ท่านอธิบดีกรมอนามัย ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี เปิดการประชุม "การส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" ในวันนี้ เริ่มด้วย การมอบเกียรติบัตรแก่ชมรมผู้สูงอายุที่มาเข้าร่วมจัดนิทรรศการจำนวน 15 ชมรมค่ะ




ท่านอธิบดี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ... ความเป็นมาของโครงการฟันเทียมพระราชทาน ผลการดำเนินงาน ความต่อเนื่องของโครงการ การพัฒนาโครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ และความคาดหวังจากการประชุมในครั้งนี้
ด้วยความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการประชุม จากการรายงานของผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา นพ.สุเทพ เพชรมาก ได้กล่าวว่า
การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเป็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญของกรมอนามัย ที่ศูนย์อนามัยที่ 5, 6 และ 7 รวมทั้งสำนักทันตสาธารณสุขให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการใส่ฟันทดแทนฟันที่สูญเสียไป และร่วมพัฒนาเทคโนโลยีด้านการส่งเสริมป้องกันเพื่อลดการสูญเสียฟัน ตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน
ภาคีเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกันจัดบริการใส่ฟันเทียมทั้งปาก ที่เป็นงานทันตกรรมเฉพาะทางแก่ผู้สูงอายุ ได้ถึง 50,000 ราย หรือปีละ 10,000 ราย มีชมรมผู้สูงอายุต้นแบบด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากในพื้นที่เขต 5, 6, 7 รวม 6 จังหวัด ร่วมพัฒนาระบบบริการป้องกันในพื้นที่ต้นแบบ 8 จังหวัด และค้นพบ “10 ยอดฟันดี วัย 80 ปี” ซึ่งเป็นแบบอย่างของผู้ที่ดูแลสุขภาพช่องปากอย่างดี ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยกว่า 80 ปี ใน 13 จังหวัด
การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายเครือข่ายชมรมผู้สูงอายุต้นแบบ ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปาก โดยความร่วมมือระหว่างศูนย์อนามัยที่ 5, 6, 7 และสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย วัตถุประสงค์มี 3 ประการ
-
เพื่อให้แกนนำชมรมผู้สูงอายุเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง
-
เพื่อให้ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาครัฐ มีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ที่จัดโดยชมรมผู้สูงอายุทั้งด้านวิชาการ และบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
-
เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพท้องถิ่น ด้านการจัดกิจกรรม และการสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยชมรมผู้สูงอายุ
ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย เครือข่ายชมรมผู้สูงอายุ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาล ศูนย์สุขภาพชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ประมาณ 225 คน
โดยมุ่งหวังให้
-
ชมรมผู้สูงอายุจัดกิจกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่เป็นต้นแบบของจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 ชมรม ในปี 2553
-
และขยายเป็นอำเภอละ 1 ชมรม ในปี 2554
และมีนิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสุขภาพฟันที่ดีกว่า” จากชมรมผู้สูงอายุ 15 ชมรม ที่มีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด่นชัดมานำเสนอกิจกรรมให้ได้ชมกันด้วย
ท่านอธิบดีกรมอนามัย ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี กล่าวเปิดประชุม
วันนี้ เป็นโอกาสดีที่เครือข่ายผู้สูงอายุจากหน่วยงานต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มาประชุมแลกเปลี่ยนความรู้กัน ... ผมขอชื่นชมกับผู้สูงอายุหลายท่านที่ได้รับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ซึ่งเป็นสิ่งดีที่สำนัก และศูนย์อนามัยได้แสดงความชื่นชมผู้สูงอายุที่ได้มีการดำเนินงานต่างๆ
