วันนี้และต่อไปในวันข้างหน้า ถ้ามีนักเรียนอนุบาลถามเราว่า กวีนิพนธ์ กับ ความเรียงต่างกันอย่างไร เราคงตอบลำบากเสียแล้ว เพราะกวีซีไรต์ เริ่มไร้ฉันทลักษณ์ จนดูเหมือนความเรียงเข้าไป ทุกทีๆ กวีนิพนธ์งานที่อ่านง่ายๆ บางทีเราก็ลืมง่ายๆ และไร้มนต์ขลัง เช่นกัน

ควายคนรึคนควาย (อินทรวิเชียรฉันท์ 11) : โดย อัศนี พลจันทร
อ้าพ่อลำเภาพัก- ตรฺ(ะ)พำนักพนาลี
อ้าพ่อรำพึงพี- รย(ะ)ภาพ(ะ)อันเพ็ญ
อ้าพ่อมหาภัค -ะสุภาพ(ะ)เปลี่ยวเป็น
อ้าพ่อผิลำเค็ญ ครุราวพนาลัย
อยู่เดียวบ่ดูดาย ดล(ะ)ภาพ(ะ)อันไพ-
โรจน์เรืองประเทืองใน นรลักษณ(ะ)เล็งลาน
ลานแดประดาษดวง อดิรัตน(ะ)เดียวดาล
คือเจตน(ะ)จำราญ จะริแล้วและรังไฉน
คิดควรบ่ควรทำ ทุรโทษ(ะ)อยู่ไย
คนคือกระบือไบ สุตศัพท(ะ)ส่ายเศียร
อ้าควายบ่เคยคิด และคำนึงจำเนียรเพียร
สุขเพื่อจะพาเกวียน รึกำเริบประดุจเรา
ควายคนรึคนควาย ผิมลายและเหลือเขา
ควายคนคนาเนา- พ(ะ)บ่สุข(ะ)สำนาน
คนควายมลายยัง ศพ(ะ)ย่อมจะรำคาญ
คนควายมลายมาน ก็เสมอกะหมาแล ฯ
ถอดความได้ว่า
อ้าพ่อลำเภาพักตร(า)พำนักพนาลี
(นายผี) กูเองเป็นคนรูปหล่อ(มีใบหน้างาม) ต้องมาพำนักในป่า
อ้าพ่อรำพึงพีรยภาพ(ะ)อันเพ็ญ
กูเองรำพึงรำพันถึงความกล้าหาญ/ความพากเพียร อันมีอยู่เต็มเปี่ยม
(พิรย อาจแปลว่า เพียร หรือ กล้า วีระ/พีระ ก็ได้)
อ้าพ่อมหาภัค(ะ)สุภาพ(ะ)เปลี่ยวเป็น
กูเองเคยเป็นคนร่ำรวย อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี (สุภาพ=สุภาวะ=มีภาวะที่ดีเพราะเกิดในตระกูลขุนนางมีคนแวดล้อม) แต่ต้องมาเปลี่ยนเป็นอยู่คนเดียวแสนเปล่าเปลี่ยวนัก
อ้าพ่อผิลำเค็ญครุราวพนาลัย
กูเองแม้ยามนี้ลำเค็ญอย่างหนัก(ครุ) ต้องมาอยู่ราวป่า
อยู่เดียวบ่ดูดายดล(ะ)ภาพ(ะ)อันไพ-
ถึงอยู่คนเดียวแต่ก็มิได้นิ่งดูดายแต่อยู่อย่างสร้างภาวะอันไพโรจน์
โรจน์เรืองประเทืองในนรลักษณ(ะ)เล็งลาน
ลานแดประดาษดวงอดิรัตน(ะ)เดียวดาล
สร้างภาวะอันไพโรจน์ให้เกิดขึ้นในหมู่นรชน ซึ่งกูได้เล็งแลเห็นอยู่เต็มลานกว้าง แต่ก็เกิดความลนลานในจิตใจอันตกต่ำ (ประดาษ ว. ตกต่ำ เช่น โอ้ครั้งนี้มิได้เห็นเช่นฉลอง เพราะตัวต้องตกประดาษ วาสนา. (นิ. ภูเขาทอง). (ข. ผฺฎาส ว่า ผิดระเบียบ นอกรีตนอกรอย) (เพราะบัดนี้กูถูกลดอำนาจลง ไม่ได้เป็น "สหายนำ" หรือผู้นำในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ทำให้ อดิรัตน์ =ดวงแก้วอันงามเลิศล้น/ความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่ อันเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งเดียว ที่เคยบันดาลขึ้นในจิตใจ
คือเจตน(ะ)จำราญจะริแล้วและรังไฉน
จุดมุ่งหมายหนึ่งเดียวนั้นคือเจตนาที่จะสร้างสังคมใหม่ ตอนนี้คงต้องแหลกราญลงเสียแล้ว ครั้นจะริเริ่มรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ให้แล้วเสร็จ จะต้องใช้เวลาเนิ่นนานเรื้อรังอีกสักเท่าใดหนอ
คิดควรบ่ควรทำทุรโทษ(ะ)อยู่ไย
แต่กูก็ไม่ควรมานั่งคิดให้เป็น ทุรโทษ อยู่ไปใย
