การประชุมย่อยในโรงเรียนได้ดำเนินขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าให้โรงเรียนประเมินตนเองเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice) ขั้นแรกในที่ประชุมมีความเห็นว่าไม่ต้องการที่จะเข้าแข่งขันหรือเป็นต้นแบบ แต่ต้องการที่จะร่วมมือกันพัฒนาไปเป็นการภายในด้วยกระบวนการที่เกิดกับนักเรียนอย่างจริงจัง
เมื่อผู้บริหารชี้แจงว่าอย่างน้อยเราต้องประเมินตนเอง พวกเราจึงช่วยกันประเมินตามตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินที่อ้างมาในเอกสาร ส่วนใหญ่ทุกอย่างมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กมากกว่าเอกสารหลักฐาน (กระดาษ) ยกเว้นแผนการเรียนรู้ แผนปฏิบัติราชการ และหลักฐานการประเมินตนเองของสถานศึกษา
คณะกรรมการมาประเมินครั้งนี้ใช้เวลาไม่เกิน ๓๐ นาที เพราะคณะมาถึงโรงเรียนก่อนเลิกเรียน ๓๐ นาที ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้เชิญครูนำเสนองานที่ตนเองรับผิดชอบ ฉันมีหน้าที่รับผิดชอบในฐานะครูวิชาการโรงเรียน และผู้รับผิดชอบโครงการช่วยเหลือดูแลนักเรียนเชิงระบบ จึงเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนในการนำเสนอกิจกรรมที่จัดให้นักเรียนได้เรียนรู้
ฉันได้เริ่มต้นเรียนถามคณะกรรมการว่า "จะถามหรือสัมภาษณ์อะไรบ้างคะ" หนึ่งในคณะกรรมการถามฉันว่า "มีหลักฐานอะไรให้ดูบ้าง มีแผนไหม มีโครงการไหม มี SAR ไหม" ดิฉันตอบว่า "ถ้าเป็นการจัดการเรียนการสอนเศรษฐกิจพอเพียงจะจัดอยู่ในแผนการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระ ถ้าเป็นโครงการจะอยู่ในดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงระบบ และมี SAR ค่ะ" กรรมการบอกว่า "ต้องการดูเอกสารมากกว่า"
คุณครู...ได้นำแฟ้มเอกสาร หลักฐานเข้าไปให้คณะกรรมการดูเพื่อประเมิน ส่วนฉันเปิดหน้าแผนปฏิบัติการ โครงการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงระบบให้คณะดู และอธิบายรายละเอียดของกิจกรรมว่าแต่ละกิจกรรมเราเกิดขึ้นได้อย่างไร พร้อมกับเรียนว่า "ผู้ที่จะตอบคำถามได้ก็คือนักเรียนค่ะ และบางกิจกรรมเรายังไม่บรรลุกระบวนการ หลักฐานจากนักเรียนจะยังไม่เกิด เพราะเป็นการเรียนรู้โดยโครงงาน"
ขณะที่กรรมการอ่านกิจกรรมโครงงานร้อยคนร้อยแหล่งเรียนรู้ : ระพีเสวนา ท่านพูดขึ้นว่า "โครงการนี้ไกลเกิน ฝันมากไป" ซึ่งความเป็นจริงโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ได้ถูกคัดเลือกมาแล้ว มีรายงานในหนังสือระพีเสวนา ได้รับการสนับสนุนงบประมาณไปเรียนรู้ที่สวนป่ามหาชีวาลัยอิสานของพ่อครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ และกำลังแตกหน่อแตกกอเป็นโครงงานย่อย ๆ จากที่นักเรียนสนใจอีก ๓๐ โครงงาน ฉันนั่งอยู่นิ่ง ๆ จึงรู้สึกอึดอัดและได้เรียนถามคณะกรรมการอีกครั้งว่า "ท่านมีอะไรจะซักถามอีกไหมคะ" ท่านแรกบอกว่า "ไม่มี.. เขาต้องการดูเอกสาร"และอีกท่านหนึ่งตอบว่า "ไม่มี" โดยไม่มองหน้าคู่สนทนา
