14 มิถุนายน 2551 ก่อนจะยุติกิจกรรมของคืนนี้ อาจารย์ได้ทำความตกลงนัดหมายกับลูกศิษย์ว่า เช้าวันนี้จะให้ตื่นกันแต่เช้า เพื่อเข้าสวนป่ากัน ตอนแรกนัดบอกไปว่า 6 โมงเช้า เด็กๆร้องโอ้โฮทำไมเช้าจัง พ่อครูเลยช่วยบอกว่า 7 โมงเช้าก็ได้ครับ
ฉันสังเกตความผูกพันของเด็กๆทั้งหมดที่มา ก็มีการแบ่งเป็นกลุ่มๆเหมือนกับสังคมทั่วไป มีบางคนที่ผูกพันกับบางคนเป็นพิเศษแบบว่าเพื่อนรักกันอะไรอย่างนั้น เด็กๆทั้งหมดบอกว่า พวกเขาเพิ่งจะสอบเสร็จกัน ยังไม่ทันได้พักกันเลยอาจารย์ก็พามาที่สวนป่า บางคนตรากตรำตอนเตรียมสอบ ก่อนเดินทางมาจึงมีอาการไข้รุมๆ มีอยู่คนหนึ่งที่มาถึงสวนป่าแล้ว ตกค่ำก็มีไข้ขึ้นสูง คนสวนป่าเลยตามหาหมอกันใหญ่ และฉันก็แปลกใจ ทั้งๆที่มีหมออยู่ 3 คน คือ ฉัน คนชอบวิ่ง และ อาจารย์หมอคณบดี แต่หมอที่ถูกปรึกษานั้นกลับเป็นตัวฉันแทนที่จะเป็นอาจารย์ที่มาด้วยค่ะ หรืออาจารย์เขาจะคิดว่า ในฐานะเจ้าบ้าน ทีมเราต้องดูแลเด็กทั้งหมดกันค่ะ

หนุ่มคนนี้ใช่มีแต่ฉันดูแลค่ะ มีป้าจุ๋ม น้องปิ๋ว แม่สร้อยร่วมดูแลด้วย ฉันแค่ทำหน้าที่วินิจฉัยโรค สอนวิธีดูแลตัวเองเวลาไข้สูงให้ถูกวิธี และสั่งให้เขางดยาที่กินอยู่ค่ะ แล้วก็ปล่อยให้น้องดูแลตัวเอง คนสั่งยาตัวจริงไม่ใช่ฉัน หากแต่เป็นป้าจุ๋ม ยาที่น้องกินเป็นยาพาราและยาปฏิชีวนะค่ะ ก็อาการที่เป็นไข้มันเป็นไข้หวัดผสมกับอาการขาดน้ำและขาดการดูแลที่เหมาะ จะไม่ให้ฉันสั่งงดยาได้ยังไง ถ้าว่าที่คุณหมอใช้ยากันลักษณะนี้ มันก็ไม่น่าแปลกใจหากประชาชนทั่วไปจะใช้ยาผิดวัตถุประสงค์อย่างที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไป
ฉันมอบบทให้ป้าจุ๋มสอนน้อง เพื่อให้น้องได้เรียนรู้ว่า คนที่อยู่ในสวนในป่า หายาแผนปัจจุบันไม่ง่าย ทำได้แค่ฉวยสิ่งใกล้มือมาใช้ให้เป็นประโยชน์ สิ่งใกล้มือที่หยิบฉวยใช้ได้ สำหรับคนอยู่สวนอยู่ป่า มีน้ำสำหรับเช็ดตัวน้ำดื่ม ยาที่พอจะหามาได้ก็เป็นพืชในสวนที่เป็นสมุนไพร แค่มีอยู่เท่านี้ก็ช่วยตัวเองให้หายป่วยได้ หากไม่ใช่โรคติดเชื้อที่ต้องการยาเฉพาะ
