วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓  ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ นั่งล้อมวงกันถามสารทุกข์สุกดิบ  และผลัดกันเล่าประสบการณ์ของการปิดภาคเรียน  โดยเริ่มที่ครูเล่าก่อนเป็นการนำทางพร้อมกับประสบการณ์ แนวคิด และบทสรุป ทำให้ทราบว่านักเรียนส่วนมากมีโอกาสไปทำงานรับจ้างหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัวเป็นต้นว่า

        คนแรกเล่าว่า "ได้ไปรับจ้างแบกสับปะรดขึ้นรถบรรทุก ๑ คันรถได้ค่าจ้าง ๖ คนต่อ ๑๕๐๐  บาทเฉลี่ยคนละ ๒๕๐ บาท   ประสบการณ์ที่ได้คือความอดทนต่อเพื่อนกินแรง ได้เรียนรู้การเอารัดเอาเปรียบและไม่จริงใจ  เป็นงานหนักแต่คุ้มกับเวลาเพราะไม่นานก็สามารถทำได้เสร็จรวมแล้วได้ค่าจ้าง ๒๕๐๐  บาท แบ่งให้แม่ ๒๐๐๐ บาทนอกนั้นนำไปซื้อรองเท้ากีฬาและกระเป๋าใส่หนังสือ"

        คนต่อมาเล่าว่า "ได้ไปรับจ้างเฝ้าโต๊ะสนุกเก่อร์ให้พี่สาว มีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายและอดทนต่อการนอนดึก   ได้พบเจอแต่คนขี้เมา  สูบบุหรี่  คนที่มีนิสัยก้าวร้าว พูดจาไม่สุภาพ  และส่งเสียงเสียงดังโวยวาย ท้าตีท้าต่อย และไม่ควรเอาอย่างคนเหล่านี้ ก่อนเปิดเรียนพี่สาวให้ค่าจ้าง ๕๐๐  บาท  นำเงินไปให้แม่ทั้งหมด"

         กลุ่มนี้มีจำนวนอีกหลายคนช่วยกันเล่าว่า "ได้ไปรับจ้างขุดบ่อสำหรับปุ๋ยหมัก  และบรรจุปุ๋ยลงถุงได้ค่าจ้างวันละ ๒๐๐ บาท มีความรู้สึกเหนื่อยและเป็นงานที่หนักมาก  ได้เห็นแบบอย่างของคนที่ไม่มีงานทำเนื่องจากเขาเรียนมาน้อยเพราะเป็นคนไม่ตั้งใจเรียนก็จะได้ทำงานหนักประเภทนี้ ส่วนเงินที่ได้บางคนนำมาให้แม่ หรือให้ยายทั้งหมดไม่เคยเก็บไว้เอง  บางคนก็เก็บไว้ใช้เองเพียงเล็กน้อย"

        คนหนึ่งนั้นพ่อและแม่ทำงานรับเหมาก่อสร้าง  จึงไปช่วยพ่อแม่ คิดว่าเหนื่อยหรือเป็นงานหนัก รู้สึกมีความภูมิใจที่ได้เรียนรู้จากที่พ่อสอนให้ช่วย  โดยพ่อแม่บอกให้ช่วยทำอะไรก็ทำตาม  ตอนกลับแม่ให้เงินมา ๒๐๐๐  บาทได้มอบไว้กับยายทั้งหมด

        แต่คนนี้เล่าว่า "ไปช่วยพ่อซื้อเหมาผลไม้ ปีนเก็บผลไม้และนำผลไม้ไปเร่ขาย  หากว่างจากการขายผลไม้ก็ไปรับจ้างขุดหลุมปลูกกล้วย  ได้รับรู้ว่าพ่อรัก  เพราะวันหนึ่งพ่อถามว่า"เหนื่อยไหมลูก  ค่อย ๆ ทำไปหากทำบ่อย ๆ ก็จะเกิดการเคยชินไม่ได้รับเงินจากพ่อเพราะเงินทุกบาททุกสตางค์พ่อนำมาให้แม่ทั้งหมด  ประสบการณ์ที่ได้ทำให้พบคนหลายประเภทส่วนมากอยากได้เยอะ ๆ และต่อราคา  วันไหนขายดีไม่นานก็หมด  ถ้าขายไม่ดีก็ขับรถไปขายยังที่อื่น ๆ แต่ก็ขายหมดและมีกำไรทุกวัน"

