ผมได้ร่วมงานกับท่านอาจารย์ศิริกุลหลายโอกาสด้วยกัน นับตั้งแต่สมัยที่ รองศาสตราจารย์ ดร.บุญยง เกี่ยวการค้า เป็นผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล (๒๕๔๔-๒๕๔๗) อาจารย์ก็เป็นรองผู้อำนวยการ ส่วนผมเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ อาจารย์ก็สนับสนุนให้ก่อตั้งและพัฒนาศูนย์วิจัยปฏิบัติการเครือข่ายประชาสังคมเพื่อพัฒนาสุขภาพชุมชน รวมทั้งเป็นฝ่ายวิชาการช่วยอาจารย์ดูแลโครงการจัดประชุมวิชาการประจำปี งานบริการวิชาการ กับโครงการอบรมและประชุมสัมมนาที่สำคัญ รวมทั้งเป็นที่ปรึกษางานบริหาร กรรมการ และคณะทำงานต่างๆ
ต่อมาอาจารย์ก็ได้รับเลือกสรรให้เป็นผู้อำนวยการและได้รับการเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยมหิดล แต่งตั้งขึ้นเป็นผู้อำนวยการหญิงคนที่ ๒ ของสถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน หรือสถาบันพัฒนาสุขภาพในปัจจุบัน ซึ่งอาจารย์ก็ให้ความไว้วางใจ ให้ผมได้ร่วมเป็นทีมบริหารโดยเป็นรองผู้อำนวยการ (๒๕๔๘-๒๕๕๒) ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.จิราพร ชมพิกุล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วงศาวาส กับผู้ช่วยผู้อำนวยการอีก ๒ ท่าน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เนตร หงษ์ไกรเลิศ และ คุณสุมาลี อำไพรัตน์ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงานของผมที่ได้ทำงานกับอาจารย์ ได้ร่วมสร้างสรรค์และพัฒนางานต่างๆกับอาจารย์ทั้งเพื่อสถาบัน มหาวิทยาลัยมหิดล กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ได้ทำประโยชน์ ได้เรียนรู้ และได้ความประทับใจมากมายในชีวิตการทำงาน

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงศิริกุล อิศรานุรักษ์ (ยืนกลาง) ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขอาเซียน คนที่ ๕ และ ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ กับรองศาสตราจารย์ ดร.จิราพร ชมพิกุล สองรองผู้อำนวยการในทีมของอาจารย์ (๒๕๔๘-๒๕๕๒)

แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร (ซ้าย) ในฐานะผู้อำนวยการและผู้นำทีมบริหารของสถาบันชุดที่ ๖ (๒๕๕๒-๒๕๕๕) กับ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงศิริกุล อิศรานุรักษ์ (ขวา)
ผมชอบให้ความสนใจเรื่องพลังชีวิตและพลังการเรียนรู้ของมนุษย์ ดังนั้น ปูมชีวิตแทบจะทุกขั้นตอนของอาจารย์ศิริกุลจึงเป็นศูนย์กลางความสนใจสำหรับผมเหมือนกับการได้อ่านหนังสือที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าตื่นเต้น บันทึกนี้จึงเป็นการถ่ายทอดบทเรียนรายทางที่ผมได้จากอาจารย์อย่างครูพักลักจำ
