การเปลี่ยนแปลงของร่างกายกับการที่มีอายุมากขึ้น
เกือบส่วนใหญ่แล้ว จะพบว่า การสร้างโปรตีนในร่างกายจะน้อยลง ช้าลง
และคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง จะมีการผลัดเปลี่ยนคอลลาเจนที่ช้าลงด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น ตัวคอลลาเจนเอง เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนที่ช้าลง มันมีการ cross-link ก็จะมีการปรับตัวของคอลลาเจนมากขึ้น สายคอลลาเจนรัดกันมากขึ้น เพราะฉะนั้น จากสายที่พองๆ ก็จะเป็นสายที่เหี่ยวๆ
ดังนั้น บริเวณที่เห็นว่าคอลลาเจนจับมากขึ้น จะเห็นเป็นรอยย่น เพราะว่าคอลลาเจนมันรัดตัวกันมากขึ้น มันก็จะเห็นร่องในระหว่างที่เคยพองอยู่เดิม เพราะฉะนั้น ผิวหนังก็จะแข็งขึ้นกว่าเดิม
ในขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบแล้ว กระดูก หรือบริเวณที่มีแคลเซียมสะสมอยู่ในร่างกาย บางบริเวณจะหนาตัวมากขึ้น บางบริเวณก็จะเปราะ มากขึ้น แล้วก็มีการสูญเสียแคลเซียมขึ้นในหลายๆ ส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะส่วนของกระดูกโปร่ง หรือ Calcelous bone เมื่อเกิดตรงนี้แล้ว การหายของแผลเอง นอกจากจะเป็นที่เบาหวานด้วยแล้ว แม้ว่าจะไม่เป็นเบาหวาน โอกาสที่จะมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของคนไข้ผู้สูงอายุก็จะช้าลง การหายของแผลก็จะช้าลงตามไปด้วย
มีเพิ่มขึ้นอย่างเดียวคือ การเพิ่มขึ้นของการสะสมพวกไขมันในเส้นเลือดนั่นเอง
เพราะฉะนั้น จริงๆ มันมีอยู่ด้วยกันหลายบริเวณที่ต้องคำนึงถึง ในกรณที่คนไข้มีอายุมากขึ้น
โดยรวมๆ เมื่อพูดถึงร่างกาย ต้องคิดถึงหลายๆส่วน แต่ไม่ค่อยเจอในคนไทยเท่าไร เนื่องจากว่า เราเกิดมาในประเทศที่ถือว่าโชคดี เราทานสมุนไพรเยอะ มีอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เราทานข้าว ไม่ได้ทานแป้งสังเคราะห์ เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะอ้วนแบบคนอเมริกัน ซึ่งมีวิถีชีวิตในการกิน เป็นอาหาร Fast food ทั้งหลาย ก็จะน้อยกว่า แต่ปัจจุบันก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นมาก เพราะว่า เรารับประทานอาหารรีบเร่งมากขึ้น
วันก่อนผมไปฟังบรรยายของอาจารย์ที่คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่องเกี่ยวกับการเคี้ยวอาหาร เขาบอกว่า โดยปกติ ถ้าสามารถที่จะเคี้ยวให้ได้วงเคี้ยวเกิน 30 ครั้งขึ้นไป ต่อ 1 คำ จริงๆ เคี้ยวให้แหลกเป็นน้ำได้ยิ่งดี เพราะว่าจะทำให้การดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น กระเพาะทำงานน้อยลง และจะหิวช้าลง และจะเพิ่มโอกาสที่มีการใช้พลังงานระหว่างการทำงานสูงขึ้น พลังงานสะสมน้อย และก็จะไม่อ้วนด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเราเคี้ยวข้าวต่อครั้งต่อคำ เกิน 30 ครั้ง เราก็จะไม่มีหุ่นแบบนี้

รวมเรื่อง สุขภาพช่องปากที่สัมพันธ์กับโรคทางระบบ

