ทุกเย็นบริเวณบ่อน้ำจึงเป็นที่ชุมนุมกัน มีเรื่องต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง เป็นที่สนุกเฮฮาตามประสาชาวสวน
ลำน้ำเหมืองสองสายที่ไหลผ่านหมู่บ้าน แตกสาขามาจากน้ำปิงห่างผันน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร สายที่ไหลผ่านบ้านฉันมีน้ำตลอดปี ในหน้าแล้งน้ำใสเย็นไหลเอื่อยๆ ฉันกับน้องๆเคยลงไปแหวกว่ายและใช้มือไล่ช้อนปลาตัวเล็กๆน้ำในลำเหมืองบ่อยๆ ข้างลำน้ำเหมืองแม่ปลูกบอนไว้หลายกอมันขยายหน่อจนเต็มขอบน้ำเหมืองทั้งสองข้าง เมื่อเล่นวักน้ำใส่ใบบอนน้ำจะไหลกลิ้งไปมาอยู่ตรงกลาง แปลกที่ใบบอนไม่เปียกน้ำ บางวันแม่จะตัดบอนไปทำอาหารเรียกว่าหลามบอน เป็นการทำอาหารที่มีหลายขั้นตอนและเมื่อแม่ทำเสร็จมักจะตักใส่ปิ่นโตให้ฉันหิ้วไปให้ญาติที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันโดยมีน้องๆเดินตามไปเป็นเพื่อนคุยตลอดทาง และเมื่อฉันโตขึ้นมีครอบครัวแล้วก็ไม่เคยทำอาหารที่ชื่อ "หลามบอน" เลย เดี๋ยวนี้ฉันจะได้กินหลามบอนก็ต่อเมื่อน้องชายคนเล็กมาทำให้กินเท่านั้น ฉันแปลกใจว่าทำไมน้องชายคนเล็กถึงทำอาหารทุกอย่างที่แม่ทำได้ แต่ฉันป็นลูกผู้หญิงคนโตกลับทำอาหารบางอย่างไม่เป็นเลย คงเป็นเพราะฉันใช้เวลาส่วนหนึ่งไปเรียนหนังสือและอยู่หอพักที่ต่างจังหวัดทำให้ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนี้
หลังจากตัดต้นไม้ใหญ่แล้ว ฉันจำได้ว่าแม่ได้ปลูกอ้อย ที่ทุกเช้าหรือบ่ายแม่จะไปทำงานอยู่ตรงทางเดินเพื่อไม่ให้เด็กนักเรียนที่เดินผ่านสวนหักอ้อยไปกิน แม่ยังปลูกแตงกวามีรถยนต์เข้ามาถึงในสวน เพื่อบรรทุกแตงที่แม่เก็บใส่เข่งไว้เพื่อนำไปขายที่ตลาดวโรรส จ.เชียงใหม่ ฉันเคยตามแม่เข้าไปเก็บกล่ำปลีในสวนตอนเช้าที่มีน้ำค้างเกาะพราวที่กาบใบหนาๆสีเขียวเข้ม ที่ปลูกอยู่ข้างๆฮิ้วหรือแปลงกระเทียม ขณะที่น้ำเหมืองในท้องร่องมีควันลอยกรุ่นๆเป็นสายขึ้นไปท่ามกลางความหนาวเย็นของฤดูหนาว
ต่อมามีคนมาขุดดินเป็นหลุมลึกกลางท้องร่อง แม่และน้าจะชวนเด็กๆไปเอาซ้าเปาะหรือปุ้งกี๋ไปตักขี้วัวไปใส่ในหลุม และปลูกลำไยกิ่งเล็กๆลงไปทุกเย็นฉันกับน้องจะมีหน้าที่เอากระป๋องน้ำใบเล็กตักน้ำจากท้องร่องมารดต้นลำไยที่ปลูกใหม่ ลำไยโตวันโตคืนฉันได้ยินน้าบอกแม่อุ้ยว่า ลำไยโตจนเด็กๆไปนั่งหลบแดดใต้ต้นได้แล้ว ขณะที่ลำไยต้นเล็ก มีพื้นที่ว่างอยู่มาก