พื้นเพอาจารย์เป็นคนจังหวัดนราธิวาส ซึ่งในยุคที่อาจารย์ก่อเกิดเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีก่อนนั้นต้องถือว่าเป็นชนบท หลายแห่งยังเป็นพื้นที่สีชมพูไปจนถึงสีแดง แต่ด้วยความเป็นคนเรียนเก่งก็ทำให้อาจารย์สามารถข้ามทุ่งมาจากชนบทเมืองนราธิวาสเข้ามาเรียนจนจบแพทยศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็นับว่าเป็นเดี่ยวมือหนึ่งมากแล้ว ทว่า ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น
หลังจากจบแพทย์ อาจารย์ก็ได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุข ต่อมาก็ขึ้นไปเป็นหมออยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเหนือของประเทศ และต่อมาก็ได้รับเลือกให้มาเป็นเลขานุการของผู้บริหารระดับอธิบดีของกระทรวงสาธารณสุข จากนั้นก็มาเป็นอาจารย์ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วก็นำเอาประสบการณ์ทั้งหมดมาใช้ทำงานอยู่กับพวกเรา ขึ้นเป็นผู้อำนวยการต่อจาก รองศาสตราจารย์ ดร.บุญยง เกี่ยวการค้า แล้วก็ได้รับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน เส้นทางชีวิตของอาจารย์จึงช่างมีพลังแห่งความเติบโตงอกงาม ดีงาม และเป็นไปเพื่อร่วมสร้างประโยชน์สุขแก่ผู้คนอย่างกว้างขวางอยู่ตลอด

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงศิริกุล อิศรานุรักษ์ นอกจากเป็นครูอาจารย์ทั้งของศิษย์ชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาจากภูมิภาคต่างๆทั่วโลกแล้ว อาจารย์เป็นผู้มีความอ่อนน้อมและกตัญญูู เป็นผู้บริหารที่ผสมผสานวัฒนธรรมที่ดีของสังคมไทยให้สืบทอดเข้าสู่องค์กรสมัยใหม่ ในภาพ : อาจารย์ริเริ่มนำชาวสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน จัดงานแสดงมุทิตาจิตแด่คณาจารย์อาวุโสของสถาบัน ๔ ท่าน โดยเชิญให้ทุกท่านมาบรรยายถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่ชาวสถาบันและเลือกสรรค์ผลงานตีพิมพ์เผยแพร่เหมือนกับเป็นการส่งไม้ต่อให้แก่คนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย ศาสตราจารย์นายแพทย์ ดร.กระแส ชนะวงศ์ (หมอแมกไซไซ) รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงเยาวรัตน์ ปรปักษ์ขาม ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พันธุ์ทิพย์ รามสูต นายแพทย์จำรูญ มีขนอน อดีตรองปลัดกระทรวงสาธาารณสุข ในภาพจะเห็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงวิชาการและการพัฒนาสาขาต่างๆของประเทศและของเวทีนานาชาติ เช่น จากแถวหน้า : ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระ รามสูต อดีตอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (คนที่ ๒ จากซ้าย) พล.ร.ท.มรว.ปุสาณ สวัสดิวัฒน์ ประธานมูลนิธิเพื่อชีวิตพัฒนา (คนที่ ๕ จากซ้าย) ซึ่งมาร่วมพัฒนาโครงการวิจัยด้านผู้สูงอายุกับสถาบัน นายแพทย์พิทยา จารุพูนผล (คนแรกจากริมขวา) คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ ศิษย์เก่าดีเด่นของสถาบัน และรางวัลผู้บริหารดีเด่นระดับประเทศ ศาสตราจารย์ ดร.วีระพงศ์ ปรัชชาสิทธิกุล (คนที่ ๒ จากริมขวา) คณบดี คณะเทคนิคการแพทย์ อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น คณะวิทยาศาสตร์ และรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น Lund University ประเทศสวีเดน


แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน นำชาวสถาบันจัดงานขอบคุณให้กับ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงศิริกุล อิศรานุรักษ์ ในฐานะผู้อำนวยการคนที่ ๕ พร้อมกับอาจารย์ครบวาระเกษียณอายุราชการและขออำลาชีวิตราชการ
นอกจากได้ร่วมงานและร่วมเป็นทีมบริหารให้อาจารย์แล้ว ผมชอบเป็นนักเรียน เรียนรู้กับอาจารย์แบบครูพักลักจำด้วย ซึ่งก็ได้สัมผัสความเป็นอาจารย์ว่าอาจารย์เป็นแพทย์ อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการ ที่เป็นองค์รวมและบูรณาการหลายอย่างอยู่ในตนเอง
อาจารย์ทำวิจัยและเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาเด็กและครอบครัว ทั้งในมิติการแพทย์ สาธารณสุข จิตวิทยาสังคม การพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ รวมไปจนถึงนวัตกรรม สื่อ และเครื่องมือการทำงานพัฒนาสุขภาพที่มีความเหมาะสมสำหรับชุมชนและคนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวบ้านของประเทศกำลังพัฒนา
ผมเคยเชิญอาจารย์มาเป็นครูนั่งถ่ายทอดความรู้และพัฒนาทักษะปฏิบัติเพื่อการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวมสำหรับครอบครัวและชุมชน ในเวทีกิจกรรมชมรมชีวเกษมซึ่งผมกับชุมชนพุทธมณฑลร่วมกันทำให้เป็นเวทีเรียนรู้เพื่อพึ่งตนเองในการสร้างสุขภาพของประชาชนในทุกวันเสาร์อาทิตย์ที่กลางสนามหญ้าหน้าสถาบันพัฒนาการสุขภาพอาเซียน ก็เป็นที่ประทับใจและสร้างความซาบซึ้งให้แก่เครือข่ายชุมชนเป็นอย่างยิ่ง
หลายครั้งที่ผมได้ไปบรรยายหรือไปทำวิจัยตามต่างจังหวัด ก็มักได้เจอกับคนที่มาแนะนำตนเองว่าเป็นลูกศิษย์อาจารย์ ซึ่งมีอยู่เสมอที่จะบอกว่าอาจารย์เป็นครูและเป็นตัวแบบอุดมคติในการทำงานสำหรับเขา ซึ่งบางทีก็เป็นเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมรับฟังและต้องเดินทางตะรอนๆไปไกลๆเพื่อไปเป็นวิทยากรหรือที่ปรึกษางานวิจัยให้กับเขา เพราะผมเชื่อว่าคนมีครูนั้นจะมีพลังและแรงบันดาลใจเพื่อทำงานสู้สิ่งยากให้กับสังคมได้มากกว่าปรกติ ซึ่งในทางการศึกษานั้น ครูของผมอีกสองท่าน คือ ศาสตราจารย์นายแพทย์ ดร.กระแส ชนะวงศ์ กับรองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ นิยมค้า แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวตรงกันว่า ครูที่สอนให้คนเรียนรู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง ถือว่าเป็นครูดี แต่ครูที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนเกิดพลังชีวิตที่จะเดินออกไปเรียนรู้ด้วยตนเองต่อไปนั้น นับว่าเป็นยอดแห่งครู และผมซึ่งได้ทำงานร่วมกับอาจารย์อยู่หลายปี ก็คิดว่าอาจารย์เป็นครูอย่างหลังนี้
