน ภาพที่ว่าเป็นภาพเพดานทางเดินยาวๆ แล้วมีช่องแสงกลมๆ คล้ายจานบินอยู่เป็นระยะๆ ค่ะ คิดกันหัวแตกเพราะผู้กำกับต้องการจริงๆ ฉันมั่วกลัวเสียหน้าว่าเป็นคนท้องถิ่นแล้วดันไม่รู้จักบ้านตัวเอง เลยเดินนำไปหาที่ทางเอาดาบหน้าคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นอยู่แถวแผนกเอกซ์เรย์ โป๊ะเชะ ใช่เลยค่ะ สอบผ่าน คราวหน้าคราวหลังเดินๆในตึกเลยต้องหัดแหงนมองเพดานห้องไว้บ้าง

 

ห้องพักแพทย์ของพระเอก

        โอว ยามค่ำคืนที่หมอเริงฤทธิ์ต้องอยู่เวร ห้องทำงานระเห็ดขึ้นไปอยู่ชั้น 14 ห้องประชุม จัดฉากให้เป็นห้องพักแพทย์เพื่อจะได้วิวค่ำคืนสวยงามของเมืองเชียงใหม่  ทีมงานเริ่มจัดฉากโดยมาหาของประกอบฉากเอาดาบหน้าเหมือนกันค่ะ ห้องพักแพทย์ต้องมีอะไรบ้างล่ะ หนังสือ ตำรา โต๊ะ ตู้ เตียง หาของขนของกันตั้งแต่บ่าย 3 ถ่าย 4 ทุ่ม แล้วที่สำคัญ ข้างของทั้งหลายมาจากที่ทำงานดิฉันซึ่งอยู่ชั้น 9 อีกตึก ห่างกันพอสมควร ได้ของต้องประสงค์แต่พอทีมงานปิดกล้องกลับบ้านแล้วนี่สิคะปัญหามา ปัญญาเกิด ใครจะขนของเหล่านั้นกลับคืนที่เดิมล่ะ!

 

ระวังรถไม่เป็นใจ

        ในฉากการเดินทางออกหน่วยตรวจของคณะแพทย์ จะเห็นรถที่ใช้เข้าฉากคันหนึ่งไม่รู้กองถ่ายไปเสาะหามาจากไหน เข้าท่าเข้าทางกับเรื่องราวมาก แต่สภาพเครื่องรถก็ไปตามสภาพที่มองเห็น ในฉากที่เราเห็นพ่อหลวงขับรถขึ้นเขา ลงเขา นั่นหลาย Shot เป็นแรงคนเข็น คนลาก ค่ะ ทำไงได้รถเกิดพยศขึ้นมาก็ลงแรงเข็นกันสิคะ เทคแล้วเทคอีก อึดสุดๆ

 

ดาราจำเป็น

        ในเรื่องราวของละครจะเห็นว่ามีนักแสดงประกอบมากมาย ส่วนใหญ่จะใช้วิธีขอความร่วมมือจากหน่วยงานหลักของเนื้อหา คือ ศูนย์สมอง กับ ศูนย์โรคหัวใจ ค่ะ ต้องเตรียมบุคลากรมาร่วมแสดงกันเต็มที่เลย แต่ก็มีอยู่หลายๆ ฉากที่กองถ่ายขอคนเข้าฉากกันที่หน้างานเลย ผู้ประสานงานก็วิ่งกันขาขวิด มือใหม่ไงคะ ระบบ ระเบิบ  อะไรไม่ได้แล้วด่วนหมดทุกเรื่อง อัญเชิญน้องๆ พยาบาลน่ารักมาเดินเข้าฉากตอนเช้าได้กลุ่มหนึ่ง (เป็นน้องๆ พยาบาลออกเวร) ขอร้องให้เดินผ่านกล้อง จากนั้นกองถ่ายก็เช็คภาพ ไม่พอใจขอเดินอีกเทค ปรากฏคุณน้องพยาบาลเดินกลับหอพักไปนอนพักหมดแล้ว ต้องวิ่งหาพยาบาลใหม่ แล้วคิดดูวันนั้นวันทำงาน คนไข้มีเป็นกองทัพ อยากเข้ากล้องก็อยากอยู่แต่จะให้ทิ้งคนไข้ได้ยังไง แต่ตอนบ่าย ๆ เริ่มปรับตัวได้ค่ะ ชวนกันมาแสดงทั้งพยาบาลทั้งคนไข้เสียเลย ผ่านพ้นไปได้

 

ผู้กำกับการแสดงชั้น 2 หรือ 2 ชั้นดี

        ในการที่นักแสดงจะแสดงเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจ (มะขิ่น) กับโรคสมอง (พ่อเฒ่าทะแม) ไม่ใช่ว่าแสดงกันไปตามความน่าจะเป็นนะคะ คณะแพทย์ฯ ได้ส่งคุณหมอ คุณพยาบาล ประกบผู้กำกับการแสดงติดแหงบเลยค่ะ ความถูกต้องต้องมาก่อน แถมก่อนที่คุณชลิตจะแสดงเป็นพ่อเฒ่าสมองเสื่อม ยังต้องดูวีดิทัศน์บันทึกอาการของผู้ป่วยจริงๆ อีกด้วย