คนคือกระบือไบสุตศัพท(ะ)ส่ายเศียร
คนอย่างพวกมันก็เหมือนควายที่ฟังภาษาคนไม่ออกได้แต่ส่ายหัว
อ้าควายบ่เคยคิดและคำนึงจำเนียรเพียร
สุขเพื่อจะพาเกวียนรึกำเริบประดุจเรา
แต่จะไปเปรียบกะควายก็ไม่ถูกเพราะควายมันก็ไม่เคยคิดกำเริบเสิบสานเหมือนอย่างมนุษย์เรามันพอใจที่จะลากเกวียนเท่านั้น
ควายคนรึคนควายผิมลายและเหลือเขา
ไม่ว่าจะควายหรือคน หรือคนที่โง่เหมือนควาย หรือคนที่ทำงานหนักเหมือนควาย (อย่างพวกมัน รวมถึงตัวกูเองด้วย) ก็ต้องตายทั้งนั้น แต่ควายตายแล้วยังเหลือเขา(และหนัง)
ควายคนคนาเนาพ(ะ)บ่สุข(ะ)สำนาน
ไม่ว่าจะควายหรือคน หรือคนที่โง่เหมือนควาย หรือคนที่ทำงานหนักเหมือนควาย และผู้มาใหม่ (เนาพ=เนาว แปลว่า 9 และแปลว่าใหม่ก็ได้) ตอนนี้ก็อยู่รวมกันอย่างไม่มีความสุขมานานพอแล้ว
คนควายมลายยังศพ(ะ)ย่อมจะรำคาญ
ไม่ว่าจะควายหรือคน หรือคนที่โง่เหมือนควาย หรือคนที่ทำงานหนักเหมือนควาย ตายแล้วศากศพย่อมมีกลิ่นเหม็นรำคาญ
คนควายมลายมานก็เสมอกะหมาแล ฯ
ไม่ว่าจะควายหรือคน หรือ คนที่โง่เหมือนควาย หรือคนที่ทำงานหนักเหมือนควาย (คือตัวกูเอง) ตอนนี้คงต้องตายเหมือนหมา แล้วกระมัง
(ไม่ปรากฏวาระการพิมพ์ - รวมบทกวีนายผี)
คำฉันท์บทนี้เป็นฉันท์บทแรกที่ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านในสมัยที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา คำฉันท์บทนี้ผู้เขียนเองยังท่องจำได้ขึ้นใจ เรียกได้ว่าเพราะฉันท์บทนี้นี่เองทำให้ผู้เขียนหันมาสนใจกวีนิพนธ์
สาเหตุน่ะหรือ ก็เพราะอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ก็เลยอยากอ่านให้รู้เรื่อง อีกทั้งเห็นว่าคำที่ใช้ในคำฉันท์บทนี้ไพเราะจับใจเหลือเกิน (สมัยนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เป็น อินทรวิเชียรฉันท์ 11)
อีกทั้งมีความรู้สึกที่ว่าอยากที่จะแต่งอยากที่จะเขียนคำเพราะๆ แบบนี้ได้เองบ้าง กระทั่ง เรียนถึงระดับชั้น มัธยมศึกษา ผู้เขียนพยายามเปิดพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสถาน ดู ก็พอรู้ศัพท์บางศัพท์ แต่ก็ยังไม่รู้บริบทที่ฉันท์บทนี้พยายามที่จะสื่อ
สาเหตุเพราะในขณะนั้นผู้เขียนยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาประวัติของคุณอัศนี พลจันทร (นามปากกานายผี) อย่างถ่องแท้ มาบัดนี้ข้าพเจ้าพอที่จะทราบประวัติของ คุณคุณอัศนี พลจันทร บ้าง เล็กน้อย จึงเริ่มแปล และพอที่จะเข้าใจเนื้อหาของอินทรวิเชียรฉันท์บทนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าถูกต้องเพียงใด เพราะนายผี ได้ล่วงลับไปแล้ว ไม่มีโอกาส อรรถาธิบาย วัตถุประสงค์ ในการแต่งฉันท์บทนี้ว่าต้องการสื่อถึงอะไร
ฉะนั้นการแปลฉันท์บทนี้จำต้องใช้การอนุมานจากคำประพันธ์ชนิดอื่นๆ ที่มีเนื้อหาสอดรับกัน มาใช้ในการวิเคราะห์เช่น วิเคราะห์จากเพลง คนล่าสัตว์ ที่นายผีได้ประพันธ์ไว้ความว่า