อาจารย์ขึ้นเป็นผู้อำนวยการของสถาบัน เมื่อสถาบันเริ่มเข้าสู่ทศวรรษที่ ๓ ซึ่งนอกจากสถาบันจะเริ่มมีความเก่าแก่เลยความเป็นวัยรุ่นแล้ว สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยก็มีความแตกต่างจากห้วงเวลาอื่นๆ ที่สำคัญคือ ถึงรอบที่คนรุ่นอาวุโสที่เคยเป็นหลักอันเข้มแข็งของสถาบันหลายคนเกษียนอายุราชการ ขณะเดียวกัน กำลังคนของสถาบันที่เป็นรุ่นถัดไปที่พอจะขึ้นมาสานต่องานในรุ่นอาจารย์กับผู้บริหารในรุ่นของอาจารย์ก็ห่างทิ้งช่วงกันไปนับ ๑๐ ปี สิ่งที่อาจารย์ต้องเผชิญอันดับแรกเลยจึงเป็นทั้งการขาดคนพร้อมๆกับที่จะต้องสร้างคนไว้ให้สถาบันเพื่อการทำงานหลายอย่างให้สืบเนื่องสู่อนาคต
นอกจากนี้ ก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล แนวนโยบายและระบบดำเนินการต่างๆจึงอยู่ในภาวะไม่แน่นอน ต้องทำไปก็พัฒนาระบบต่างๆขึ้นมาด้วย ก่อให้เกิดภาวะกดดันต่อการบริหารงานในองค์กรเล็กๆอย่างสถาบันเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความแม่นยำ เคร่งครัด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมเพื่อระดมพลังกันของชาวสถาบัน และให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมากต่อน้องๆที่เป็นผู้บริหาร ก็ทำให้อาจารย์สามารถนำการพัฒนาสถาบันให้ประสบความสำเร็จในทุกด้าน
อาจารย์นำชาวสถาบันให้ขยายบทบาทระดับนานาชาติที่สะท้อนถึงการพัฒนามาก่อนหน้านั้นมากยิ่งๆขึ้น เช่น การพัฒนาเครือข่ายนานาชาติ ในหลายกรอบ ทั้งการเป็นศูนย์ประสานความร่วมมือทางวิชาการนานาชาติเพื่อพัฒนาสาธารณสุขมูลฐานขององค์การอนามัยโลก การพัฒนาเครือข่ายสนับสนุนทางวิชาการเพื่อการดำเนินงานด้านเอดส์ในกลุ่มประเทศอินโดจีน การจัดประชุมนานาชาติเรื่อง Global Health ซึ่งทำให้ศิษย์เก่าผู้จบการศึกษาจากสถาบันจากภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ได้มาร่วมประชุม นำเสนอผลงานวิจัยและผลงานที่ประสบความสำเร็จในประเทศของตน พร้อมกับตั้งชมรมศิษย์เก่าขึ้นมาเป็นเครือข่ายนานาชาติ ตลอดจนพัฒนาการวิจัยและสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาของสถาบันรองรับการริเริ่มของคนในสถาบันอย่างกว้างขวาง นับว่าอาจารย์ได้นำความสำเร็จให้เกิดขึ้นอย่างที่สุดกับสถาบันในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดมาก
อาจารย์เป็นคนละเอียดอ่อน ใส่ใจและพิถีพิถันในรายละเอียดที่มีความหมายต่อจิตใจและผู้คนทุกระดับ มีรสนิยมที่เรียบง่าย ประหยัด ยึดถือความถูกต้องและซื่อตรง รักษาผลประโยชน์และเกียรติภูมิของราชการเป็นอย่างยิ่ง มีความศรัทธาต่อศาสนธรรมและการปฏิบัติเพื่อความดีงาม เป็นผู้นำองค์กรในการส่งเสริมความนิยมไทยและใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างมีความหมายมากเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์ใช้กระดาษหมุนเวียนทั้งสองด้าน และยังนำเครื่องพิมพ์แบบ Dot Matrix ของตนเองซึ่งเป็นเทคโนโลยีตกรุ่นไปตั้งแต่ยุคอนาล็อก มาพิมพ์งานฉบับร่างเพื่อปรับปรุงแก้ไขจนได้ต้นฉบับขั้นสุดท้ายแล้วจึงจะใช้เครื่องพิมพ์ดิจิตอลมาพิมพ์งานของส่วนรวมในขั้นสำเร็จออกมา เหล่านี้เป็นต้น


