"มหาชัยจะจมทะเล"

เคยได้ยินคำว่า คะยอ ไหม

 และเคยรู้จักไซนั๊ม กับ ตังนั๊ม

และไซฮวง กับตังฮวงบ้างไหมคะ

สองพี่น้องคนละสาย มาคนละทิศ และมาเจอกัน

ที่ดอนเคย เหตุเกิดที่ทะเลกาหลง อ.เมือง

จ.สมุทรสาคร รหัสไปรษณีย์ 74000 ค่ะ

 

เสียงเพลงดังขึ้นในหัวใจคนรักทะเล "ฝั่งทะเลมีคลื่นลม...ละลอกคลื่นลมซัดฝั่งซ่า..เสียงคลื่น ครืนครื๊นครืน ไล่คลื่นมา เหมือนหนึ่งอาทิตย์คราลาจาก จำพรากจากดวงใจ....."

ก่อนที่เมืองสมุทรสาครก็ถูกฟันธงว่า................

"มหาชัยจะจมทะเล"

โดยดร.สมิทธ ธรรมสาโรจน์.... ข่าวจากมหาชัยโพสต์ ปีที่2 ฉบับที่ 20 ประจำเดือน มกราคม 2552 ความว่า "ผมบอกได้เลย มีความเป็นไปได้สูงว่าในอีกประมาณ 15-20 ปีบริเวณกรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมทั้งสมุทรสาคร จะเกิดน้ำท่วมอย่างถาวร จากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก "

ยิ่งมาได้อ่านทบทวนบทความจากหนังสือพิมพ์ และการรายงานข่าวของศูนย์ข่าวภัยรีพอร์ต และสำนักประชาสัมพันธ์ จังหวัดสมุทรสาคร ว่า "สมุทรสาครมีสิทธิ์ เจอสตรอมเซิร์จในปีหน้า คือปี 2552 ด้วยแล้ว......ยิ่งชวนให้หวั่นไหวได้เช่นกัน..สละสิทธิ์ได้ไหมค่ะท่านดร. สมิทธ ธรรมสาโรจน์..

สำหรับการเกิดสตรอมเซิร์จต้องอาศัยองค์ประกอบในการเกิดอันมีสาเหตุมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลในมหาสมุทรร้อนขึ้น ก่อให้เกิดพายุหมุนบ่อยครั้งขึ้น และลมพายุมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมและอุณหภูมิน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 26.5 องศาเซลเซียส อากาศเหนือท้องทะเลใกล้เส้นศูนย์สูตร ลอยตัวสูงขึ้น เกิดการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วของน้ำทะเลที่ระเหยขึ้นไป การพัดเข้าหากันของลมในแนวดิ่ง  และการเกิดกระบวนการดังกล่าวมักเกิดขึ้นณ บริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรเสมอ

 

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 ผู้เขียนได้มีโอกาสรับความรู้จากภูมิปัญญาระดับผู้บริหารโรงเรียน นายทรงศักดิ์ บุญเทียมผู้อำนวยการโรงเรียนสหกรณ์นิคมเกลือ ผู้ถือกำเหนิดจากสายเลือดน้ำเค็มที่หมู่บ้านทะเลกาหลง อ.เมืองสมุทรสาคร เมือง ที่ใครๆก็เรียกขานดินแดนแห่งนี้ว่า เมืองมหาชัย และเป็นเมืองที่ถูกทำนายว่าจะจมทะเล ภายใน 15-20 ปี การสนทนาในครั้งนี้ ผู้เขียน ได้ความรู้จากการสนทนาหลายประเด็น

โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับป่าโกงกาง สภาพป่า ธรรมชาติเดิมที่ท่านเกิดมาก็เห็นจนชินว่ามันเป็นอย่างนี้มานานมาก แล้วที่แผ่นดินถูกทะเลกวาดลงทะเล และตื้นขึ้นมา สลับกันไป แต่ดูเหมือนว่าระยะหลังแผ่นดินจะหายไปโดยไม่ได้คืนมาเหมือนเดิม และน้ำทะเลก็รุกเข้ามา หากไม่สังเกตก็จะไม่รู้ว่ามันคือภัยเงียบที่รอวันฮึกโหม กระหน่ำ กระชากดินลงทะเล รวมทั้งเรื่องราวของคะยอ และสองพี่น้องคนละตระกูลไซนั๊ม และตังนั๊ม ไซฮวง และตังฮวง

