อ่านด้วยความเกรงใจ เดี๋ยวกลัวพี่โอ๋จะถามว่าเป็นอย่างไร ?? แล้วจะตอบไม่ถูก

เมื่อสองวันก่อนพี่โอ๋นำหนังสือ "พรอันสูงสุด" (The Ultimate Gift โดย จิม สโตวอลล์ และ SIHM แปล) ของคุณเอื้อมาให้อ่าน หลังจากพี่โอ๋และลูกชายทั้งสามได้อ่านจบแล้ว เลยส่งต่อมาให้ผู้เขียน (ลูกสาวอีกคน-อิ อิ)

เริ่มอ่านด้วยความเกรงใจ เดี๋ยวกลัวพี่โอ๋จะถามว่าเป็นอย่างไร ?? แล้วจะตอบไม่ถูก.. แต่พออ่านบทนำและบทแรกก็วางไม่ลงเลย ได้ข้อคิดมากมายจนบรรยายแทบไม่ถูก อีกทั้งเรื่องราวดำเนินไปอย่างลุ้นและน่าติดตามกับเงื่อนไขและภารกิจสำหรับพรอันสูงสุดแต่ละข้อในแต่ละเดือนเป็นเวลาตลอดปี หากไม่สำเร็จ เขาก็จะไม่ได้รับมรดกดังเช่นคนอื่น ๆ

 โดยปรกติขอบอกตามตรงว่า ผู้เขียนชอบอ่านหนังสือโดยเริ่มอ่านเรื่อย  ๆมาจากข้างหลัง ดังนั้นจึงเป็นคนที่ชอบพลิกดูบทจบก่อนว่าเป็นอย่างไร (หากไม่ถูกใจก็อาจวางมือกลางคัน -ประมาณนั้น) เล่มนี้ดูเหมือนจะเป็นเล่มแรกที่ไม่ได้เปิดดูตอนจบ แต่อยากจะอ่านไปลุ้นไปว่า"เขา" จะผ่านพ้นพรแต่ละข้อและสุดท้ายจะได้รับมรดกล้ำค่าหรือไม่??? ซึ่งผู้เขียนไม่ขอบรรยายเนื้อเรื่องแต่อยากจะบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้กับ "พรอันสูงสุด" ในแต่ละข้อ