ฉันขอเรียนต่อท่านผู้อ่านที่เป็นครูก็ดี หรือเป็นอาชีพอื่น ๆ ก็ดีว่า..โครงการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงระบบ....ที่ฉันเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ไม่ได้หมายถึงการดูแล การคัดกรองเด็กที่มีปัญหาเท่านั้น แต่ฉันได้บรรจุการแนะแนวและเลือกให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะชีวิต ตามบริบทของชุมชนและสภาพแวดล้อมของนักเรียน ทักษะชีวิตได้ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
กิจกรรมที่นักเรียนได้เรียนรู้คือกระบวนการของโครงงาน ๓๐ โครงงานที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และเป็นชื่อโครงงานที่นักเรียนคิดกันเองว่าอยากเรียนในเรื่องนั้น ๆ ฉันไม่อยากทำร้ายนักเรียนของฉันโดยการบอกให้นักเรียนอ่าน ท่อง คัดเขียนหรือทำรายงานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทำนา ปลูกผัก ทำอาหารในกระดาษ แต่ฉันต้องการให้นักเรียนของฉันเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เช่นโครงงานฉันคือข้าวโพด เริ่มตั้งแต่ดิน ... ไปจนถึงนำข้าวโพดมาแปรรูปเป็นอาหาร ต้น ใบ กาบ รากและแกนข้าวโพดนำมาใช้ประโยชน์..และกระบวนการจัดการ
นอกจากนี้....ฉันต้องการให้นักเรียนของฉันเป็นผู้มีคุณลักษณะจิตสาธารณะ มีทักษะในการอยู่ร่วมกันตามหลักธรรมาภิบาล และได้นำจิตตปัญญามาฝึกให้นักเรียนเป็นผู้เห็นคุณค่าในผู้อื่นและคุณค่าของตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบและดูแลสังคม
การที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กให้เป็นผู้เห็นคุณค่าในความพออยู่พอกินและเกิดกระบวนการเรียนรู้ต้องการแค่ภาพถ่ายบรรจุอยู่ในแฟ้มหรู ๆ เท่านั้นหรือ การมาประเมินโรงเรียนที่มีนักเรียนเกือบ ๓๐๐ คนใช้เวลาเพียง ๓๐ นาทีถ้ามองในด้านความเหมาะสม มีความยุติธรรมบ้างไหม วันพรุ่งนี้ฉันจะเล่าเหตุการณ์นี้ให้นักเรียนของฉันฟัง แล้วจะนำมาเล่าในบันทึกว่านักเรียนบ้านนอกบนเขาบนป่า อายุไม่เกิน ๑๕ ปี ความรู้ก็แค่อ่านได้เขียนเป็นว่า...เขาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้
สุดท้ายคณะกรรมการถามผู้อำนวยการโรงเรียนว่า....."นักเรียนธรรมาภิบาลเรื่องเหล่านี้มาอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างไรกัน"...ระหว่างที่ฉันขับรถกลับบ้าน ทำให้ฉันคิดแทนเด็กและประเทศไทย....หัวแทบระเบิด...กรรมของใครหว่า....
บันทึกฉบับนี้ ฉันเขียนขึ้นโดยปราศจากอคติ และไม่ใช่สาเหตุโรงเรียนไม่ได้รับคัดเลือกแต่อย่างใด เพราะความเป็นจริงไม่ต้องการที่จะเข้าประกวดหรือแข่งขันกับใคร แต่ผู้มาตรวจหรือประเมินควรคณะกรรมการควรทราบและเข้าใจว่าพวกเราทำอะไรบ้าง ได้สัมผัสเชิงประจักษ์ มีการตัดสินใจที่เหมาะสม มีการชี้แนะ ชี้นำ ให้เห็นจุดอ่อนด้อยในการนำไปปรับปรุงพัฒนาได้ อีกอย่างหนึ่งโรงเรียนของฉันไม่ได้มีกิจกรรมดีเด่นหรือทำเพื่อความเป็นดีเด่น แต่เป็นการทำเพื่อเด็กอย่างแท้จริง


สวัสดีครับ พี่คุณครูคิม
@ อ่านอย่างช้าๆ
@ พบคำศัพท์ การประเมินตนเอง SAR
@ กระบวนการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง
@ ทักษะชีวิตได้ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
@ คุณลักษณะจิตสาธารณะ
@ มาสะดุดตรงคำว่า "จิตตปัญญา" ฝึกให้นักเรียนเป็นผู้เห็นคุณค่าในผู้อื่นและคุณค่าของตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบและดูแลสังคม
@ เรื่องเหล่านี้มาอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างไรกัน?