 

 

      ปัญหาประดามีของกองละครมีก็แก้ไขกันไปในกองถ่ายค่ะ

        เพราะทุกอย่างทุกฉาก ทุกตอนต้องเสร็จตามเวลาที่กำหนด อันเกี่ยวเนื่องกับคิวของนักแสดงหรือดารา  ส่วนกองอื่นๆ ก็มีปัญหากันประปรายค่ะ เช่น การร้องเพลงประสานเสียง หรือการแสดงดนตรีคลาสสิกของนักศึกษาแพทย์ ระหว่างการเตรียมงานก็จะมีเรื่องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น จะไปแสดงที่กรุงเทพฯ แต่ติดสอบ ติดเรียน ติดขึ้น ward ต้องหาทางแก้ไขปัญหาให้ลงตัวให้ได้  ตอนแรกกะว่าคณะนักร้องจะต้องเดินทางไปบันทึกเทปที่ห้องส่งที่กรุงเทพฯค่ะ แต่เอาเข้าจริงๆ เด็กๆ ติดสอบกันหมดเพราะเป็นเด็กปี 1 เลยใช้วิธีบันทึกเทปที่เชียงใหม่แทน อย่างที่เห็นล่ะค่ะ ส่วนวง Chamber ก็ให้เดินทางโดยรถไฟในคืนวันที่ 22 กันยา ถึงห้องส่งเช้าก็เตรียมบันทึกเทปการแสดง 1 เพลงที่เตรียมมา 4 นาที แต่เวลาออกอากาศมีเหลือแค่ 3 นาที เด็กๆ ต้องเล่นให้ได้ใน 3 นาที ทุกคนค่อนข้างเครียด การแสดงดนตรีในวงแบบนี้เป็นการทำงานเป็นทีมที่ชัดเจนที่สุด แต่แล้วในที่สุดทุกฝ่ายก็พอใจ เด็กๆ เดินทางกลับเชียงใหม่โดยรถไฟในเย็นวันนั้น เพื่อที่จะเข้าเรียนและดูแลคนไข้ในวันรุ่งขึ้น ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ถ้าจะมีความเสียหายเกิดขึ้นก็ขอให้เสียหายน้อยที่สุด

 

เพิ่มคู่สาย แต่ไม่ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์

        ในการถ่ายทอดสดจะเห็นว่าเรามีการให้บริการตอบปัญหาสุขภาพและรับบริจาค เพิ่มอีก  60 สาย ที่เชียงใหม่ เพิ่มจาก 50 คู่สายที่กรุงเทพฯ นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเป็นการทำงานโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก อุปกรณ์และเทคนิคช่างโทรศัพท์ของคณะฯ สามารถดำเนินการได้เองอยู่แล้ว หากขอใช้คู่สายโทรศัพท์เพิ่มเติมที่กรุงเทพฯก็จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นมหาศาล และถ้าหากจะต้องนำอาจารย์หมอที่เชียงใหม่ลงไปรับโทรศัพท์ที่กรุงเทพฯ อีกล่ะ ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ที่ตามมาทั้งเรื่องค่าเดินทาง ค่า ทีพัก จิปาถะ  ทางคณะฯ จึงแก้ปัญหานี้โดยเชิญศิษย์เก่าแพทย์ที่ทำงานในกรุงเทพฯและปริมณฑลเข้าร่วมรายการในวันออกอากาศ ปรากฏว่าในคืนนั้น บรรยากาศของงานถ่ายทอดสดรายการวันมหิดล ของเรามีความอบอุ่นเกิดขึ้นราวกับงานรวมรุ่นครั้งยิ่งใหญ่ของปีเลยทีเดียว แถมยังมีเสียงเรียกร้องว่าปีหน้าขอมารวมรุ่นที่นี่อีก ส่วนการถ่ายทอดภาพจากเชียงใหม่ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจาก ศูนย์ข่าวภาคเหนือ อสมท จังหวัดเชียงใหม่ ที่ส่งสัญาณภาพผ่านดาวเทียมไปยังห้องส่งที่ กรุงเทพฯได้ทันใจ

 

        การทำงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่คณะที่ปรึกษาจากคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริษัทธีมเมติกจำกัด แล้วที่สำคัญท่านผู้ชมที่ให้ความกรุณาสมทบทุนเข้ามูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วย ขอบพระคุณแทนคณะแพทย์ฯ มช. ด้วยใจอีกครั้ง

       