จากการสนทนาระหว่างนายทรงศักดิ์ บุญเทียม กับผู้เขียน

สรุปความรู้จากการสนทนาได้ดังนี้

มารู้จักคำต่อไปนี้ก่อน

ท่านทรงศักดิ์  บุญเทียมได้อธิบายไว้ดังนี้

1."ตัง" หมายถึงทิศตะวันออก

2."ไซ" หมายถึงทิศตะวันตก

3."นั๊ม" หมายถึงน้ำ

4."ฮวง" หมายถึงลม

       ไซฮวงคือลมที่พัดไปทางทิศตะวันตก

       ตังฮวงคือลมที่พัดไปทางทิศตะวันออก

      แต่เป็นลมที่พัดแบบเฉียงๆ เนื่องเพราะการปะทะของลมกับสิ่งกีดขวาง

      ตังนั๊ม จึงหมายถึงน้ำที่ไหลไปทางทิศตะวันออกโดยมีลมเป็นตัวนำพา เรียกลมนี้ว่าตังฮวง ทั้งลมและน้ำทำให้เกิดเป็นคลื่นที่พัดเข้าฝั่งแบบเฉียงๆ พร้อมทั้งนำคะยอมาด้วย

     ส่วนไซนั๊ม นั้นหมายถึงน้ำที่ไหลไปทางทิศตะวันตกโดยมีลมเป็นตัวนำพา เรียกลมนี้ว่าไซฮวง และทำให้เกิดคลื่นที่พัดเข้าฝั่งแบบเฉียงๆ พร้อมนำคะยอเข้ามายังฝั่งเช่นเดียวกัน

สรุปความรู้ที่ได้

1.ดินที่ถูกคลื่นซัดเข้าหาฝั่งแบบทีเล่ามาแล้วชาวบ้านเรียกว่าคะยอค่ะ

2.ลักษณะของคะยอจะเหมือนกับดินขี้เลนที่เอามากวนเล่นกับน้ำจนเหนียวข้นคลักและเมื่อตักหยดลงบนผืนดินสังเกตดูมันจะตั้งตัวเป็นรูปร่างเหมือนหอยสังข์ที่ตั้งปลายแหลมขึ้น ใครเคยหยอดทรายเล่น ก็คล้ายกัน แต่ต่างกันที่สี สีของคะยอจะดำมืด ดูเหมือนจะเหนียวตามแรงคลื่นที่ม้วนกวนดินที่มันซัดกระแทกออกไปสู่ทะเลให้กลับเข้าฝั่งมาเป็นก้อนกลมๆลูกแล้วลูกเล่า มารวมตัวกันเกิดเป็นผืนดินลักษณะคล้ายแหลมยื่นลงไปในทะเล และจะเริ่มแห้ง จนสามารถวิ่งเล่นได้  และเด็กๆแถวชายทะเลโคลนก็จะเริ่มตั้งทีมฟุตบอลได้ในช่วงเดือนแห่งเทศกาลสงกรานต์

3.คะยอจะเกิดขึ้นราวเดือนมีนาคม - เมษายน ของทุกปี

4.ในเดือนดังกล่าวจะมีลมหอบเอาคะยอเข้ามาชาวบ้านเรียกลมนี้ว่าไซฮวง  และ ตังฮวง 

และเรียกชื่อน้ำที่ถูกลมพัดมากันนี้ว่าไซนั๊มและตังนั๊ม 

 5.ผลพลอยได้ของการเกิดคะยอทำให้ชาวบ้านได้เคย (เอามาทำกะปิ มีลักษณะคล้ายกุ้งฝอยตาดำ ตาโตๆ เอามาทำกะปิ เรียกว่าเคยตาดำ)  อิอิ..ครูต้อยเคยแต่ตาแดง..ฮา

6.และเมื่อวันเดือนผ่านไป ลมเปลี่ยนทิศทางก็จะพัดเอาผืนดินอันเกิดขึ้นจากคะยอ กลับลงทะเลไป..อ้าวให้แล้วยังเอาคืน มิน่า ไอ้จุกมันชอบร้องไห้กับแม่เวลาพามาโรงเรียนว่า เอาคะยอๆ "ไอ้เรารึก็ไม่เข้าใจ หันไปปลอมแล้วก็ยอ..ยอเด็กน้อย ยอแล้วยอเล่า เด็กน้อยก็ไม่เงียบสักที จนแม่เด็กน้อยเดินกลับมาพร้อมฝักโกงกาง ...5+

เสียงร้องจึงเงียบกริบ ฮึ...จะเอาคะยอ หรือจะเอาฝักโกงกาง...แม่บอกแล้วไงปีหน้ามันมาเอง...เอ็งไม่ต้องร้อง รู้ไหม เดี๋ยวมันก็กลับมาเอง ตอนนี้เอ็งต้องเรียนหนังสือก่อน อยู่บ้านเอ็งก็ไม่เห็นมันหรอก มีแต่น้ำ....ว่าแล้วแม่ของเด็กน้อยก็หันมามองหน้าผู้เขียนๆก็ต้องยิ้ม แบบไม่เข้าใจอิอิ....อะไรคะยอ คะหยอก