แม่ให้เพื่อนบ้านมาปลูกผักเพื่อจะไม่ปล่อยให้เป็นพื้นที่รกมีหญ้าขึ้น ผักที่ปลูกมีพริก มะเขือ ผักกาด ผักขี้หูด หอม ผักชี ฯลฯ นอกจากมีน้ำในท้องร่องแล้ว ในสวนยังมีบ่อน้ำที่ใช้ดื่มและรดน้ำต้นไม้ด้วยบ้านญาติที่อยู่ใกล้เคียงก็มาตักน้ำจากบ่อน้ำไปใช้ในบ้าน ทุกเย็นบริเวณบ่อน้ำจึงเป็นที่ชุมนุมกันมีเรื่องต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง เป็นที่สนุกเฮฮาตามประสาชาวสวน
ฤดูแล้งมาเยือนผักสวนครัวแห้งเหี่ยวและตายไปคงเหลือแต่ต้นที่รอวันพลิกฟื้นเพื่อปลูกรอบใหม่ หัวค่ำผู้ใหญ่ยุ่งอยู่กับการทำอาหารในครัวท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันก๊าด เด็กๆน้องชายของฉันคุยกัน ทะเลาะกันกระจองอแง อุ้ยบอกว่า "ละอ่อนสูดักๆพ้อง ระวังขโมยเลาะเสาเน้อ" หมายถึงให้เด็กเงียบ ระวังจะมีขโมยมาปีนเสาเรือนขึ้นมาขโมยของ น้องคนหนึ่งก็พูดว่า "อีแม่...เปิ้นขึ้นเสา อีแม่...เปิ้นขึ้นเสา" ทุกคนไม่มีใครสนใจคำพูดของน้อง จนกระทั่งได้ยินเสียงเหมือนของหนักๆตกกระทบดินดัง ปึก!แล้วเสียงเหมือนคนวิ่งออกไป ดัง ปึก ๆๆๆๆๆๆ ไก่ที่ทำรังอยู่ใต้ถุนบ้าน ตกใจร้องกระต๊ากๆๆ เลยรู้ว่าขโมยกำลังปีนขึ้นเสาบ้านจริงๆ วันหนึ่งแม่ถามว่าใครเอาเข่งใส่ขวดไปวางไว้ในดงกล้วย เข่งใบใหญ่นี้แม่เก็บขวดเปล่าไว้เพื่อจะเอาใส่หอมดอง มีกระเทียมแห้งมัดจุกวางทับไว้ข้างบน สงสัยว่าขโมยคงคิดว่าเป็นเข่งกระเทียมเลยยกมาทั้งเข่ง เมื่อรู้สึกหนักก็วางลงเลยรู้ว่าที่แท้ก็แบกเข่งใส่ขวดเปล่ามาเสียไกล เลยได้หัวเราะกันท้องแข็งที่ขโมยถูกหลอก
จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้ที่บ้านฉันมีประโยคที่ใช้ล้อกันเมื่อถึงตอนหัวค่ำคือ " อีแม่...เปิ้นขึ้นเสา"....
บรรยากาศการพูดคุยกันในหมู่ญาติมิตรในตอนค่ำหลังเลิกงาน เป็นบรรยากาศที่ดีมากเลยครับ แถวบ้านผมตอนเด็กๆ ก็มี แต่เดี๋ยวนี้ หายไปหมดแล้ว
สวัสดีครับครู อ่านแล้วอยากกินหลามบอน
ช่วยบอกวิธีทำหน่อยครับ
แม่....เขียนถึงแม่หลายครั้ง ร่วมเผยความลับกับเพลงที่บ้านครูอิงครับครู
สวัสดีค่ะ
เล่าเรื่องได้สนุก นึกภาพออกเลยค่ะ จะติดตามอ่านต่อไปนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีครับคุณครู ผมยังทันการใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด..ตอนเด็กๆถูกใช้ให้ไปซื้อน้ำมันแก๊ป..(แถวบ้านผมเรียกน้ำมันแก๊ป ครับ) ถ้ามีงานก็ต้องจุด " เจ้าพายุ " สว่างมากเลย..