โชคดีว่าป้าจุ๋มนั้นหาสมุนไพรมาไว้ที่สวนป่า เลยได้ให้ยาไปชื่ออะไรจำไม่ได้แล้วค่ะ เป็นครูได้สมใจฉันเลยค่ะ มีอีกบทที่ป้าจุ๋มเป็นครูสอน ทำให้น้องๆร้อนใจค้นหาคำตอบ ด้วยคำถามเรื่องทำไมเมื่อมีไข้สูงร่างกายจึงมีอาการหนาวสั่นกับประโยชน์ที่ต้องการจากกลไกนี้ เชื่อมโยงไปถึงการจัดการอุณหภูมิของสมอง ว่ามันเกิดและสัมพันธ์กันอย่างไร ธรรมชาติจึงกำหนดให้มันเป็นไปอย่างนี้
สิ่งที่ฉันได้พบจากประสบการณ์ของน้อง แค่การดูแลพื้นฐานเวลาป่วยไข้ก่อนให้ยา ที่เรียกว่าการปฐมพยาบาลเบื้องต้น น้องก็ทำไม่เป็นแล้วค่ะ ที่เรียนมา 3 ปี น่าจะไม่มีฝึกปฏิบัติเพื่อให้รู้จักคิดเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติจริงในชีวิตคนเป็นหมอ ฉันรับรู้ความไม่พร้อมที่น้องๆมีอยู่แล้วใจก็คิด เหลือแค่ปีเศษเท่านั้นสำหรับเตรียมความพร้อมให้น้อง คำนวณแล้วให้อาจารย์เก่งอย่างไรก็ไม่คงเตรียมน้องไม่ทัน ถ้าน้องรอให้อาจารย์เตรียมให้ น้องๆก็จะจบเป็นหมอที่ไม่พร้อมแน่นอนพันเปอร์เซ็นต์ค่ะ โอ้น้องเอ๋ยข้างหน้ามีบทอีกมากหลายที่จะต้องเจอะเจอ ทั้งรักษาคนไข้ ทั้งการสอนคนไข้ แล้วยังต้องสอนทีมงาน จะเอาอะไรไปสอนกันละนี่ ตีบทเรียนให้เป็นเกลียวความรู้ยังไม่แตกเลย มิน่าเมื่อต้องมาเป็นครูสอนพยาบาลต่อจึงสอนๆกันแบบเปิดตำราสอนอย่างที่เรียนคุ้นชิน ไม่รู้วิธีหมุนเกลียวความรู้ให้เกิดตั้งแต่เริ่มสตาร์ทแล้ว จุดอ่อนอย่างนี้จะเริ่มแก้ที่ไหนกันดีค่ะ ใครช่วยออกแบบกระบวนการเรียนรู้หน่อยดีไหม
ช่วงที่ฉันมีกิจกรรมกับนักศึกษาแพทย์อยู่นั้น ทีมกระบี่ของฉันไม่ได้ร่วมในวง แต่พากันไปสังเกตการณ์ การใช้ชีวิตของคนในสวนป่า แอบเรียนรู้สวนป่าตามที่ใจอยากรู้ และแอบหนีฉันไปเรียนรู้ชีวิตคนที่สตึกด้วยค่ะ มีช่วงเดียวที่ฉันขอให้เขามาร่วมวงด้วย คือ ช่วงต้นๆกิจกรรมที่ให้นักศึกษาบอกความคาดหวังของตนก่อนมาสัมผัสสวนป่า ฉันขอให้เขามาช่วยลิขิตสิ่งที่น้องๆบอกออกมา จบตอนกิจกรรมแล้วเขาเลยแยกย้ายกันไปเรียนรู้ตามอัธยาศัยของตนค่ะ ผลของการเรียนรู้ได้เล่าแล้วบางส่วนว่า บางคนได้ความคิดที่ตื่นรู้ขึ้นและตั้งใจนำไปเปลี่ยนแปลงตัวเองไปจากเดิม