         อย่างว่าล่ะค่ะแผลตกสะเก็ดจนไม่เหลือรอยแผลเป็นแล้ว ปัญหาทุกอย่างทุกเรื่องที่ประสบถือเป็นเรื่องดีๆที่จะเป็นบทเรียนให้พวกเราก้าวเดินมั่นคงอีกครั้งแม้จะเป็นรอยเดิม ได้ยินว่า...จะมีการเตรียมงานสำหรับปีหน้า 50 ปีคณะแพทยศาสตร์ มช. กันแล้วค่ะ

 

 

        สำหรับตอนสุดท้าย ที่อาจารย์บางท่านสงสัย ทำไม ต้อง HaPpy ดีพร้อม

        ทำยังไงดีคะน้องสาว "ดาวลูกไก่"  พูดไม่ออก อธิบายไม่ถูก อยากให้ดูภาพสรุปเบื้องหลังการทำงาน จากวีดิทัศน์จังเลย...

 

        พึ่งรู้ตัว แล้วรู้สึกเกรงใจผู้อ่านจัง ที่วิธีการเขียนแบบลื่นไหลจะออกอาการพิษตกค้างเล็กๆ ทีนี่ดูวิดิโอได้ไหมคะ (ไม่ได้ค่ะ แงๆ) ไม่เช่นนั้นจะขอฝาก link ไปที่เพื่อนบ้าน multiply ของน้องดาวเจ้าเก่านะคะ (ไม่กล้าค่ะ แฮ่ะๆ ขอลองใช้บริการ YouTube ดีกว่าพี่สาว ^O แต่ตอนนี้ยังไม่ได้หัดทำ)

(เอ...แล้วตอนจบจะมีโอกาสได้เห็นกันไหมเนี่ย อยากบอกว่าม่วนแต๊ๆ มิวสิกวิดิโอชุดนี้ ตอนจบที่สถานีโมเดิร์น 9 มีทีมงาน 1 ท่าน เป็นลมด้วยโรคหัวใจ ต้องหามส่งโรงพยาบาลกะทันหันเหมือนในละครด้วยค่ะ...ขอบคุณที่พักฟื้นหายดีแล้วแต่ต้องดูแลรักษาตัวเองกันต่อไปนะคะ)

 

        เวลางานผ่านพ้นไปแล้วแม้จะมีรอยยิ้มเพียงเล็กน้อย มีเสียงตอบรับ มีผู้ได้ติดตามรับชมแบบท่านทั้งหลายที่ G2K นี่ดิฉันก็รู้สึกดีใจ ปลื้มใจ จน คำว่า Happy มันกระโดดดึ๋งๆได้ก็แค่นั้นเองล่ะค่ะ

 

ขอบคุณอีกครั้งและสวัสดีค่ะ

ปิ๊กเวียง ชื่นชมยินดี

 

หมายเหตุเล็กน้อย

        หลังจากชาว G2K สองสามท่าน...กระโดดเข้ากระโดดออกระหว่างหน้าจอคอมกับจอตู้ ก็มีเม้าท์ขยับเล็กๆ น้อยๆ ถึงเรื่องราวในละครระหว่างพักยก จึงเป็นที่มาของการเคี่ยวเข็นให้พี่ปิ๊กเวียงปั่นต้นฉบับเบื้องหลังทั้งสองตอนดังกล่าวนี้ออกมา พร้อมรายการแถม คือ ภาคมิวสิกวิดิโอ ที่อิฉันก็ยังไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนมานำเสนอให้ตอนนี้นะคะ ขออภัยหากมีท่านที่สนใจติดตาม อิฉันได้ดูภาพบรรยากาศงานทั้งหมดแล้ว ขนาดว่าไม่ได้เป็นศิษย์เก่ารั้ว มช. หน้ายังบานยังเป็นปลื้มแล้วปลื้มอีกกับชาวลูกช้างจนบัดนี้แน่ะค่ะ ภาพศิษย์เก่า มช. ไม่ใช่เฉพาะคนทำงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ พวกเค้ามาจากสารทิศ มาจนพื้นที่ที่จัดไว้ของสถานีทีวีไม่มีที่จะให้นั่งพัก ดีใจกับภาพ เรารักกันของชาว มช. ด้วยนะคะ

 

อีกนิดๆ ติดพัน ขอเอาห้องสมุดมามีส่วนร่วมด้วยค่ะ

        อ่านเบื้องหลังจบแล้ว อยากดูวิดิโออีกสักรอบสองรอบไหมคะ พี่ป๊กเวียงกำลังทำหนังสืออย่างเป็นทางการในนามคณะแพทยศาสตร์ มอบสื่อโสตทัศน์ชุดนี้ให้สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อนำออกบริการที่งานโสตทัศนศึกษา ค่ะ เมื่อได้รับแล้ว ดำเนินการตามกระบวนการของห้องสมุด ก็จะนำเผยแพร่บริการทั้งในระบบยืมดูด้วยตนเอง และบริการวีดิทัศน์ตามประสงค์ภายในระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Video on Demand) ค่ะ

อ่านเรื่องย้อนหลัง