สวัสดีค่ะ ท่านรอง small man
ชวนกันมาย้อนรอยอดีตค่ะ
บรรยากาศการพูดคุยกับญาติมิตรในตอนค่ำหลังเลิกงาน เป็นบรรยากาศที่ดีมาก
ปัจจุบันในหมู่บ้านของ Krudala มีการพูดคุยกันในหมู่ญาติพี่น้องถึงเรื่องราวต่างๆในสมัย
ยังเป็นเด็ก เฉพาะมีงาน เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานทำบุญฉลองศาสนสถานที่วัด หรือ
งานศพค่ะ
ในบางท้องถิ่นก็ยังคงเห็นผู้เฒ่าออกมานั่งรับลมคุยกันที่หน้าบ้านอยู่ค่ะ
เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมากค่ะ
สวัสดีค่ะ ท่านวอญ่า
อ่านแล้วอยากกินหลามบอน เหมือนใจ Krudala เลยค่ะ อยากกินหลามบอน
วิธีทำหลามบอน (สูตร Krudala)
เครื่องปรุง 1. บอนเลือกก้านอ่อนที่ขึ้นในน้ำสะอาดไม่มีสารพิษ 4-5 ก้านใช้ทั้งใบ
2. ขาหมูเผา ตามใจชอบ
3. มะเขือเทศ หรือ มะขามเปียก นิดหน่อย
4. พริกแห้ง หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ กะปิ น้ำม้นพืช ใบมะกรูด
วิธีทำ
1. ล้างบอนให้สะอาดมัดรวมกันทั้งก้านและใบ ใส่ลังถึงนึ่งด้วยไฟแรงให้สุก
2. เอาพริกแห้ง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียมใส่ครกโขลกให้ละเอียด แล้วใส่
กะปินิดหน่อย
3. ต้มขาหมูให้เปื่อยใส่น้ำพริกแกงลงไปเคี่ยวต่อ
4. นำบอนที่นึ่งสุกแล้วใส่ลงไปเคี่ยวจนน้ำแกงงวด
5. ปรุงรสด้วยน้ำมะขามปียก หรือมะเขือเทศ ชิมรส ให้มีรสเปรี้ยวนิดหน่อย
6. ตั้งกะทะ เอาพริกขี้หนูแห้งลงทอด แล้วตักขึ้น ใช้กินกับหลามบอน
7. ทุบกระเทียมเจียวให้เหลืองตักขึ้น
8. เอาหลามบอนลงผัดให้หอม ตักขึ้นใส่จาน โรยด้วยกระเทียมเจียว พริกขี้หนู
ทอดและใบมะกรูดฉีก
กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ คู่กับแคบหมู อร่อยอย่าบอกใคร
ให้ Krudala เก่งกว่านี้จะเอาภาพลงให้ดูนะคะ
ขอบคุณค่ะที่มาช่วยเตือนความจำวิธีทำหลามบอนของหากินยากค่ะ
สวัสดีค่ะ
เช่น ข้าวหลาม
"หลามยอ" ก็คือหมูยอนำมาใส่กระบอกไม่ไ่ผ่ทำให้สุกนั่นเองค่ะ
สวัสดีค่ะ พี่ครูอ้อย
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านบันทึกของ Krudala ค่ะ
มีคนบอกว่าถ้าใครชอบเล่าเรื่องในอดีต แสดงว่าเป็นคนแก่ จริงหรือคะ
แต่ว่า...เล่าแล้วมีความสุข ได้แบ่งปันประสบการณ์กับคนร่วมสมัย ... ก็ดีนะคะ
แล้วจะมีเรื่องเล่าต่ออีกค่ะ
ขอบคุณค่ะที่สละเวลาติดตามอ่าน
สวัสดีค่ะ คุณหนุ่ม กร-natadee
ตะเกียง ภาษาเหนือจริงๆเรียก โกมค่ะ โกมน้ำมันกั๊ก!