7.วันนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมคะยอกลับมาทุกปี และทำไมคะยอหายไป คะยอมาเดี๋ยวเดียว แล้วจากไป หลายปีผ่านมาคะยอมาแล้วรวมตัวกันสูง มาก บางครั้งสูงถึง 2 เมตร และอยู่นานๆ จนกลายเป็นส่วนโค้ง ส่วนเว้าที่งดงามตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนี้ แม้จะมีคะยอก็ไม่ทันได้แข็งตัวดี จนเป็นผืนดินใหม่เหมือนเก่า ก็จะถูกคลื่นลมและน้ำมาเอาคืนไป กัดและเซาะวันเซาะคืน และหายไป

8.การเกิดของคะยอ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการละเล่นของท้องถิ่น ความงดงามของความรัก ความสามัคคีที่ก่อเกิดจากการร่วมกิจกรรมของคนในหมู่บ้านกำลังจะศูนย์หายไปเพราะคะยอเริ่มจากไป กระนั้นหรือ

สิ่งที่ผู้เขียนคิด

1.ทำไมเมื่อคะยอเกิดจึงไม่เร่งปลูกป่าลงไป ปักดำไม่ยาก กว่าลมจะเปลี่ยนทิศโกงกาง แสม และพันธุ์ไม้ทะเล ที่หลากหลาย ก็ฝังรากลึกลงไปแล้ว

คำตอบที่ได้ก็คือดินมันเกิดเองทุกปี เดี๋ยวมันก็ปีๆ แล้วไงปีนี้คะยอไม่มา คะยอมาน้อย แล้วดินมาจากไหน จึงมีดินให้ตักขายๆ

2.เหตุใดจึงไม่มีใครคิดว่า วันหนึ่งจะไม่มีคะยอให้รู้จัก ไม่มีส่วนที่ยื่นลงไปในทะเล มีแต่ส่วนเว้าๆ แหว่งๆเข้ามา ไม่มีสนามฟุตบอลรูปคล้ายแหลมให้เด็กน้อยวิ่งเล่นแล้ว ไม่มีการไสเคย ไม่มีกีฬาแข่งกันไสหอย เก็บหอย ล้วงหอย 

 หอยพิม หอยที่มีอยู่ที่นี้ ที่สมุทรสาคร แห่งเดียวของประเทศไทย

3.การถอยหนีเข้าฝั่ง ของประชาชนไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีแน่

4.การตักดินออกไปจากพื้นที่เพราะเป็นรายได้หลักหลังจากกุ้งกุลา ลาตาย มีมากกว่าการเกิดและสั่งสมดินคะยอที่มากับน้ำทะเล แปลว่าดินเกิดไม่ทัน แต่ก็ยังตักออกไปขาย ยิ่งขุดลึกลงไป ดินยิ่งเกิดการไหลเคลื่อนตัวแทน เกิดการแทนที่มากเท่านั้น ส่งผลให้ผืนดินต่ำลงโดยไม่มีใครฉงน เพราะเข้าใจว่าคะยอยังมา และมาตอนนอนหลับ...

4.ชาวบ้านขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง และผลกระทบจากโลกร้อน ทางการให้ความรู้ช้าไปใช่ไหม วงการครูเร่งให้ความรู้ จนอ่อนใจ แต่ปากต่อปากก็ยังสร้างความฉงนให้ใครต่อใครได้หันมาร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหา และลุกสู้เพื่อเติมเต็มให้กับผืนแผ่นดินไทยที่สมุทรสาคร ด่านแรก ก่อนน้ำทะเลจะไหลล้นเอ่อเข้ากรุง.....คงไม่เหมือนสภาพคนทางจังหวัดเข้ากรุงแน่เลย เพราะคนต่างจังหวัดเข้ากรุงนั้น เข้าไปเอาความรู้ แล้วกลับเอาความรู้ไปพัฒนาบ้านของตน

5.มีเหตุ...บอกเหตุมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปีแล้ว

ท่านรับทราบแล้ว ท่านคิดอย่างไร กับคะยอ...โปรดแสดงความคิดเห็น มาขายฝันแบบไม่ได้สตางค์ และไม่เสียสตางค์ กับครูต้อยดีกว่า เอิ๊กๆ..

นายทรงศักดิ์ บุญเทียม

ผู้อำนวยการโรงเรียนสหกรณ์นิคมเกลือ

สพท.สมุทรสาคร

ภูมิปัญญา เรื่องคะยอ ไซนั๊ม กับ ตังนั๊ม และไซฮวง กับตังฮวง ผู้ให้ความรู้

 

 

โปรดติดตามบทความต่อไปเรื่อง เส้นแบ่งแดนระหว่างน้ำเขียว กับน้ำขุ่นจากบทสัมภาษณ์ นายทรงศักดิ์ บุญเทียม ผู้อำนวยการโรงเรียนสหกรณ์นิคมเกลือ สายเลือดลูกน้ำเค็ม ผู้เต็มไปด้วยประสบการณ์อันทรงคุณค่า   ขอบคุณค่ะ