บน : แมกไม้ร่มรื่นและสวยงามด้านหน้าสถาบัน และล่าง : ชมรมชีวเกษม กลุ่มประชาคมสุขภาพกลุ่มหนึ่งในอำเภอพุทธมณฑลและชมรมผู้สูงอายุ ใช้สนามหญ้าใต้ร่มไม้อันร่มรื่นด้านหน้าสถาบัน เป็นแหล่งออกกำลังกายสร้างสุขภาพและทำกิจกรรมตามความสนใจในวันเสาร์-อาทิตย์
อาจารย์รักความเป็นธรรมชาติ ประหยัดทรัพยากรและลดการใช้พลังงาน แต่เน้นให้สถาบันมีความร่มรื่น เป็นสภาพแวดล้อมที่สวยงามด้วยธรรมชาติและเอื้อต่อการใช้ชีวิตอยู่เพื่อการศึกษาเรียนรู้อย่างมีความสุข อาจารย์จึงนำชาวสถาบัน ทำสถาบันและสภาพแวดล้อมให้มีความเป็นองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ มีแหล่งทำกิจกรรมและนั่งสนทนากลุ่มแบบสบายๆกลางแจ้ง โดยรอบสถาบันอาจารย์ก็ระดมพลังชาวสถาบันให้ช่วยกันปรับปรุงด้วยการปลูกต้นไม้สารพัด ทำแนวสำหรับเดินและวิ่งออกกำลังกายได้จากหน้าอาคารหอพักอาเซียนเฮาส์ อ้อมไปด้านหลัง กระทั่งออกไปสู่สนามหญ้าติดกับถนนด้านหน้าของมหาวิทยาลัย
ตลอดแนวทางเดินโดยรอบสถาบันดังกล่าว อาจารย์ก็ปลูกต้นลีลาวดีหลากสี และด้านติดกับถนนด้านหน้ามหาวิทยาลัย ก็ปลูกเป็นแนวหลายชั้นสลับกับต้นดอกปีบและไม้ยืนต้นที่มีอยู่แต่เดิม หากงอกงามเติบโตเต็มที่ก็จะเป็นสวนลีลาวดีที่สวยงาม ร่มรื่น เหมือนกับความเป็นทั้งหมดของอาจารย์ ที่ฝากให้เป็นที่รำลึกถึงและเป็นกำลังใจกันต่อทุกคนที่เคยทำงานด้วยกันที่สถาบัน.
สวัสดีค่ะอ.วิรัตน์
อ่านบันทึกนี้อย่างเต็มอิ่มค่ะ อ่านไปยิ้มไป พยักหน้าไป ด้วยความปิติสุข...
การได้อ่านเรื่องราวของ "ครู" ทำให้โลกทัศน์กว้างขึ้น ตระหนักชัดมากขึ้นในความมุ่งมั่นเสียสละของ "ครู" และพาให้คิดต่อไปว่าจะมี "ครู" เช่น ศาสตราจารย์แพทย์หญิงศิริกุล อิศรานุรักษ์ อีกมากมายสักเพียงไหนหนอ
...ครูที่สอนให้คนเรียนรู้ได้อย่างแจ่มแจ้ง ถือว่าเป็นครูดี แต่ครูที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนเกิดพลังชีวิตที่จะเดินออกไปเรียนรู้ด้วยตนเองต่อไปนั้น นับว่าเป็นยอดแห่งครู...
...อาจารย์เป็นคนละเอียดอ่อน ใส่ใจและพิถีพิถันในรายละเอียดที่มีความหมายต่อจิตใจและผู้คน ทุกระดับ มีรสนิยมที่เรียบง่าย ประหยัด ยึดถือความถูกต้องและซื่อตรง รักษาผลประโยชน์และเกียรติภูมิของราชการเป็นอย่างยิ่ง มีความศรัทธาต่อศาสนธรรมและการปฏิบัติเพื่อความดีงาม เป็นผู้นำในองค์กรในการส่งเสริมความนิยมไทยและใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างมีความหมายมากเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์ใช้กระดาษหมุนเวียนทั้งสองด้าน และยังนำเครื่องพิมพ์แบบ Dot Matrix มาพิมพ์งานฉบับร่างเพื่อปรับปรุงแก้ไขจนได้ต้นฉบับขั้นสุดท้ายแล้วจึงจะใช้เครื่องพิมพ์งานของส่วนรวม พิมพ์ชิ้นงานขั้นสำเร็จออกมา รวมทั้งความรักความเป็นธรรมชาติ ประหยัดทรัพยากรและลดการใช้พลังงาน แต่เน้นให้สถาบันมีความร่มรื่น ...
