สวัสดีครับ
เรื่องเล่าจากความคิดครับ...
วานนนี้ได้มีโอกาสสนทนากับพี่พยาบาลท่านหนึ่ง
มันมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลและความจริง เรื่องของการพัฒนา เรื่องข้อบกพร่อง บางอย่าง ของงาน ของผู้คนครับ
แต่สิ่งที่ได้ผลึกความคิดจากการสนทนาครั้งนี้..คือเรื่องของหัวข้อวันนี้ครับ
ความจริงและการยอมรับความจริง....
ผมมองย้อนกลับไปในชีวิตของตนเองในอดีตที่ผ่านมา...
หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเรา ที่เกิดขึ้น ผ่านไป มันมีเรื่องราวมากมายที่บอกเล่าความเป็นตัวเรา ความเป็นชีวิตหนึ่ง...
ผมว่าทุกคนคงมีบางอย่างคล้ายๆกันนะครับ คือทุกคน ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์ บริสุทธิ์ เพียบพร้อมด้วยปัญญา...
เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า ไม่ดี ด้านลบ อกุศลจิตบางอย่าง หรือกิเลส ที่ครอบงำเราอยู่...
แต่เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงหลุดรอด จากการตกเป็นเหยหือ หรือทาสของกิเลสหรือสิ่งที่ไม่ดีที่ติดตัวเรา ณ ตอน นั้นๆได้
ผมคิดและเข้าใจครับว่า....
ก่อนที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเราเองได้..นั่นคือเราต้องเรียนรู้ที่จะหาความจริงของตัวตนเราเอง และยอมรับมันก่อน..
จากนั้นเราจึงพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้นไป ขึ้นไป ๆ ๆ
และทุกวันนี้ บนเส้นทางของการเรียนรู้และเติบโตทางจิตวิญญาณ
ผมก็ยินดีและยอมรับด้วยความจริงใจครับว่า...
ผมยังไม่รู้ความจริงอะไรหลายๆอย่างอยู่มาก...
เพราะว่าเรามีกิเลส อวิชชา ครอบงำเรามากมาย อยู่ตลอดเวลา
แต่ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้างครับ...
เพราะว่าผมก็พยามแง้ม พยามเปิดใจ เปิดประตูเพื่อไปสู่ความจริง และยอมรับมัน เพื่อเราจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้ดียิ่งๆขึ้นครับ
ขอบคุณพี่สาวมากครับ ที่ทำให้เกิดความคิดอันดี(??)นี้
Kmsabai..ทิดเถ่า...
สวัสดีครับ..ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ ในประเด็นที่ว่า " ก่อนที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเราเองได้ นั่นคือ เราต้องเรียนรู้ที่จะหาความจริงของตัวตนเราเอง และยอมรับมันก่อน" ครับ ผมประทับใจในประเด็นนี้ครับ ซึ่งตามคำพูดก็ดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ง่ายเลยนะครับ เพราะบางครั้งความจริงของตนเองก็เป็นสิ่งที่ปวดร้าวที่เราไม่อยากจะยอมรับ ผมเองเมื่อก่อนจะปฏิเสธความจริงของตัวเองครับ พยายามแสวงหาสิ่งมากลบเกลื่อนรอยแผลในใจของตนเอง แต่ยิ่งแสวงหา มันก็ยิ่งห่างจากตัวตนของเราไปทุกที ตอนหลังผมต้องใช้วิธียอมรับความจริงครับ ยอมรับความจริงของตนเอง ยอมรับเจ้าตัวตนที่แท้หรือเด็กเล็กๆในตน(inner child) เข้าไปพูดคุยและให้ความอบอุ่นกับเขา หลังจากที่ผมเปลี่ยนความคิดมายอมรับความเป็นจริงของตัวเอง พบว่าตัวเองเริ่มมีความสุขมากขึ้นจากการเป็นตัวของตัวเองครับ.....ขอบคุณครับ
สัจธรรมแห่งชีวิตบางครั้งก็หาได้ง่ายๆจากเพื่อนร่วมงานครับ
ครั้งหนึ่งขณะที่ผมกำลังหงุดหงิดกับผู้คนรอบข้างอยู่นั้น
พี่นอม แม่บ้านประจำสำนักงานก็พูดว่า
"มันก็อย่างนี้แหละคะอาจารย์ คน มันก็คือเอาส่วนดีส่วนเลวมา คนๆ เข้ากัน จึงมีความดีความไม่ดีอยู่ด้วยกัน"
ผมงี้แทบก้มลงกราบพี่นอมจริงๆ
บทความที่ดี
พยายามเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองอยู่
เพราะยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้ดีสักเท่าใดนัก
คงต้องใช้เวลา...หน่อยเพราะพี่เพิ่งมาเริ่มเมื่อตอนแก่นี่นา...ฮิฮิ
สวัสดีครับคุณครู
small man
ขอบคุณมากครับที่มาร่วมแบ่งปัน...