ประชาชนไทยปัจจุบันมีการกินดีอยู่ดี มีการดูแลรักษาสุขภาพ มียารักษาโรคที่ดี มีการรักษาอาการต่างๆ ได้ดีมาก ทำให้คนไทยมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะนี้เรามีผู้สูงอายุประมาณ 11.8% หรือประมาณ 7.5 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง และอีก 10 ปีข้างหน้า คือ ปี 2563 คาดว่าจะมีประชากรผู้สูงอายุประมาณ 11 ล้านคน หรือประมาณ 15% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งไม่ต่างอะไรกับประเทศที่เจริญแล้ว ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศจีน ที่เป็นปัญหาต่อสังคม เพราะว่าจีน หรือญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง พ่อแม่ลูกก็จะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ลูก หรือหลาน ถ้าโตขึ้น ก็จะไปมีครอบครัวใหม่ ทำให้พ่อแม่ หรือผู้สูงอายุอยู่โดดเดี่ยว บางแห่งพ่อแม่ หรือผู้สูงอายุต้องไปอยู่ที่อื่น เช่น บ้านพักคนชรา ก็เป็นปัญหาของประเทศที่พัฒนา
คนไทยส่วนใหญ่มีบ้านอยู่ มีที่ดิน ประมาณ 60-70% ของประชากร แต่มีประมาณ 20-30% ที่ไม่มีบ้าน ต้องเช่าบ้านอยู่ ... คนที่อยู่ในชนบท ต้องถือว่า เป็นคนที่มีความสุข เพราะว่า ถ้าอยู่เป็นครอบครัว ก็สามารถที่จะให้การดูแลรักษามากกว่า
กรมอนามัยเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเรื่องฟัน เรามีการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของกรมอนามัย และจากการสำรวจ พบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 8 ไม่มีฟัน ... แต่เดี๋ยวนี้ เรามีโครงการที่ทำมาหลายปีแล้ว เรามีโครงการใส่ฟันให้กับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ปี 2548 โดยได้รับความร่วมมือจากทันตแพทย์ทั่วประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สปสช. ได้ให้งบประมาณกับผู้สูงอายุ รวมทั้งทางกรมอนามัยก็ได้จัดหา ระดมทุน จัดบริการใส่ฟันเทียมให้ผู้สูงอายุไปแล้ว กว่า 160,000 คน และเป็นที่น่ายินดีที่ผู้สูงอายุภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับฟันเทียมพระราชทานถึง 50,000 คน
แต่กำลังคนด้านทันตฯ ยังมีน้อย หมอก็น้อย ทันตาภิบาลก็น้อย เพราะฉะนั้น การใส่ฟันจึงทำได้จำกัด ปีหนึ่งแค่ 30,000 คน ทั่วประเทศ และในปี 2554 จะเป็นปี 84 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราก็จะทำการใส่ฟันเทียมได้ครบ 90,000 คน
และจากการศึกษาเมื่อปี 2550 พบว่า ผู้สูงอายุ 84% มีโรคเหงือกเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ เคี้ยวอาหารได้ไม่ดี และสภาพฟันผู้สูงอายุ มีแนวโน้มที่จะมีฟันเสียอยู่แล้ว ได้แก่ มีรากฟันผุร้อยละ 21 ทำให้การใส่ฟันเทียมอย่างเดียวแก้ไขไม่ได้ จึงมีโครงการไปป้องกันโรคฟัน และไปดูแลป้องกันสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ โดยการเคลือบฟลูออไรด์ ทำให้ฟันแข็งแรงขึ้น
การดูแลรักษาฟันจึงมีความสำคัญ แต่สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ ให้สามารถดูแลตนเองในเรื่องของสุขภาพช่องปาก โดยการดูแลกันเองได้ในชมรมฯ
ในปี 2553 ก็จะมี 1 ชมรม ใน 1 จังหวัด และปีหน้า (2554) มี 1 อำเภอ 1 ชมรม ที่จะสามารถพึ่งตนเอง สามารถให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้กัน จึงเป็นความมุ่งหวังของกรมอนามัย โดยความร่วมมือของหลายๆ หน่วยงาน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป ที่จะมาช่วยกัน
รวมเรื่อง การส่งเสริมสุขภาพช่องปาก สว. ภาคอีสาน
หลังเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว คงจะได้เห็นรอยยิ้มของผู้สูงอายุกันทั่วหน้านะคะ :-)