หลังจากที่ “บ้านหลังสุดท้าย” หลังนี้เสร็จ พร้อมใช้ โดยเริ่มมีผู้เข้ามาพักอาศัยและใช้บริการแล้วนั้น ชีวิตของเราก็ผกผันจากกรรมกร ชีวิตก็ต้องจรมาเป็น “สัปเหร่อ...”

ในช่วงแรกของชีวิต “สัปเหร่อน้อย” นี้ ก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ เก็บกวาด ทำความสะอาด ทั้งก่อนใช้และหลังใช้ เตรียมของ เตรียมงาน เตรียมคน และควบคุมเตาเผาศพนี้เพื่อทำให้ร่างอันไร้วิญญาณนี้เสื่อมสลายไปด้วยความร้อนแห่ง “แรงไฟ”

ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยนะที่จะทำให้ร่างกายมนุษย์นี้ย่อยสลายไปอย่างสมบูรณ์
แต่นั่นก็เถอะ... เวลาสองชั่วโมง สามชั่วโมง หรือสี่ชั่วโมง ที่ต้องอยู่กับเตาเผา และควบคุมการเผาให้เสร็จเรียบร้อยนั้น เป็นเวลาที่แสนสั้นเมื่อเทียบกับชีวิตนี้ที่ต้องเดินทางมายาวนาน

 

ชีวิตนั้นก็แค่นี้ ถึงแม้นจะยิ่งใหญ่แค่นั้นก็ไม่สามารถที่จะพ้น “ตาย” ไปกันได้...!

ชีวิตนี้ไม่ช้าก็ต้องทอดทิ้งร่างลงเหนือแผ่นดิน
ร่างกายอันไร้วิญญาณนั้นก็ต้องถูกนำมาเผาให้ปลายเป็นเถ้าถ่าน ผงธุลี

ธุลีดินนั้นย่อมมีค่า หากผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าของธุลีนั้นสรรค์สร้างประโยชน์ให้แก่ตนเอง แก่สังคมและส่วนรวม

จิตดวงหนึ่งที่ต้องทอดทิ้งร่างกายที่เสื่อมสลายร่างนี้ไป ย่อมเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย
เมื่อชีวิตยังมีชีวิต คือ กายกับจิตนี้ยังไม่แยกจากัน
ชีวิตที่แสนนั้นนี้นั้นควรเร่ง รุด ทำความดี และดำเนินชีวิตนี้ด้วยความไม่ประมาท

สำรวม ระวัง ละเอียดรอบคอบในการใช้ชีวิต แล้วชีวิตนี้จะไม่ไร้ค่า “สูญเปล่า”
ชีวิตนี้จะอุดมและพร่างพราวไปด้วยแสงไฟอันบริสุทธิ์ ประดุจดวงแก้วอันแววใส
ครั้นเมื่อต้องทิ้งร่างกายนี้ไป ความสดใสแห่งแก้วที่เจียรนัยแล้วนั้นย่อมไม่ได้ดับสูญเสียดั่งร่างกาย...

ความดีของคนย่อมส่งเสียงขรมเป็นทั่วสารทิศ
กลิ่นดอกมะลิ หรือดอกไม้ใด ๆ ไม่สามารถหอมทวนลมได้
แต่กลิ่นแห่งคุณงามความดีของสัตบุรุษนี้แล สามารถหอมหวลทวนลมได้ สามารถสิ่งกลิ่นหอมขจรกระจายไปทั่วทุกสารทิศ

ท่านทั้งหลายโปรดตั้งมั่นในความดีและการเสียสละเถิด
เมื่อถึงเวลาที่จิตนั้นต้องทอดทิ้งร่างกายนี้ กลิ่นแห่งความดีจักได้หอมฟุ้งขจรกระจายไปให้กับวิญญูชนรุ่นหลังได้รับทราบและปฏิบัติตาม

ชีวิตที่มีอยู่นั้นมีค่า ชีวิตที่จากโลกนี้ไปแล้วยังมีค่าหากดำเนินชีวิตด้วย “ความดี”
ความดี ความเสียสละ เป็นคุณธรรมคู่ชีวิต
ความดี ความเสียสละ ย่อมน้อมนำชีวิตนี้ให้พันภัยแห่งสังสารวัฏได้ทั่วกัน...