ความดีที่ควรยกย่องเหล่านี้ หากไม่มีผู้เล่าขาน บันทึกไว้แล้ว... สังคมคงสูญเปล่า "ต้นทุน" ไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง...
อยากให้มีคนมาอ่านบันทึกเช่นนี้มาก ๆ ค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
(^___^)
สวัสดีค่ะ อาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์
เห็นด้วยกับคุณคนไม่มีราก ค่ะว่าสมควรบันทึกไว้ให้สังคมที่กำลัง “พร่อง” ในหลายๆ เรื่องในสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ได้รับรู้ว่ายังมีครูดีๆ แบบนี้ในสังคมไทย และยังมีเพื่อนร่วมงานที่เกื้อกูล สานประโยชน์ และจิตใจงาม อย่างครูวิรัตน์เช่นกันค่ะ
อาจารย์ทำให้คิดถึงคำพูดของอาจารย์หมอกระแส ชนะวงษ์ นะค่ะ "Add value to people" ^^
สวัสดีค่ะ
คุณคนไม่มีรากไปตามให้มาอ่านบันทึกนี้ ขอบคุณฝากไว้ที่นี้ด้วยค่ะ
อ่านแล้วไม่สงสัย ทำไมคุณคนไม่มีรากจึงประทับใจมาก
ขอบคุณอาจารย์ ขอบคุณคุณคนไม่มีราก สำหรับทั้งการตามมาอ่าน และในความเห็นที่ได้อ่านจากท้ายบันทึกนี้ค่ะ
สวัสดีครับ ตามมาอ่านจากคำแนะนำของคุณคนไม่มีรากเช่นกันครับ
สวัสดีค่ะ...อาจารย์
วิรัตน์ คำศรีจันทร์
มาอ่านบันทึกนี้ตามคำแนะนำของคนไม่มีรากค่ะ
ขอบคุณอาจาย์มากค่ะสำหรับเรื่องราวที่มีคุณประโยชน์สำหรับคนที่ได้ชื่อว่า "ครู" โดยแท้
และขอบคุณคนไม่มีรากที่แนะนำค่ะ
สวัสดีครับคนไม่มีราก ดีใจแล้วก็เห็นด้วยกับคุณคนไม่มีรากเป็นอย่างยิ่งครับที่เห็นคุณค่าและความเป็น 'ต้นทุน' ของสังคมอย่างนี้ แง่มุมเหล่านี้คนมักไม่ค่อยเห็นความสำคัญเพราะมันไม่เป็นผลงาน อีกทั้งสังคมทั่วไปก็มักมองข้าม ซึ่งบางที มีไม่น้อยที่ 'ต้นทุน'เหล่านี้อาจจะทำหน้าที่เสมือนเป็นก้อนอิธและฐานยืนให้กับความสำเร็จที่เห็นได้ของผู้คนและสังคม มากมาย เลยอยากบันทึกและนำมาแบ่งปันกัน เพื่อคนทำงานได้อ่านและเห็นความงดงามของปัจเจก และได้ความชื่นชูใจเป็นโอสถบำรุงกำลังชีวิตน่ะครับ
สวัสดีครับ pa daeng ครับ : เห็นด้วยเช่นกันครับ เป็นการช่วยกันส่งแรงกระเพื่อมพลังของสิ่งดีอีกด้วยครับ
สวัสดีครับอาจารย์ณัฐพัชร์ : พลังการมองเชิงบวก ให้คุณค่าและความสำคัญต่อผู้อื่นนี่ สะท้อนถึงกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงออกจากตนเองมากมายหลายอย่างนะครับ อาจารย์ณัฐพัชร์ก็มีวิธีปฏิบัติอย่างในคำพูดของคุณหมอกระแส มากๆด้วยนะครับ