       นักเรียนหญิงทั้งชั้นมี  ๔ คนและมีเพียง ๑ คนที่ไม่เคยช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงิน  เพราะติดตามพ่อแม่ไปทำงานโรงงานที่กรุงเทพ  แต่ละวันนอนดูโทรทัศน์รอพ่อแม่ที่บ้านเช่า  บางวันก็ขอเงินพ่อแม่ไปเที่ยวห้างใกล้ ๆ ที่ทำงานของพ่อแม่  ตอนกลับบ้านพ่อแม่ให้เงินมา ๓๐๐๐  บาทนำเงินมาให้ยายเป็นค่าใช้จ่าย ๒๕๐๐ บาทและเก็บไว้ใช้เอง ๕๐๐  บาท

        คนหนึ่งเล่าว่า "ได้ไปช่วยแม่ขายข้าวโพดต้มที่รังสิต  วันที่ขายดีก็ได้กลับที่พักรวดเร็ว  วันขายไม่ดีก็อาจกลับดึก  ประสบการณ์ที่ได้รับ  ได้พบเห็นคนมากหน้าหลายตา  คนซื้อที่อยากได้ของมาก ๆ และตำหนิว่าข้าวโพดอ่อนบ้างแก่บ้าง  ต่อรองราคาอยากได้แถมบ้างหรือลดราคาบ้าง  รู้สึกสงสารและเห็นใจพ่อแม่ที่ทำงานหนัก  ไม่มีเวลาพักผ่อน  ก่อนเปิดเรียนพ่อพามาส่งให้อยู่กับคุย่าและให้เงินไว้กับย่า  ๓๐๐๐ บาท"

      นักเรียนหญิงอีกคนบอกว่า" ไม่มีโอกาสออกไปนอกบ้าน  เพราะที่บ้านเป็นร้านขายของต้องช่วยพ่อแม่ขายของและดูแลน้อง ๆ ที่ยังเล็ก  ประสบการณ์ที่ได้รับคือต้องทำงานว่องไว  คนมาซื้อของบางคนก็จ่ายเงินสดบางคนก็จ่ายเงินเชื่อ  และเชื่อแบบทับถม  เปิดเรียนแม่ให้ตังค์มาใช้จ่ายเป็นรายวัน"

       คนสุดท้ายเล่าว่า "ไปช่วยพ่อแม่เลี้ยงน้องที่บ้านพักคนงานก่อสร้าง  ทำงานบ้าน ซักผ้าและทำอาหารรอพ่อแม่  ประสบการณ์ที่ได้รับเห็นผู้ชายและผู้หญิงทุกวัยดื่มสุรามึนเมา  พูดจาไม่สุภาพ และเห็นพ่อแม่รวมทั้งคนงานอื่น ๆ ทำงานหนัก  เมื่อเงินออกทำให้ได้รับน้อยเพราะเบิกเถ้าแก่มาใช้ก่อน" 

       สุดท้ายนักเรียนช่วยกันสรุปว่า "การทำงานแม้จะหนักและเหนื่อยเมื่อวันเวลาผ่านไปก็หายไปไม่รู้สึกเช่นนั้นอีก  ถือว่าประสบการณ์เป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่  ได้เห็นความแตกต่างของผู้คน  ต้องรู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนควรจดจำเป็นเป็นแบบอย่าง  และมีความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยพ่อแม่ทำงานและรู้ว่าตัวเองทำตัวมีคุณค่า

       นักเรียนมีความสุขทุกครั้งหากได้นั่งล้อมวงกันเล่าเรื่องและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตั้งใจช่วยกันสรุป มีความพอใจที่ครูนำข้อสรุปของทุกคนมาเรียบเรียงรวมเป็นข้อความเดียวกัน  และเสนอให้ครูนำไปเขียนเล่าผ่านบล็อกโดยตั้งชื่อว่า "คุณค่าของของนักเรียน"