สวัสดีครับ..
KM วิถีสู่องค์กรที่มีชีวิต 5-8 มิ.ย. 2551
  เป็นหลักสูตร  ที่เราจะเข้าร่วมเรียนรู้ในเดือนหน้าครับ...

 เริ่มต้นทีเดียวนั้น...

 ผมเคยฝันว่า  อยากเข้าร่วมกิจกรรมกับทางสถาบันฯ..สักครั้ง

 เมื่อท่านสมคบมาเราก็ได้แบ่งปัน...ในเรื่องนี้(ท่านเคยไปมาแล้วครับ)

 เราทั้งสองนั้นเคยถูกแนะนำจากท่านอาจารย์เก่งให้เข้าร่วมกิจกรรม  มหกรรมกระบวนกร  แต่ตอนนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นองค์กร  เลยไม่มีเวลา...

 

 กลายเดือนก่อนผมเข้าไปดูหลักสูตรกิจกรรม  ก็พบกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ   คือกิจกรรมข้างต้น...

  ซึ่งได้ปรึกษากับท่านสมคบ  และท่านก็ได้เลือกตัวแทนผู้เข้าอบรมด้วยตนเอง...   เพื่อนำไปสู่การเอากลับมาใช้สร้างองค์กร... ที่มีชีวิต

  ผมเห็นว่าบางส่วนของการแนะนำกิจกรรมนั้นน่าสนใจทีเดียวครับ  จึงนำมาร่วมบันทึกไว้

 ขอขอบคุณทางสถาบันขวัญเมืองเป็นอย่างสูงครับ..

 

     หลักอันเป็นเหตุปัจจัยของการแก้ข้อผิดพลาดขององค์กรในปัจจุบัน คือ

หนึ่ง ลดทอนการสื่อสารที่บิดเบี้ยวคลาดเคลื่อน อันก่อให้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน

สอง ลดปัญหาความขัดแย้งเป็นฝักฝ่าย ตั้งแต่ขั้นของการบรรเทา ไปจนถึงการสามารถเยียวยาให้หมดสิ้นไป

สาม ลดละอัตตาคนทำงานและผู้บริหารให้อยู่ในสภาวะพร้อมเรียนรู้จากกันและกัน โดยไปพ้นสถานภาพทางสังคม และสามารถเป็นผู้นำพาองค์กรให้ก้าวหน้าได้อย่างปราศจากเงื่อนไข

สี่ เติมเต็มช่องว่างงานที่พร่องอยู่ระหว่างแผนก ด้วยการสร้างกองทัพจรยุทธ์หรือคณะผู้ปฏิบัติงานไร้พรมแดน

ห้า ปรับเปลี่ยนการทำงานแบบแก้ปัญหาให้ไปสู่การคิดเชิงบวก คือการกำหนดให้เป้าหมายมาเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหากลายเป็นตัวกำหนดในการทำงาน ทำให้กระบวนการคิดค้นดำเนินไปสู่ความสำเร็จที่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ยิ่งกว่าเดิม ปรับเปลี่ยนท่าทีการทำงานจากการตั้งรับ ไปเป็นการทำงานเชิงรุก

       หก   ปรับเปลี่ยนท่าทีการทำงานภายใต้การสั่งการควบคุมอันจำกัดอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลาง หรือเบื้องบน ไปสู่การทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ได้เอง เปลี่ยนแปลงหน่วยงานระดับต่าง ๆ ให้เป็นองค์กรซึ่งบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง และเรียนรู้ที่จะพัฒนาปรับปรุงงานด้วยได้เองอย่างเป็นอิสระ โดยไม่ต้องรอฟังคำสั่ง หรือความริเริ่มจากข้างบน

เจ็ด เปิดพื้นที่ให้แก่บรรดาหน่วยงานในระดับต่าง ๆ ทำให้เกิดความเป็นเจ้าของงาน เมื่อเป็นเจ้าของงาน แรงบันดาลใจก็เกิดขึ้น ทำให้เกิดการปฏิบัติงานด้วยแรงบันดาลใจ

แปด เมื่อปฏิบัติสุนทรียสนทนาจนชำนิชำนาญ กระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตแล้ว วุฒิภาวะของวงสนทนาก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย กล่าวคือวงสนทนาจะมีชีวิตที่สุกงอมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ซึ่งอาจที่จะทำความเข้าใจและวัดผลได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ กลุ่มพูดคุยจะกลายเป็น Think Tank หรือมันสมองที่ก่อเกิดนวัตกรรมหลายหลาก ในทุกหน่วยงาน และทุกระดับ

เก้า อาศัยการสื่อสารที่กล่าวข้างต้น นวัตกรรม ณ ที่ใดที่หนึ่ง ย่อมจะไหลเวียนอย่างอิสระในองค์กร ซึ่งทุกๆ หน่วยงาน ในทุกๆ ระดับ อาจหยิบฉวยเอาไปใช้ได้ กล่าวคือ จะเกิดเครือข่ายที่มีชีวิตของข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความคิด ปัญญาไหลเวียนภายในเครือข่ายนั้นได้อย่างอิสระ และผู้คนสามารถหยิบฉวยไปใช้ได้ตลอดเวลา ตามใจปรารถนา

สิบ โดยสรุป การสนทนาย่อมก่อให้เกิดปัญญา ญาณทัศนะที่ไหลเวียนอย่างอิสระ ก็ยิ่งทวีให้ความรู้ความเข้าใจเป็นไปอย่างขยายกว้างออกและลึกซึ้งลงไปเรื่อยๆทั้งหมดนี้คือบ่อเกิดและความงอกเงยขององค์กรแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning Organization นั่นเอง

สิบเอ็ด ต่อคำถามที่ว่า กระบวนการบรรดานี้จะให้ผลตอบแทนในการสร้างกำไรได้มากน้อยแค่ไหน

ถึงที่สุดแล้ว องค์กรที่มีชีวิตคงมิได้สนใจเพียงเฉพาะตัวเลขประเมินผล หรืออัตรากำไรเท่านั้น(ซึ่งก็จะได้มาด้วยอย่างแน่นอน) หากยังใส่ใจในความสำคัญของการสร้างคุณค่าและการก่อเกิดนวัตกรรมใหม่อีกด้วย สติที่รู้ทั่วจนเข้าถึงความจริง (Presencing) ก็คือหัวใจของกระบวนการทั้งหมดดังที่ได้กล่าว ซึ่งจะนำพาเราไปให้ได้ใกล้ชิดกับความเป็นจริงได้ในอนาคตกาล

แปลว่า เรากำลังเสริมสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ที่จะมีนวัตกรรมเพื่อสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมในอนาคตตลอดเวลา นอกจากนี้ เรายังเป็นองค์กรแห่งอนาคต ที่เตรียมพร้อมเสมอกับความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนที่จะก่อเกิดขึ้นในอนาคต