นั้นคือทุกสิ่งล้วนอยู่ในภาวะความเป็นมายาทั้งนั้นแล.

ยามเช้าวันนี้อากาศสดใสจิตใจเป็นสุขเดินทางจากเมืองหาดใหญ่เข้าสู่ตัวเมืองสงขลาเห็นรถเยอะมากไหลไปเป็นลูกโซ่กว่าจะถึงที่ทำงานผ่านพบสิ่งต่าง ๆ หลากอารมณ์ ฟังเพลงเพลินใจอยู่แสนไกลจิตใจถึงกันได้หนาคิดถึงกันวันละนิดดวงจิตยังสดใสได้ 

 นั้นเป็นอานุภาพแห่งความรักความเข้าใจแต่ทุกสิ่งก็เป็นเพียงดังภาพมายาเลยมีเรื่องเล่าแนวคิดทางปรัชญาอินเดียของสวามี  วิเวกานันทะผู้มีอนุสาวรีย์ยืนตระหง่านอยู่หน้ามหาวิทยาลัยเดลลี ( Delhi  University) ถ้ายูมิจำไม่ผิดสมัยเมื่อไปเยือนมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ได้พบเจอต่อดังนี้...

ว่าด้วยเรื่องโลกเป็นเพียงมายาภาพ...ตามสัจธรรมแล้วโลกนี้ไม่มีอยู่จริง  เหมือนหนวดเต่า  เขากระต่าย  โลกที่มีอยู่จริงก็แต่ในเฉพาะคนที่มีอวิชชาเท่านั้น  สำหรับผู้รู้แจ้งทางสัจธรรมแล้วจะมองไม่เห็นโลกคือว่า  โลกและทุกสิ่งในโลกจะหายวับไปทันที...

สวามี  วิเวกานันทะกล่าวต่อทำนองว่า...โลกไม่มีอยู่จริง มันมีขึ้นเฉพาะการสัมพันธ์กับจิตเรา  เราเห็นโลกด้วยสัมผัสทั้ง 5  ถ้าเรามีประสาทสัมผัสอย่างอื่นอีก  เราก็อาจเห็นโลกเป็นอย่างอื่นอีกก็ได้ 

 ดังนั้นโลกจึงไม่มีอยู่จริงคือไม่ใช่ภาวะที่เที่ยงแท้เป็นอยู่นิรันดร์  สิ่งไม่จริงเหมือนโลกเช่น วัตถุต่าง ๆ หรือแม้แต่จิตใจเราคือเป็นสิ่งไม่มีอยู่จริงแต่ปรากฏออกมาเหมือนมีอยู่จริงแบบโลกนั้นก็ถือว่าเป็นมายาด้วย...

ภายในโลกมายาที่เราอาศัยอยู่นี้ละ  เราก็มีวิถีชีวิตอยู่เกิดเป็นครูอาจารย์เป็นอะไรต่ออะไรแม้ความรู้ทั้งปวงก็อยู่ในโลกมายาและตายในโลกมายาเช่นกัน  นั้นคือทุกสิ่งล้วนอยู่ในภาวะความเป็นมายาทั้งนั้นแล.