มีสิ่งที่เรียนรู้อีกจากการตั้งวง AAR ในบทบาทกระบวนกรที่ฉันอยากเล่าสู่กันฟัง สิ่งที่ฉันเคยพบเมื่อทำงานร่วมกับลูกน้องในงานของร.พ. เขาชอบถามหาหลักสูตรหรือตารางอบรมที่มีหัวข้อกำหนดไว้มั่นเหมาะแล้ว เวลาฉันเข้าไปร่วมเพราะเห็นว่า ผลที่คาดหวังจะไปไม่ถึงเป้าที่คนทำและคนเข้าอบรมอยากให้เกิด เข้าไปแทรกเพราะถือว่าเป็นทีมงานคนหนึ่ง หรือลองใช้วิชาถีบลงเหวให้เขาทำ ฉันจะพบเสมอว่า เขาจะรวนและต่อกระบวนการเดิมได้ไม่ลื่น บางครั้งถึงกับวางมือไม่ต่อบทเลยก็มี เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์วันนี้ที่สวนป่าฉันก็รู้สึกว่าจะเจอเหตุการณ์คล้ายกัน ในเรื่องรวน ดีที่คนชอบวิ่งคอยประสานความคิดอยู่ตลอดกิจกรรม ใช้เทคนิคของพ่อครูร่วม คือ ใช้หลักปล่อยไปตามความชำนาญผนวกการประสานความคิด เมื่อเห็นว่ามีจุดอ่อน ก็มากระซิบบอกกระบวนกรทุกคนให้รับรู้ด้วยกัน เพื่อคอยเสริมช่วยรับไม้จากกันและกันเติมเต็มหลักสูตรให้ส่งผลที่ทีมคาดหวัง ใช้ความชำนาญของแต่ละคนมาช่วยเติมเต็ม โดยไม่ต้องเตี๊ยมบอกกันก่อนเลยค่ะ ทำไปแล้วก็ใช้กระบวนการ AAR ช่วงค่ำ เข้ามาช่วยเติมเต็มความเข้าใจซึ่งกันและกันด้วยค่ะ
ในวง AAR ที่ผู้ใหญ่นั่งคุยกัน มีข้อถามกันว่า รุ่งเช้า จะทำต่อสิ่งคุ้นชินอย่างหนึ่งที่มักจะทำกันคือ จัดให้มีกิจกรรม AAR ของผู้มาเข้าร่วมเรียนรู้หรือไม่ สิ่งที่คาดหวังเกิดแค่เพียงบางส่วน เนื่องจากวันนี้นั้นเวลาล่วงดึกนักจำต้องให้เด็กพักผ่อน กิจกรรมต่อเนื่องจึงยุติไปโดยปริยาย พรุ่งนี้มีเวลาเหลืออยู่แค่ครึ่งวันเท่านั้นจะทำต่ออย่างไรให้ไปถึงผลที่คาดไว้ คุยแลกเปลี่ยนกันแล้วได้ข้อสรุปกันว่าจะงด AAR ของผู้ที่เข้าร่วม แล้วใช้เวลาครึ่งวันที่มีให้กับกิจกรรมที่คืนนี้ยุติไปเพื่อสานต่อให้เกิดผลที่คาดหวังค่ะ เราแลกเปลี่ยนกันอยู่นานด้วยความอยากให้เกิดผลก็อยาก ติดกรอบเสียดายการทำ AAR ก็ติดและไม่แน่ใจว่าเวลาที่มีจะทำให้เกิดผลหรือไม่ ที่สุดจึงตกลงว่าลองเสี่ยงทำกันไป ได้ผลแค่ไหนก็ยกยอดส่งต่อให้คณบดีไปสานต่อให้เกิดผลเอาเองค่ะ ให้เวลาเราน้อยเราก็จะทำให้เท่าที่จะทำให้ได้อย่างนี้แล้วกัน คนชอบวิ่งรับมอบบททำความเข้าใจกับคุณหมอคณบดีว่า เรามองเห็นส่วนขาดอะไรที่มหาวิทยาลัยควรเติมเต็มหากมีความคาดหวังจากลูกศิษย์อย่างที่บอกกับเรา