"อายุหกสิบห้าไม่มีอากาจะสะพาย มีแล้ก็แต่คาร์ไบน์ ถึงปืนไม่ร้ายแต่ใจยังจำ จับปืนขี้เมี่ยง มองเมียงมือคลำ ปังคะมำลงมา นัดหนึ่งคนหนึ่ง นิ้วตึงอกแตก เลือดทะลักชักแหลก แลกกับเลือดหกตุลา..คม ห้าขวบหย็อยๆอยู่หน้า หกสิบห้าเหย่าๆตามหลัง ทางภูดูยาวเหยียดหยัด ต้องการสมรรถพลัง สองขาพาไป จะปะอะไรก็ช่าง ถึงปู่ล้มหลานยัง เสียงปืนยิงปังก้องพนา... เอ๋ย พนม ปัง ปัง ปัง.. ก้องพนา" ( เพลงคนล่าสัตว์ - กินนร เพลินไพร )
ในท่อนที่ว่า "ถึงปู่ล้มหลานยัง เสียงปืนยิงปังก้องพนา" นั้น มีผู้อรรถาธิบายว่า นายผีช่วงขณะนั้น ถูกลดทอนบทบาทในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และถูกมองว่าเป็นคนล้มเหลว ฉะนั้นเพลงนี้จึงซ่อนนัยยะทางการเมืองภายในพรรคฯไว้ ว่า การถูกลดบทบาทในพรรคฯ เปรียบเสมือนการหกล้ม ทว่าลูก ๆหลาน ๆ และผู้ศรัทธาในแนวความคิดของนายผี ยังไม่ล้มไปด้วย และ "ทางภูดูยาวเหยียดหยัด ต้องการสมรรถพลัง" หมายถึงอุดมการณ์แห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ นั้นยังอีกยาวไกลต้องการสรรถกำลังของคนรุ่นใหม่เพื่อสานต่อ นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ เพลงคนล่าสัตว์ จึงเป็นเพลงต้องห้ามในพรรคฯ เช่นเดียวกับเพลงเดือนเพ็ญ ที่คนในพรรคมองว่า เมื่อนำมาขับร้องแล้วจะทำให้เกิดความคิดถึงบ้านไม่อยากสู้รบ สำหรับผู้สนใจอ่านประวัตินายผีเพิ่มเติมสามารถเข้าชมได้ที่เวป http://www.geocities.com/thaifreeman/pe/pe.html
เป็นที่ทราบดีว่า นายผีนั้น สามารถเลือกที่จะละทิ้งอุดมการณ์เดิม และหันมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้ หรือมิเช่นนั้นก็เลือกที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายในที่ๆ ไกลผู้คน ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ก็มิใช่เรื่องยากนัก แต่นายผีเลือกที่จะตายโดยมิละทิ้งอุดมการณ์เดิม ตายในประเทศที่มิใช่แผ่นดินเกิด นับว่าเป็นการตายแบบ คนมีเกียรติ ยิ่งนัก
การแปลฉันท์ ของนายผีบทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสดุดีนักรบแห่งประชาชน นั่นก็คือ นายผี หรือสหายไฟไหม้ฟ้า ผู้ประพันธ์เพลงเดือนเพ็ญ อีกทั้งเป็นการ โต้แย้งตอกย้ำ ความคิดมิจฉาทิฐฐิ ที่ว่า
"งานหลายเล่มที่เข้ารอบ(กวีซีไรต์) จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปลดกวีออกจากหอคอยขอบฟ้า และอัญเชิญลงมาจากหิ้ง เพราะจะสื่อให้เห็นว่าเราสามารถเขียนกวีได้ โดยไม่จำเป็นต้องเกร็งและกลัว หลายคนจะรู้สึกว่ากวีมันต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ คนที่เขียนกวีต้องเป็นกวีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ก็เลยมีความเกร็งและกลัวที่จะเสพที่จะสร้าง ถึงกับมีคำพูดว่า ถ้ากวีเดินผ่านมา นักเขียนจะต้องลุกขึ้นโค้งคำนับ วิธีคิดแบบนี้ยิ่งทำให้สังคมและคนทั่วไปถอยห่างจากกวีมากขึ้น" (ไม่จิ๊ง ไม่จริง)