ผมไม่ได้เป็นผู้เข้าถึงอะไรมากมายนักครับ แต่ก็เก็บเกี่ยวจากการเดินทางของชีวิตครับ
ก่อนนี้เราเต็มไปด้วยความไม่รู้...
จะจกลับตัวตอนนี้ก็หวังว่าจะทันได้ครับ
ขอบคุณครับผม
สวัสดีค่ะ
อ่านบทความแล้วสะกิดใจค่ะ
เป็นคนหนึ่งที่ ตั้งคำถาม เกี่ยวกับตัวเอง เพราะอยากเข้าใจตัวเอง
เพราะพยายามเข้าใจตนเองว่าทำไม ตัวเรา มีความรู้สึกต่อสถานการณ์ต่างๆกันไป
เคยหงุดหงิดต่อเพื่อนร่วมชั้น กลุ่มทำงาน.........
เคยพยายาม บีบบังคับให้พวกเขาทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูก หรือเขาสมควรทำ..................
สิ่งที่พบคือ ยากเย็น และล้มเหลว เราผิดหวัง
เจอ บ่อยๆเข้า ย้อนถามตัวเราว่า ทำไมเขาไม่ทำสิ่งที่ควรทำ
วันนึงนั่งคุยกับพ่อ นายองงอาจ อินทิแสง
เกี่ยวกับความรู้สึกนี้
พ่อพูดว่า "ใจเรา เรายังยากเย็นที่จะบังคับใจ เรา"
เลยมานั่งคิดได้สองข้อ
1 ไอ้สิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องและอยากให้คนอื่นทำนั้น มันถูกต้องจริงหรือ (แม้บางทีดูเหมือนถูกต้อง แต่เขาคงมีเหตุผลของเขาในการทำในอีกทางหนึ่ง)
2 แม้แต่ตัวเรายังบังคับใจเรา ยังยากเย็น ไม่ต้องอยากไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น
แต่ปัญหาของการได้ข้อสรุปนี้คือ เรากลายเป็นคนเฉยเมยต่อเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ค่อยมีแรงกรตุ้น หรือทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (ยกเว้นเรื่องสิ่งแวดล้อม) เพราะเราคิดว่า เรามันตัวเล็ก จะไปเปลี่ยนอะไรได้ เมือผู้มีอำนาจไม่ทำ (และเราก็ไปเปลี่ยนเขาไม่ได้)
หลายคนบอก "ทำให้ดีที่สุด"
ไม่เคยเข้าใจคำประโยคนี้เลย ดียังไง ดีแค่ไหน
เฮ้อ ยิ่งคิดยิ่งสับสน สำหรับหญิงสาววัย 25
กำลังคิดหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ด้าน การจัดการน้ำและชายฝั่งทะเล โดยมีโจทย์ของตัวเองว่า
จะเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศไทย อย่างไรใรเวลาอันสั้น และเหมาะแก่กำลังที่เรามี
เลยมองไปที่เริ่มจากพื้นที่เล็กๆ เช่นชุมชน หรือ เกาะ
ตัดเรื่องที่จะเกี่ยวกับการเมืองออก(เพราะการเมืองไทย ซับซ้อน) เน้นที่ให้ความรู้กับชุมชน ทำงานร่วมกับชุมชนแทน
แล้วก็ตั้งคำถามอีกว่า แล้วมันบูรณาการกันหรือเปล่าหากตัดเรื่องการเมืองออก
ท่านทั้งหลายมีความคิดยังไงกับคำว่า"ทำให้ดีที่สุดคะ"
จะนำมาเป็นแนวทางในการตัดสินในเลือกหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ค่ะ (ศึกษาอยุ่ที่ อังกฤษ)
เติ้ล
บางครั้งการอยู่กับตัวเองคือการแก้ไขสถานการณ์ที่ดีที่สุดครับ