ความเห็น: 34
เมื่อคนเป็นแม่ไม่ได้ทำหน้าที่
เมื่อคนเป็นแม่ไม่ได้ทำหน้าที่
สุรวดี รักดี
วันนี้วันเสาร์อยู่บ้านที่ กทม.คนเดียว เนื่องจากในสัปดาห์หน้าจะมีวันหยุดยาว (หยุดวันพ่อ) และสถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยดีไม่เหมาะกับการเดินทาง รวมทั้งคุณสามีมีถ่ายทำรายการวันเสาร์คงกลับบ้านดึก เลยเลื่อนเวลากลับต่างจังหวัดไปสัปดาห์หน้า โดยปกติจะพยายามกลับบ้านทุกอาทิตย์เพื่อไปหาน้องรัก
“ณ รัก” เป็นเด็กชายที่เกิดมาจากความรัก และเพื่อให้สัญลักษณ์แทนความรักของทุกคน เราและคุณพ่อน้องจึง ตั้งชื่อว่า “ ณ รัก” เป็นที่ซึ่งรวมความรักของครอบครัวทั้งบ้านคุณพ่อและคุณแม่
ความฝันที่จะมีครอบครัวเล็กของเราก็เริ่มต้นนับหนึ่งขึ้นมา จากวันที่เริ่มต้นชีวิตความเป็น “แม่” ก็มาพร้อมกับหน้าที่การที่ดีขึ้น ก็หมายถึง การที่เราต้องทำงานอย่างหนัก ภาระหน้าที่นี้ทำให้เราไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เองอย่างแน่นอน คงต้องมีผู้ช่วยที่ดี
โชคดีที่เรามีครอบครัว มีญาติ มีทั้งคุณตา คุณยายน้องรัก และ คุณทวดไม่ต้องเสียเงินจ้างพี่เลี้ยงเด็กจากศูนย์ฯ และยังมีญาติตัวแรกเล็ก อายุห่างกันไม่กี่ปี จึงตัดสินใจที่จะให้ ณ รัก อยู่กับคุณยายที่ต่างจังหวัดและหวังว่าจะจัดการ “เวลา” ของตัวเองให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อพาลูกเข้ามาอยู่ด้วยกัน
ในช่วงขวบปีแรกของน้องรัก จึงเป็นเวลาที่คุณแม่มีความสุขมากที่ได้ทำงานและมีคนดูแลลูกให้อย่างดี และมั่นใจได้เต็มที่
แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เมื่อการตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นสาเหตุ ของปัญหาของน้องรัก คือ น้องรักไม่สามารถสื่อสารได้ตามพัฒนาการ Delay speech กว่าจะสังเกตว่าลูกไม่เหมือนคนอื่นก็ ขวบครึ่งเข้าไปแล้วลูกยังไม่พูดไม่โต้ตอบ เล่นกับคนอื่นไม่เป็น สาเหตุที่คุณหมอบอกหลังจากเช็คร่างกาย สมอง เจาะเลือด ตรวจหู ดูปาน อวัยวะทุกอย่างเกี่ยวกับการเปล่งเสียงแล้วพบว่า น้องไม่มีความผิดปกติในร่างกายแต่อย่างไร
แต่สิ่งที่ทำให้น้องรักเป็นแบบนี้ก็คือ สิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูที่ไม่สนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสพูด
มีคนถามว่า ไม่คุยกับน้องเหรอ ไม่เปิดเพลงให้น้องฟังเหรอ???
คำตอบก็คือ ทำทุกอย่าง น้องรักเป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีทั้งตามตำราแพทย์จากคุณยายซึ่งเป็นพยาบาล(สูติฯ) และทั้งทางวิถีพุทธคุณทวดคอยสอนให้รู้จักมีจิตใจโอบอ้อมอารี
น้องรักจึงเป็นเด็กสุขภาพร่างกายดีตามเกณฑ์ แถมน้องรักมีหน้าตาที่ดึงดูดพอสมควร กับนิสัยที่มีความอ่อนน้อมกับทุกคน ไม่รังแกใคร ทำให้คนที่เห็น อยากเข้ามาอุ้มมาชวนคุยด้วยเสมอ
แล้วถาม เอ๊ะ?ปัญหามันจะมาจากจุดไหน? ก็ดูมีคุณภาพ ราบรื่นดี
ก็ความ “ราบรื่น” นี่เองที่เป็นบ่อเกิดของปัญหา ทำให้คนรอบตัวไม่สังเกตว่าน้องรักไม่เคยพูดกับใครเลย เมื่อน้องรักอยากได้อะไรก็จะเดินไปหยิบเอง หรือจูงมือผู้ใหญ่ไปหยิบให้ คนในบ้านก็รู้สึกว่าน่าเอ็นดู...เจ้าตัวน้อยช่างประจบจังเลย