ข้าพเจ้าคิดว่า ความคิดเยี่ยงนี้เป็นความคิดที่ดูถูกศักยภาพของ เยาวชนรุ่นหลัง และเป็นแนวคิดที่เนรคุณต่อโบราณราชกวีเอามากๆ ที่เดียว อันว่าสิ่งที่ดีๆ ที่คนรุ่นก่อนๆ ริเริ่มไว้ดีแล้ว เราๆผู้เป็นอนุชนรุ่นหลัง ควรที่จะต่อยอด มิใช่ปล่อยให้เหี่ยวเฉาลงไปมิใช่หรือ
วันนี้และต่อไปในวันข้างหน้า ถ้ามีนักเรียนอนุบาลถามเราว่า กวีนิพนธ์ กับ ความเรียงต่างกันอย่างไร เราคงตอบลำบากเสียแล้ว เพราะกวีซีไรต์ เริ่มไร้ฉันทลักษณ์ จนดูเหมือนความเรียงเข้าไป ทุกทีๆ กวีนิพนธ์งานที่อ่านง่ายๆ บางทีเราก็ลืมง่ายๆ และไร้มนต์ขลัง เช่นกัน
ยกตัวอย่างผู้เขียนเองด้วยเพราะความเขลาจึงต้องใช้เวลาทำความเข้าใจแนวความคิดของนายผี เสียหลายปีดีดับ แต่ก็นับว่าเป็นการได้มาซึ่งสิ่งที่มีค่ายิ่งนัก ผู้เขียนคิดว่านี่คืออีกมนต์เสน่ห์หนึ่งของงานกวีนิพนธ์ที่เคร่งขรึม อันมีไว้เพื่อรับใช้มวลชนผู้ทุกข์ยาก ที่เราควรจะยกย่องให้เป็น แบบอย่างของ กวีซีไรต์ ในปัจจุบันกระมัง
อ่านรอบแรกแล้วงง
อ่านรอบสองยังงงนิดหน่อย
อ่านรอบที่สามถึงจะเข้าใจ + แม่ช่วยอธิบายด้วยค่ะ
***แม่บอกยังดีนะไม่ใช่ "บังเต่าถุย"
กวินทรากร
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ เป็นฉันท์บังคับแต่งของบาลีประโยค ๘ (หลวงพี่ ยังสอบไม่ได้ เพียงแต่เคยหัดแต่งมาบ้างเท่านั้น 5 5 5) กำหนดบังคับว่า
ค = ครุ (เสียงหนัก)
ล = ลหุ (เสียงเบา)
ค = ปทันตครุ (สุดวรรค แม้เสียงเบาก็จัดเป็นครุ)
ในฉันท์บาลีก็เช่นในอภัยปริตว่า
..........
เมื่อเทียบกับฉันท์ไทยของนายผีที่อาจารย์ยกมา....
ตามนัยนี้ อาจถือว่า สระอำ จัดเป็นลหุจากคณะแรกของวรรคที่หนึ่งและที่สองคือ
แต่คณะที่สามของวรรคแรก สระอำ กลับกลายมาเป็น ครุคือ
ประเด็นนี้ ทำให้ฉงนพอสมควร ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว สระอำ ควรจะเป็น ครุ
............
อนึ่ง เฉพาะสองวรรคแรก หลวงพี่คิดว่า ถ้าแก้เป็น ลำ เป็น ละ...และแก้ รำ เป็น ระ ก็น่าจะไพเราะกว่า กล่าวคือ
ตามฉันท์ที่ยกมา ยังมีประเด็นวิจารณ์อีกบางจุด ซึ่งหลวงพี่ไม่ทราบว่าอาจารย์จะพลั้งเผลอลอกมา... หรือกวี (นายผี) ต้องการจะให้เป็นอย่างนั้น แต่หลวงพี่เข้าไม่ถึง...
อย่างไรก็ตาม หลวงพี่ไมเคยหัดแต่งฉันท์ไทย เคยหัดแต่งฉันท์บาลีนิดหน่อยเท่านั้น....
เจริญพร
พระสมุทรโฆษรำพันถึงนางพินทุมดี
๏อ้าแม่ผู้มีหน้า...............คือศศิอันเรืองรอง
ราษตรีตระการสอง..........สุข(ะ)เล่นฤดีศรี
๏คิดเอวลำเภาเยา-...........พ(ะ)ดิพาล(ะ)พันลี
คิดนมกรรพุมนี-...............รช(ะ)รัตน(ะ)เรียมผจง
๏คิดคิ้วคำนวณนวย..........คือธนูอันก่งยง
ตรูตาตระบอก บง.............บมิแล้วและติดใจ
๏คิดท้องสร(ะ)แทบพาง......นพ(ะ)โรม(ะ)เรืองไร
คิดแก้มสร(ะ)แหล้มใส........และตระศักดิ์สมบูรณ์ปราง
๏บุญใดนี้โททำ..................และมานำไปสมนาง
บาปใดนี้หนอปาง...............มาบำราส พงางาม
๏สุดท้าย ธ เที่ยวหา...........ทุกตำบลพนาราม
บ พบ พธูทราม..................รักษ(ะ)ท้าว นิราสา