@ แบบตรงไปตรงมา
@ ผมมองเป็น "การจัดการศึกษาแบบองค์รวม"
@ แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องเวลา กรณีนี้จึงต้องการข้อมูลเชิงประจักษ์จากเอกสารมากกว่าการสอบถามหรือดูข้อมูลจากสถานการณ์จริง
@ ขอเป็นกำลังใจครับคุณพี่
สวัสดีครับ...คุณครูคิม
แบบนี้ บางทีเรียกว่า
มองต่างมุม
ฟังไม่ได้ศัพท์ จับเอาไปกระเดียด
มือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ
น่าจะนึกไปถึงมาตรฐานนะคะพี่ครูคิม
เรากำลังมุ่งไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ที่มุ่งสู่เด็กเป็นหลัก
แต่ท่านมุ่งแต่เอกสารเป็นหลัก
..ก็คงไม่เจอกันมั้งคะ...
สวัสดีค่ะน้องชายไทบ้านผำ
สวัสดีค่ะคุณครูราญเมืองคอน คนนอกระบบ
มาเศร้ากับคนประเมินครับ
รู้ไม่จริงแล้วมาประเมิน การศึกษาของไทยมันจะเกิดอะไรขึ้น
น่าจะเอาคนประเมินมาให้เด็กประเมิน
เหมือนกับที่ผมเคยเล่าเรื่องวิสัยทัศน์ สิงคโปร์เขามีวิสัยทัศน์ว่า Garden City แล้วเขาก็ทำเมืองของเขาให้เขียวต้นไม้เยอะ วางแผนระยะยาวทำถนนกว้าง แล้วเริ่มปลูกต้นไม้ตามแนวถนนในอนาคต พอถึงเวลาตัดถนนจริงต้นไม้ก็โตเต็มที่แล้ว มาวันนี้เขาสร้างวิสัยทัศน์ว่า ผลไม้ที่ดีที่สุดคือสิงคโปร์ เพื่อให้ประเทศเขาเป็นแหล่งรวมผลไม้
คณะกรรมการสถานศึกษาฯที่มีผมเป็นประธานกำหนดวิสัยทัศน์โรงเรียนว่าเราต้องการให้เด็กของเรา "เป็นผู้นำที่ดีในอนาคต" แต่ผู้มาประเมินมาบอกให้เรากำหนดปีที่ทำสำเร็จ พวกผมท้าทายไม่ยอมเปลี่ยนเพราะเราต้องการสร้างเด็กของเราให้เป็นผู้นำที่ดีตลอดไป ไม่ใช่ให้แค่สำเร็จเรื่องนี้แล้วไปทำเรื่องอื่นต่อ เพราะเรามองว่าถ้าเราจะผลิตผู้นำที่ดี เราต้องผลิตคนดี คนเก่ง มีสุขภาพที่ดี แค่คำว่าคนดีเราก็แตกสาขาได้มากมายแล้ว คนมีน้ำใจกับผู้อื่น คนมีจิตสาธารณะ คนที่รู้จักหน้าที่ ระเบียบวินัย ฯลฯ
เหนื่อยเหลือเกินกับแวดวงการศึกษาไทย
สวัสดีค่ะคุณ 8ovjko [IP: 125.26.50.234]
สวัสดีครับเกลอ เจอผู้ประเมินแบบนี้ก็มึนซิครับ "จิตรปัญญา"รู้กระทำผลงานเชิงประจักษ์ จับต้องได้สร้างเสริมประสบการณ์ในสังคมเป็นภาระของทุกตน ขอเป็นกำลังใจครับเกลอ
เป็นกำลังใจให้กับคุณครูคิม คุณครูทุกคนและเด็กๆที่ตั้งใจทำงานเพื่อยกระดับชีวิตจิตวิญญาณของตนเองอย่างมีความเข้าใจชีวิตที่มีคุณค่าว่าเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำอยู่นี้คนที่เคยชินอยู่กับการทำงานตามสั่ง ทำงานตามกรอบ และมีอัตตามากจนไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจสิ่งแตกต่างที่ตัวเองพบอยู่ข้างหน้า แต่กลับคิดว่าตนเองวิเศษจนสามารถ"ประเมิน" ผู้อื่นได้ ดีแล้วค่ะที่คุณครูคิมกับโรงเรียนไม่สนใจจะได้รางวัลหรือไปแข่งขันกับใคร การรู้จักตนเองและสร้างสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้จริงของมนุษย์นั้นสำคัญว่า
อย่าไปนึกช้ำใจเสียใจกับคำพูดและกิริยาของผู้ประเมินเหล่านี้เลยค่ะ เพราะเขาช่างเต็มไปด้วยอัตตาและความไม่รู้(แต่ทำเป็นรู้ดี) เราก็มุ่งมั่นทำความดีนี้ต่อไป และค่อยๆสร้างเนื้อเยื่อแห่งความดี บ่มเพาะให้แผ่ขยาย มีเครือข่ายได้กว้างไกล อย่าให้การประเมินแบบไร้จิตวิญญาณอย่างนี้มาเป็นตัวถ่วงพลังของเราเลยค่ะ
เป็นกรรมสาธารณะของประเทศชาติค่ะ
สวัสดีค่ะน้องคุณครู ป.1
สวัสดีค่ะครูคิมมาทักทายตอนเที่ยงวัน
ขอให้มีความสุขนะคะ...นี้แหละค่ะอุปสรรคของคนทำงาน...