ไม่ต้องเขียนบันทึกเอง มาป่วนในบันทึกหมอเจ๊ก็สนุกดี อิอิ
เมื่อไหร่ๆ น้องๆนักศึกษาแพทย์เค้าก็เลือกหมอเจ๊ ( ชื่อก็บอกว่าเป็นหมอ ) ท่านคณบดีน้องๆเค้าก็เบื่อแล้ว คนชอบวิ่ง 55555 ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ใครป่วยแล้วเรียกหาก็บ้าแล้ว ลูกสาวตัวเองป่วยยังต้องรีบพาไปหาหมอ อิอิ
พูดเรื่องหลักสูตรคือกำหนดการการอบรม ปกติก็ควรมีไว้เป็นกรอบ เป็นแนวทาง แต่ปรับเปลี่ยนได้ ทำให้ทีมวิทยากรพอมีแนวทางที่จะทำงานร่วมกัน
แต่งานนี้ยากหน่อย ท่านคณบดีที่พามาก็รู้แต่ว่าเคยมาแล้วประทับใจ คิดว่าถ้าพาน้องๆมาก็จะทำให้น้องๆเป็นแพทย์ที่ดีในอนาคต เอามาแค่ 1 วันเนี่ยนะ อิอิ
เด็กๆก็รู้มั่ง ไม่รู้มั่งว่ามาทำไม
กำหนดการเลยต้องด้นสด คุยกันตลอดเวลา คุยแล้วก็เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานะการณ์ ครูบาบอกว่า ครึ่งชั่วโมง มันมาก กลายเป็นสามชั่วโมง อิอิ ท่ายอัยการจะต้องกลับก่อนก็ต้องรีบโยนไมค์ให้ แถมก่อนไปสนามบิน มีขอฝากอีกหน่อย 55555
แต่ต้องชมหมอเจ๊มากๆ เพราะคนชอบวิ่งกับน้าอึ่งอ๊อบเล่นบทผู้ช่วย ยกให้หมอเจ๊เป็นหัวหน้าทีม
รู้สึกจะเข้าขากันดี คุยกันง่าย มองตารู้ใจ ทั้งครูบา ท่านอัยการ หมอเจ๊ คนชอบวิ่ง น้าอึ่งอ๊อบ
อ้อ ลืมไป นายสายลมก็อุตส่าห์มาช่วย มาร้องเพลงให้ฟัง แล้วนำการเต้นนกกระเด้าดิน สนุกมากๆ
เป็นทีมงานที่ทำงานสนุก ไม่มีปัญหากันเลย 55555 โยนไมค์ถูกคน สบายไปแปดอย่าง
คนชอบวิ่งได้รับมอบให้ทำความเข้าใจกับคุณหมอคณบดีว่า เรามองเห็นส่วนขาดอะไรที่มหาวิทยาลัยควรเติมเต็มหากมีความคาดหวังจากลูกศิษย์อย่างที่บอกกับเรา
หัวหน้าทีม ( หมอเจ๊ ) สั่งก็ต้องทำตาม ที่คุยกับท่านคณบดี ก็เรียนท่านว่านักศึกษาใช้เวลาเตรียมไม่นานก็สามารถทำ Dialogue ได้ดีระดับหนึ่ง ( กับการสนทนาครั้งแรกๆ ) แสดงว่าเปิดใจ มีจิตใจที่ดีพอสมควร
ทางคณะแพทย์หรือมหาวิทยาลัยควรมีกระบวนกรของตัวเองที่จะไปดำเนินการให้ต่อเนื่อง เพราะการสนทนากันเป็นประจำจะช่วยยกระดับจิตใจได้ดีมาก
ท่านก็พยักหน้าเห็นด้วยครับ อิอิ