วันนี้ (๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๒) ฝนเริ่มตกตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกา ตกหนักสลับกับ “ปรอย ๆ”
เวลาฝนตกถ้าเราอยู่ในร่มเราจะรู้สึกว่า “อากาศเย็น”
เวลาฝนตกถ้าเราอยู่กลางแจ้งเราก็จะรู้สึกว่า “เปียก” และ “เฉอะแฉะ”

เมื่อตอนที่ฝนตกหนัก “ล็อตแรก (ประมาณ ๑๑ นาฬิกา) เราไปยืนติดฝนอยู่ที่หน้าห้องน้ำ
จะไปไหนก็ไปไม่ได้ จะยืนอยู่ตรงนั้นฝนก็สาด ตอนนั้นก็เลยคิดในใจว่ามีที่เดียวที่เราจะรอดจากละอองฝนที่สาดเข้ามาได้นั่นก็คือเข้าไปหลบอยู่ “ในห้องน้ำ”

แต่ทว่า... เราไม่ได้เข้าไปหลบในห้องน้ำหรอกนะ ในห้องน้ำนั้นไม่มีอะไรน่า “โสภา” เท่าใดนัก
ตอนนั้นเองก็ได้แต่ยืนรับละอองฝนพร้อมกับยืนดูสายน้ำที่หยาดหล่นลงมาจาก “ท้องฟ้า”

นับตั้งแต่เวลานั้นจนถึงเวลานี้ “ฝนก็ยังไม่หยุด” ยังตกหนักสลับเบา อาการเหมือนคนไข้ที่พอจะทุเลาแต่ไม่นานนั้นเล่าฝนก็ “กระหน่ำ” เทลงมา...

ชีวิตที่ยืนอยู่บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน อีกไม่นานชีวิตนี้คงจะได้นอนทับถมลงบนกองฟอน เพื่อระลึกย้อนธาตุทั้งสี่สู่ “พสุธา”

คนนั้นหนอเกิดขึ้นมาจากดิน มีชีวิตดำรงอยู่บนผืนดินและเมื่อดับสิ้นผืนดินนี้จักรองรับ
ความเย็น ความหนาว ความร้อนที่กายนี้ได้สัมผัส เป็นเครื่องชี้ชัดความแปรผันแห่ง “เวลา”

ยามร้อนก็แสนร้อน ยามหนานก็แสนหนาว เมื่อถึงคราวทุกข์ สุขใดเล่าจะเฝ้าดูดาย...
ยามเม็ดฝน รด ริน ร่วง สู่ผืนดิน ลมหายใจอัน รวย ระริน ได้สัมผัส
หมู่วิหคนกน้อยไร้กรรมซัด เจ้านั้นตัดความห่วงหาและอาวรณ์

หยาดน้ำทิพย์หล่นร่วง ผืนดิน
ทุกชีวิน สดชื่น ผืนฟ้า
หมู่ภมร สรรสรวง นครา
หยาดน้ำฟ้า คราทุกข์ สุดใจ

ชีวิตไร้ จุดหมาย ใดเล่า
ชีวิตเรา หยุดนิ่ง กิงกั้น
ชีวิตนี้ อยู่เพื่อ อะไรกัน
ชีวิตฉัน หลงละเมอ เพ้อไป

น้ำทิพย์ น้ำฟ้า น้ำกรรม
น้ำคำ น้ำตา น้ำใส
น้ำตก น้ำรด น้ำใจ
น้ำไพร น้ำนิ่ง น้ำธรรม...