เริ่มจาก

  • พรแห่งการงาน สอนให้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าและความสุขจากการทำงาน โดยเฉพาะความสุขที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ซึ่งนำมาสู่ความสุขอย่างแท้จริง และเมื่อใดที่เราเข้าใจ การพักผ่อนก็จะกลายเป็นรางวัลของการทำงานหนัก ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการทำงาน
  • พรแห่งเงินตรา เรียนรู้ถึงค่าของเงินแม้เงินจำนวนเพียงเล็กน้อยสำหรับบางคน แต่ยังมีอีกหลายคนที่สำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งในชีวิต เงินเปรียบเสมือนเครื่องมือ เป็นได้ทั้งพลังในทางที่ดีและทางที่ชั่ว และเงินทั้งหมดในโลกไม่สามารถซื้อเวลาได้
  • พรแห่งการมีเพื่อน คำว่า "เพื่อน" ไม่ใช่เป็นคำที่ถูกใช้อย่างง่าย ๆ และพร่ำเพรื่อโดยไม่รู้ความหมาย แต่มันคือ ความผูกพัน การแบ่งปัน มิตรภาพ
  • พรแห่งการเรียนรู้ แม้คนที่ไม่มีทรัพย์สมบัติใด ๆ แต่มีไฟปรารถนาและหิวกระหายที่จะเรียนรู้นั้นเป็นคนมั่งคั่ง
  • พรแห่งปัญหา ได้เรียนรู้ว่า อุปสรรคไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการเผชิญหน้าสิ่งท้าทาย เมื่อใดที่มองปัญหาด้วยจิตรารมณ์แห่งความรัก ก็จะตระหนักว่ามีการออกแบบที่ยิ่งใหญ่สำหรับโลกใบนี้ และปัญหาที่พบก็คือบทเรียนที่ออกแบบมาสำหรับสอนคุณให้เป็นคนที่ดีขึ้น และถ้าเราไม่เคยได้เผชิญกับปัญหาเล็ก ๆ พอเจอปัญหาใหญ่ขึ้นเพียงนิดเดียวเราก็อาจล้มได้ เมื่อใดที่เราเข้าใจข้อนี้เราก็จะใช้ชีวิตไม่หลีกหนีปัญหา แต่พร้อมที่จะเผชิญหน้าเหมือนเป็นส่งท้าทายทำให้เราแกร่งขึ้น และสามารถเป็นผู้ชนะได้ในอนาคต
  • พรแห่งครอบครัว ได้เรียนรู้ว่า ครอบครัวที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความรัก กลุ่มคนสามารถกลายเป็นครอบครัว เมื่อพวกเขาเติมความรักในความสัมพันธ์ระหว่างกัน หากปราศจากความรักครอบครัวก็เป็นเพียงกลุ่มคนที่อยู่ในสายตระกูลเดียวกันเท่านั้น
  • พรแห่งการหัวเราะ การหัวเราะเปรียบเสมือน "ยาวิเศษ" เมื่อไรก็ตามที่เราสามารถหัวเราะได้แม้ในยามวิกฤต ก็จะมีความสุขไปตลอดชีวิต และจะเริ่มรู้สึกถึงความรักที่ชีวิตเสนอให้อย่างแท้จริง
  • พรแห่งความฝัน ไฟแห่งความปรารถนา ความฝัน และเป้าหมายของเรา ล้วนเป็นการแสดงออกมาภายนอกของความรักที่มาจากภายใน และนักฝันที่ยิ่งใหญ่ แม้พบกับอุปสรรคและความล้มเหลว ก็จะดำเนินไปไม่หยุดหย่อนเติบโตและพัฒนากว้างไกลขึ้นเรื่อย  ๆ เมื่อบรรลุถึงความฝันอย่างหนึ่ง ความฝันอีกอย่างหนึ่งซึ่งงดงามยิ่งใหญ่กว่าเดิมก็จะผุดขึ้นมาอีก
  • พรแห่งการให้ บางคนอาจคิดผิดว่า การให้บางอย่างออกไป คนที่เราให้จะเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นและตัวเองก็อาจมีน้อยลงกว่าเดิม หรือยิ่งให้น้อยคุณยิ่งมีมาก แต่ความจริงแล้วมันตรงกันข้าม ยิ่งคุณให้มาก คุณก็จะมีมาก การมีมากทำให้เกิดความสามารถที่จะให้ และการให้ก็ทำให้มีมากขึ้น และเมื่อคุณให้ไปด้วยความรัก ทั้งผู้ให้และผู้รับก็จะมีมากกว่าเมื่อตอนเริ่มต้น
  • พรแห่งความกตัญญู สอนให้เราตระหนักและสำนึกกับชีวิตและสิ่งรอบ ๆ ข้างแม้สำหรับสิ่งที่เล็กน้อยมากก็ตาม
  • พรแห่งชีวิตประจำวัน ทำให้เรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต เพื่อที่จะดำเนินชีวิตแต่ละวันให้เต็มที่ และหากเราเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้เต็มที่ได้ ชีวิตของเราก็จะมั่งคั่งและมีความหมาย
  • พรแห่งความรัก ความรักคือสมบัติที่เราไม่สามารถหาซื้อได้ ทางเดียวที่จะเก็บรักษาไว้ก็คือต้องมอบความรัก และเมื่อเรารักใครจริง ๆ ความรักของเราทำให้เราเองเปลี่ยนเป็นคนละคน และทำให้คนที่เรารักเปลี่ยนเป็นคนละคนด้วย
  • "พรอันสูงสุด" ในแต่ละข้อ ที่ผู้เขียนได้เรียนรู้ เป็นพรที่เราสามารถได้รับ โดยไม่ต้องแสวงหาหรือร้องขอจากที่ใดเลย แต่เกิดจากผลการปฏิบัติของตัวเรานั่น บางข้ออาจจะช้า เร็ว หรือเห็นผลทันตา  เอ๊ะ ! ถูกหรือเปล่า ???

    อีกทั้งบทนำที่ผู้เขียนชอบมาก ขอนำมาเก็บไว้ในบันทึกดังนี้

    มนุษย์มิอาจเลือกเกิดตามใจกำหนด
    ...มิอาจเลือกตายตามใจปรารถนา
    ...มิอาจยืดกาลเวลาตามใจต้องการ

    ต่อหน้าชีวิต และวันเวลา
    เขาพบตนเองตัวเล็ก และไร้อำนาจ
    ...มิอาจโต้แย้ง หรือต่อรอง
    ชีวิตและวันเวลา
    เป็นสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่จะบรรจุไว้ในมือมนุษย์
    มิใช่สมบัติส่วนตัวที่มนุษย์เป็นเจ้าของ
    แต่...เป็นพรประทานจากเบื้องบน

    ในวันนั้นที่เขาก่อเกิดเป็นตัวตน
    เขาหลับสนิทในความมืด...ไม่รู้เรื่องราว และความเป็นมา
    ลมหายใจ...ของขวัญชิ้นแรกจากสวรรค์ ปลุกเขาให้มีชีวิต
    แม้จะแตกต่าง และไม่เท่ากันในสิ่งที่มี
    แต่...ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใน
    เขามั่งคั่งด้วยศักยภาพ เพียงพอที่จะก้าวไปอย่างสร้างสรรค์

    ชีวิตจึงกลับเป็น "พรอันสูงสุด" ที่มนุษย์ได้รับ
    พร้อมกับเสียงเรียกเชิญจากเบื้องบน ให้ก้าวเดินในกาลเวลา
    ...เติบโต และให้ดอกผลตามฤดูกาล แก่ผืนแผ่นดิน
    จนกว่าจะถึงวันนั้น ที่ถูกกำหนดให้ต้องโบกมือลา
    เพื่อกลับคืนสู่อ้อมแขนถิ่นกำเนิดของชีวิต

    น.สาราจิตต์