วันนี้ได้จังหวะเหมาะทีม ส.คศน.จึงนัดกินข้าวเที่ยงและคุยงานกันต่อหลังมีแนวคิดการปรับเปลี่ยนสำคัญหลายอย่างในโครงการ ทั้งจากการประชุมกรรมการกำกับทิศทาง (Steering Committee) เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 52 ที่ สสส. และการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาคศน. (Board of Mentor) เมื่อเย็นวานนี้ (25 พ.ค. 52) ที่ สช. แต่ประเด็นสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการปักธงวันเปิดโปรแกรมพัฒนาศักยภาพในวันมหิดลปีนี้ (24 ก.ย. 52) ที่ BOM มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่ควรเลื่อนออกไปมากกว่านี้แล้ว...ด้วยแนวคิดสำคัญคือ ถ้ารอให้พร้อมก็ไม่ได้ทำ ถ้าไม่เริ่มทำก็ไม่มีทางรู้ว่าความพร้อมจริง ๆ นั้นควรเป็นอย่างไร
การกินอาหารร่วมกันอย่างสบาย ๆ วันนี้ทำให้เกิดวงสนทนาอย่างออกรสเกี่ยวกับเรื่องผู้นำโดยไม่คาดคิด เมื่อเกิดคำถามที่เปิดประเด็นให้พี่กิ๋ว (รำไพ) เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกรรมการหมู่บ้าน ในบ้านจัดสรรที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน
พี่กิ๋วตั้งประเด็นว่าการรวมกันนั้นเกิดจากมี "ป้ญหาร่วมกัน" คือเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่เจ้าของโครงการไม่ยอมโอนบ้านให้หลังจากผ่อนดาวน์หมดแล้ว เพราะเจ้าของสองคนที่ทำธุรกิจด้วยกันแตกคอกัน ทำให้คนที่ซื้อบ้านทั้งหลายต้องรวมตัวกันต่อรองและฟ้องร้อง ซึ่งในการต่อสู้ครั้งนั้นมีการร่วมมือกันของคนหลากหลายอาชีพ มีคนหนึ่งที่มีอาชีพทนายก็รับอาสาว่าความให้ทุกครั้ง จนในที่สุดก็ได้บ้านมาเป็นกรรมสิทธิ์
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ยังมีการร่วมตัวกันเป็นเวทีประชาคมพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ตั้งกรรมการหมู่บ้านช่วยกันแก้ปัญหาเช่น เรื่องน้ำท่วม ไฟถนน หรือเรื่องขยะ จนหมู่บ้านข้าง ๆ ซึ่งมีฐานะดีกว่าแต่ไม่สามารถรวมกันได้ต้องมาขออาศัยระบบการจัดการที่ตั้งกันขึ้นนี้ด้วย ปัจจุบันก็มีกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นเช่นการตั้งกลุ่มเพาะเห็ด ปลูกผักปลอดสารพิษ และตอนนี้ก็กำลังมีแนวคิดจัดตั้งสหกรณ์ร้านค้าขึ้นในหมู่บ้าน
พี่กิ๋วมีส่วนร่วมในกระบวนการมาตั้งแต่ช่วงของการต่อสู้เรียกร้อง เคยทำหน้าที่เป็นเลขาของกรรมการ และปัจจุบันทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ซึ่งยังต้องทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเช่น ช่วยเขียนโครงการ ช่วยเจรจากับ อบต. เรื่องของบประมาณ หรือแก้ปัญหาเวลาทีมแตกคอกัน... ปัจจุบันในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านจัดสรรในเขตเมืองแห่งนี้มีประมาณ 1,000 หลังคาเรือนก็ยังมีประชาคมกันทุกเดือน มีคนเข้าร่วมประมาณ 50-60 คน ส่วนคนอื่น ๆ ก็มีทั้งให้ความร่วมมือและปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วม เช่น ขอเก็บเงินค่าเก็บขยะบางบ้านก็ให้บางบ้านก็ไม่ให้...
หลังจากฟังจนจบจึงได้ทดลองสะท้อนคิด (reflection) กันว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวนี้บ้าง ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือ
1. จุดเริ่มต้นคือ "ปัญหาร่วม" หรือมองได้ว่าเป็น "ความท้าทาย" ที่ทุกคนให้ความสำคัญและ "ไม่นิ่งดูดาย" แต่หันหน้าเข้าปรึกษาหารือกัน และการได้ต่อสู้ร่วมกัน ลำบากร่วมกันทำให้เกิดความผูกพันธ์ มีความรู้สึกร่วม มีความเป็นพี่น้อง
2. เครื่อข่ายของคนที่หลากหลาย ทำให้ได้นำความสามารถที่แตกต่างมาช่วยเสริมกัน เช่น ทนายความที่อยู่ในกลุ่มก็ช่วยเรื่องความรู้ทางกฎหมายและช่วยว่าความให้
3. การพบกันอย่างสม่ำเสมอนอกจากช่วยสานความสัมพันธ์ ยังทำให้มีการร่วมกันแก้ปัญหาใหม่ ๆ และเกิดกิจกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
บทเรียนนี้ทำให้เราได้เห็นตัวอย่างว่า คนหนึ่งคนถ้าไม่นิ่งดูดายกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ก็สามารถก้าวออกมาเป็น "ผู้นำ" ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นได้ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กหรือใหญ่มากแค่ไหน ดังตัวอย่างที่พี่กิ๋วได้มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาหมู่บ้านนี้มาอย่างต่อเนื่องเกือบยี่สิบปี...เราทุกคนที่อยู่ในทีม ส.คศน. ก็เช่นกัน การได้มาทำงานในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำนี้ก็มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเราเองด้วย...เพื่อให้เรากล้าที่จะก้าวออกมาเป็นผู้นำได้โดยทันทีที่มีความท้าทายอยู่ตรงหน้า โดยมีฐานสำคัญเพียงว่าเราจะต้อง "ไม่นิ่งดูดาย" และพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ...ไม่ต้องรอให้พร้อมก่อน