บางทีก็ทำเอาท้อนะคะ...เอกสารสำคัญ...จังเลย...
อย่าเพิ่งท้อนะคะ...สู้ๆๆๆเพื่อเด็กๆ...
สวัสดีค่ะท่านอัยการชาวเกาะ
สวัสดีค่ะน้องชายเกษตร(อยู่)จังหวัด
สวัสดีค่ะท่าน...วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
สวัสดีครับครูคิม
มาทักทายอีกรอบนะคะ
เอาดอกไม้มาฝากพี่สาว...รับไว้นะคะ...
อุปสรรค...คือแบบทดสอบจิตใจค่ะ...
มาให้กำลังใจป้าครูคิม นะคะ ประเมิน กระดาษ ทีอยู่ ทุกแห่ง ของประเทศไทย เศร้า ๆๆๆๆๆ ป้าคิม
เรื่องเหล่านี้ มาอยู่ ในหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างไร นี่คือคำถามจากคณะกรรมการ พี่สุรอกมา จากของครูคิม
พี่สุอยากจะบอกเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักการที่สั้นๆก่อนนะ คือทำความเข้าใจก่อน เพราะหลักมันมี และสามารถนำหลักนี้ไปประยุคได้ทุกกิจกรรม เห็นไหมพี่สุยังนำไป เศรษฐกิฐพอเพียงกับบล็อก ที่พี่สุเคยเขียน ในเรื่อง
ไปแอบเห็นวัยรุ่นบันทึก ก็ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงได้
ซึ่งมันจะมีหลักอยู่แค่นี้ ถ้ากรรมการเขาถาม เราก็เอาหลักเหล่านี้มาอ้างเขาเลยแล้วก็อธิบายได้เป็นฉากๆเลย ซึ่งหลักเศรษฐกิจพอเพียงมีดังนี้นะคะ
พี่สุว่าไปแล้ว ก็เอาหลักนี้ไป ดูซิว่า ตนเองก็ทำอยู่ แต่อธิบายไม่ตามหลักหรือเปล่า แต่ตามพี่สุดูกิจกรรม การกระทำ มันน่าใช้ได้นะ เอ! พี่สุจะเม้นท์อย่างไรดีนี้
1.หลัก ความรู้จักพอประมาณ (นกน้อยทำรังแต่พอตัว)ไม่เกินความสามารถของตน นั่นคือให้นักเรียนทำอะไร มองเห็นสัมผัสได้ ก็เห็นเด็กทำสวนครัวเท่าที่ตนเองเก็บเกี่ยวไว้กิน ปลูกพืชผักกินที่ใช้กินได้ในชีวิตประจำวันหรือเปล่าหละ และกิจกรรมเหมาะกับทุน หรือแรงงานของเด็กหรือเปล่า ทำแล้วได้ใช้ยั่งยืนด้วย
การปลูกข้าวโพด แปรรูปข้าวโพด นำใบกาบ รากแกน มาทำประโยชน์ ก็ใช่ แต่นำมาใช้เสริมในชีวิตประจำวันไดไหมหละ ปลูกแต่ข้าวโพด ล้นตลาดเสียราคา
อย่างน้อยรู้จักปลูกพืชเล็กๆน้อยๆ หรือเลี้ยงปลาที่ไม่เกินความสามารถของเด็ก