วิธีคิดในทางพุทธถือเป็นการยกย่องความดีงามของผู้อื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกับการปฏิบัติกำราบและคลายออกจากความเป็นตัวกูของกู แล้วก็การมองเห็นผู้คนแวดล้อมเป็นครูก็เป็นการจัดความสัมพันธ์กับโลกรอบข้างด้วยท่าทีของผู้เรียนรู้อยู่เสมอด้วยความอ่อนน้อมครับ จึงต่างเป็นกัลยาณมิตรกันและกันกับผู้อื่น ให้ได้ความงอกงามอยู่เสมอนะครับ
สวัสดีครับคุณเอื้องแซะครับ : ดีใจที่มีความสุขกับการได้อ่าน แล้วก็คงได้แรงบันดาลใจไปทำงานด้วยความสุขอีกด้วยนะครับ
น้องโก๊ะนี่ท่านใดหนอ | คนไม่มีราก | padaeng | อาจารย์ณัฐพัชร์ ชื่อเล่นแปลกดีครับ ที่บ้านนอกบ้านเกิดผม อำเภอหนองบัว นครสวรรค์ ซึ่งชาวบ้านเป็นคนลาว เวลาใครได้ชื่อว่าโก๊ะนี่ ก็มักจะเป็นคนที่มีผมจุกตรงกลางกระหม่อมคล้ายๆกะลาครอบครับ เขาจะเรียกผมอย่างนั้นว่าหัวโก๊ะ และเวลาผู้ใหญ่เจอในกลุ่มเด็กๆแต่ไม่รู้จักชื่อก็จะเรียกว่า โก๊ะ-โก๊ะ จากบุคลิกไปเลย
สวัสดีครับคุณณัฐรดา : นี่สงสัยจะต้องมีเวทีย่อยสำหรับสันถวะชมรมลูกช้างเชิงดอยเสียแล้วละครับ ขอบคุณที่แวะมาเยือนกันในวันหยุดครับ
สวัสดีครับคุณณัฐวรรธน์ครับ : คุณณัฐวรรธน์เป็นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย ได้เรียนรู้บทเรียนจากประสบการณ์ของบุคคลแล้ว คงได้แนวคิดและแรงบันดาลใจดีๆสำหรับนำไปใช้ทำงานอยู่บ้างนะครับ
สวัสดีครับครูอี๊ดครับ : ขอบคุณที่แวะมาเยือนและได้แบ่งปันความรู้สึกงดงามให้กันครับ
หรือบางคนอาจไม่เคยได้พบ....
ในการทำสิ่งดีเพื่อผู้อื่น เพื่อสืบต่อความงดงามในสังคมไม่มีที่สิ้นสุด
สวัสดีครับคุณครูธรรมทิพย์ครับ : ขอบพระคุณครับที่ได้แวะมาเยือน พร้อมกับให้คำชมและเสริมกำลังใจอย่างยิ่งครับ
สวัสดีค่ะ อ.วิรัตน์
แวะมาซึมซับความดี ความงามค่ะ
ด้วยความขอบคุณ
คงต้องขอขอบคุณคนไม่มีรากไปกับทุกท่านด้วยอีกคนครับ หลายท่านบอกว่าคุณคนไม่มีรากแนะนำและพูดถึง เลยก็ตามเข้ามาอ่าน
สวัสดีครับคุณพานทอง : คงได้ความรู้สึกดีและงามให้เป็นความอิ่มใจเล็กๆกลับออกไปลุยงานในวันพรุ่งนี้ต่อไปอย่างเบิกบานใจนะครับ
ตลอดแนวทางเดินโดยรอบสถาบันดังกล่าว อาจารย์ก็ปลูกต้นลีลาวดีหลากสี และด้านติดกับถนนด้านหน้ามหาวิทยาลัย ก็ปลูกเป็นแนวหลายชั้นสลับกับต้นดอกปีบ
อาจารย์หมอชอบเหมือนอ้อยเล็กเลยแต่อ้อยเล็กปลูกแค่ต้นเดียว..เอง...