อีสานเรียก โกม เหมือนกันไหมคะ โกมน้ำมันแก๊ป
ตะเกียงเจ้าพายุ ก็เรียกว่า โกมมิด้า จุดสว่างไสวที่บ้านกำนันที่เป็นญาติ
อยู่บ้านใกล้กัน เด็กๆจะวิ่งตามแสงโกมมิด้าไปเก็บแมงกินูนที่มากินใบตะโกอ่อนค่ะ
ขอบคุณที่มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมค่ะ
อีพ่อ อีแม่ อีน้องหล้า บรรยากาศหื้อกึดเติงเมืองเหนือโตยเจ้า เปิ้นมาตัดต้นไม้ ยอมบ่ได้เลยเจ้า ฮาขโมยถูกหลอก หุ หุ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
ตามมาอ่านเรื่องราวดีดีค่ะ
เมื่อก่อนยายเคยเล่านิทานให้หลานหลานฟังค่ะ
ก้อสนุกนะคะตอนเป็นเด็ก
ถ้าวันไหนเล่าเรื่องผี
แม่ไม่ต้องนอนเลยค่ะ
เรียกทั้งคืน
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ พี่ครูคิม
อาหารที่มีชื่อว่า หลาม ของชาวเหนือเท่าที่ทราบมี ข้าวหลาม กับ
หลามบอน นี่แหละค่ะ
คำว่า ข้าวหลาม เป็นคำนาม หมายถึงข้าวที่ทำให้สุกโดยการเอาใส่กระบอกไม้ไผ่
เผา หรือนึ่ง หรือต้ม
หลามบอน หลาม เป็นคำกริยา หมายถึงการทำอาหารด้วยการอบหรือเคี่ยวให้
น้ำแห้งโดยใช้เครื่องปรุงหลายๆอย่าง
คาดว่าแต่เดิมคงเป็นการปรุงอาหารแบบอาหารป่าโดยใช้เผาในกระบอกไม่ไผ่ ต่อมา
มีวิธีการทำที่สะดวกกว่า ก็วิวัฒนาการมาใช้ การนึ่ง อบ หรือผัด แบบการทำหลามบอน
ในปัจจุบัน
ขอบคุณที่มีข้อสังเกตเพื่อคิดวิเคราะห์ถึงความเป็นมาค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณธรรมทิพย์
ขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมค่ะ
ทางภาคเหนือหลายจังหวัดก็เรียกอาหารชนิดนี้ว่าหลามบอนค่ะ แต่เครื่องปรุงอาจแตก
ต่างกันไป เคยเห็นคนที่เชียงรายและแพร่ทำเขาใช้มะเขือขื่น (มะเขือแจ้)มาเป็นส่วน
ผสมของเครื่องปรุงด้วยค่ะ
สมัยโบราณอาจปรุงด้วยวิธีใส่กระบอกไม้ไผ่เผา ต่อมาต้องการความสะดวก
ก็ใช้วิธีนึ่ง อบ หรือผัดแทนการนำไปเผาในกระบอกไม้ใผ่ แต่ชื่อยังคงเหลือร่องรอยของ
เดิมไว้ว่าหลามบอน
เป็นการให้ข้อสังเกตที่ดีมากค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีเจ้า คุณ POO
ยินดีเจ้าตี้เข้ามาแว่แอ่วหากั๋น ปอจะหมดผญ๋าแล้วนิอู้เรื่องหลามบอนนินา
อิดกำกึดแต้ว่า ปอเมาหัวลอ...เน๊าะ
ยินดีจ๊าดนัก ตี้แว่แอ่วหากั๋น
มาอู้ตึงวัน ม่วนงันเจ้นล้ำ... ^___^
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณ Natcha
ยินดีต้อนรับเข้าสู่อารยธรรมโบราณค่ะ
เป็นการย้อนอดีตที่แสนอบอุ่นและมีความสุข
เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้กับโลกยุคปัจจุบันให้ได้อย่างมีความสุขค่ะ
แต่ก็ยังไม่เคยลืมนิทานที่ยายเล่าให้ฟังในบรรยากาศของบ้านที่อยู่พร้อม
หน้ากัน
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมทักทายกันค่ะ
มาชื่นชมเรื่องเล่าน่าสนุกในสวนปลูกไม้กินได้ค่ะ...พี่กำลังจะหาเวลาทำสวนครัวเช่นกัน..ช่วงนี้มีแต่ไม้ประดับค่ะ..
เป็นเรื่องราวเล่าชีวิต ที่น่าติดตามนะคะ
เป็นอีกมุมหนึ่ง..ภาคเหนือ..ใช่ไหม