2.หลักการมีเหตุมีผล ที่ให้นักเรียนทำไป เพื่ออะไร เพื่อให้รู้จักการรู้จักปลูกพืชผักสวนครัว เอาไว้เลี้ยงตนเอง มันจะเป็นการประหยัด แถมปลอดสารพิษถ้าเหลือก็เอาไว้ขาย และเป็นการหารประสบการณ์ในการปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน และต้องตระหนักว่าทำสิ่งนี้แล้ว จะมีสิ่งหนึ่งตามมา ดีและยั่งยืน ใช้ได้ประโยชน์ตลอดไป หรือไม่ บางครั้งการปลูกข้าวโพดมันใช้เวลา และปัญหา ไม่มีที่ปลูก ต้องดูความเป็นไปได้ในวิถีชีวิตของนักเรียน พี่ก็ไม่รู้นะ ว่านักเรียนได้มีปลูกผักสวนครัวหรือเปล่า มันปลูกง่ายโตเร็ว ไม่ต้องลงทุนสูงนี่แหละหลักความพอเพียง เอาขั้นต้นที่แก้ปัญหาอาหารการกิน ต้องทำเลี้ยงตนเองเป็น ทำสิ่งเล็กๆเป็นก่อน
3.หลักมีภูมิคุ้มกัน คุ้มกันเรื่อง สุขภาพร่างกาย แข็งแรงได้ทำสวนออกกำลังกาย และถ้าเป็นภูมิคุ้มกันรายได้ นักเรียนก็รู้จักปลูกผัก ขายผัก มีรายได้ แล้วก็นำรายได้นี้มาหรือไปฝากธนาคารกองกลาง เป็นการรู้จักออมเงิน
แล้วก็ยังมีการสร้างภูมิคุ้มกันอีกหลายอย่าง ออมดิน ออมเงิน ออมน้ำ ออมป่า ออมมิตร ออมอาหาร ออมเชื้อเพลิง แล้วออมแต่ละออม จะต้องชี้ให้เขาเห็น
เช่นได้ยินว่า ครูคิมให้นักเรียนใช้ปุ๋ยชีวภาพ นั่นก็ออมดินแล้วคะ ออมเงินอีกต่างห่าง ออมสุขภาพปลอดสารพิษด้วย
ส่วนออมป่า ก็ไม่เผาไม้ทำลายป่า ออมอาหาร ก็เอาอาหารที่มีมากมาหมัก มาตากแห้ง แล้วยังต้องวางแผนเพื่อความยั่งยืนอีก การปลูกข้าวโพดแล้วแปรรูป นี่พี่ว่ามันยังไงอยู่นะ สำหรับนักเรียน
ในเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักเรียน ครูคิมมีอะไรบ้างหละคะ เด็กหนีเรียน เด็กมีปัญหาครอบครัว และที่ครูคิมให้เด็ก มีจิตสาธารณะ ข้อนี้ก็น่าจะใช่ มีทักษะในการอยู่ร่วมกันแบบธรรมาภิบาล คือโปร่งใส ตรวจสอบได้ ว่าไป ว่าไป ใครจะมาอ่านหละนี่ อ่านแค่ 2 คนนะ พี่สุช่วยคิดเฉยๆหรอก เพราะคิดว่ากรรมการตาถั่ว ดูแต่เอกสาร เนี่ยอย่างนี้ จึงจะเห็นแต่ผักชีโรยหน้า ไม่ได้พบความจริง พี่สุรู้แหละ ว่าครูคิมตั้งใจสูงและวางแผนดี ไม่น่าถูกเขาไม่สนใจ
อีก 2 ข้อแถมคือ ความรู้ ควบคู่คุณธรรม พอมองเห็น ครูคิมพานักเรียนทำอยู่แล้ว ตามกิจกรรมที่ผ่านมา
OK เป็นภาษอังกฤษไปอีก ครูคมสอนภาษาอังกฤษใช่ไหมคะ เขาคงจะว่า ครูคิมทำสวนไม่เป็นหรอก น่าตาไม่ให้ แต่ใจสู้เฉยๆ คริ คริ ตะแนว แปวววใครจะอ่านหละนี่