เวลาน้องหิวนม น้องก็ไม่เคยร้องไห้งอแง แต่ในขณะเดียวกันน้องก็ไม่ต้องร้อง “ขอ” ด้วยเช่นกันเพราะทุกคนรู้เวลาว่าต้องกินนมเมื่อไรด้วยความเป็นมืออาชีพ
แถมน้องยังชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ฟังนิทาน ฟังเพลง และทำเสียง “ ตะปืด ตรื๊ด ตรื๊ด” ประกอบเพลงเสมอ ทุกคนก็เห็นว่าน้องไม่น่าจะมีปัญหาตามที่เคยทราบมาจากหนังสือพัฒนาการต่างๆ แต่หลงลืมไปว่า น้องก็ไม่ได้มีโอกาสพูดจากกิจกรรมเหล่านี้เหมือนกัน และโดยไม่รู้เลยว่าที่น้องรักนั่นเป็นการพูดที่ไม่มีความหมาย เป็นภาษาต่างดาว
เด็กหนึ่งคนกับของเล่นจำนวนเท่าหนึ่งเนอสเซอรรี่ ทุกอย่างที่ดีและมีประโยชน์ต่อพัฒนาการเด็กทยอยเข้ามาในบ้านคุณยายจากทุกทิศทุกทาง ไม่สามารถช่วยให้น้องรักพูดได้
สิ่งที่ขาดไป คือ การรู้จักจังหวะ และเปิดโอกาสให้น้องได้พูดโต้ตอบ
เมื่อทราบถึงปัญหาของลูก ไม่ยากต่อการตัดสินใจ “ลาออก”เป็นการลงมือเป็นแม่อย่างแท้จริง และใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างจริงจัง โดยมีคุณหมอและนักพัฒนาการเด็กเป็นผู้ช่วย ผลก็คือเพียงไม่กี่เดือนน้องรักสามารถทำตามคำสั่ง สื่อสารได้ดีมาก จนคุณหมอให้ทิ้งระยะการเข้าพบได้และก็ให้การบ้านคุณแม่มาฝึก แต่จากนั้นไม่กี่เดือนก็ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้จริงๆ
เพราะไม่มีเงินพอ อ๊ะ...ต้องกลับมาทำงานและก็ต้องเข้ากทม. จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ทำได้เพียงกลับบ้านหาลูกอย่างน้อยเดือนละ1-2ครั้งเอง
ทุกครั้งที่ส่งลูกเข้านอนตอนหัวค่ำ โดยไม่กล้าจะบอกลุกว่า “เดี๋ยวแม่จะกลับไปทำงานแล้ว” เพราะตัวเองก็จะร้องไห้ทุกครั้ง และเมื่อนั่งรถกลับเข้า กทม.ตอนเที่ยงคืนของวันอาทิตย์เพื่อให้ทันเช้าวันจันทร์และเข้ามาทำงาน เป็นอย่างนี้มายาวนาน ที่ทุกวันจันทร์ต้องจูนพลังใจให้ตัวเองเต็มแล้ว เอ้า..ลุยๆทำงาน
แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า ระหว่างนั้นก็ส่งผลรุนแรงกับน้องรัก คือ น้องรักกลายเป็นเด็กขี้แงร้องไห้เก่ง เอาแต่ใจไม่ยอมอาบน้ำไปโรงเรียนในเช้าวันจันทร์ เพราะเขาปรับตัวไม่ทัน เมื่อคืนนอนไปกับแม่แล้วเช้ามาแม่หายไปไหน ตื่นมาไม่เจอแม่แล้ว
น้องรัก “แม่หาย” เมื่อน้องรักเริ่มพูดได้
คุณยาย “แม่ไปทำงานงานเดี๋ยวแม่มาหาใหม่”
น้องรัก “แม่หายไปแล้ว” แล้วก็ร้องไห้กรี๊ดๆไม่ยอมอาบน้ำ
ถึงตอนนี้น้องรักจะได้เข้าโรงเรียนการศึกษาพิเศษและคุณครูการศึกษาพิเศษดูแลพัฒนาการจนพูดได้รู้เรื่องแล้ว แต่เมื่อพูดได้ ก็กลายเป็นเด็กชาย “ไม่” น้องรักมักจะปฏิเสธจนติดปากเสมอ “ไม่กิน” “ไม่เอา” “ “ออกไป” กับคุณยายเสมอ
ซึ่งคุณยายเองก็เริ่มไม่ไหวแล้วเพราะน้องรักโตขึ้น ต้องทำกิจกรรมที่จะต้องมีพัฒนาการมากกว่าตอนเล็ก ซึ่งคุณยายเองก็ยังต้องทำงานบ้าน ดูแลคุณตาที่ต้องกายภาพบำบัด และน้องหมาอีกเกือบ 10 ตัวที่บ้าน
ตอกย้ำว่าสิ่งที่เราตัดสินใจไปเมื่อครั้งนั้น มันช่างสร้างปัญหาให้กับคนที่เรารักรอบตัวมากจริงๆ
ทุกวันนี้ผ่านไป 4 ปีแล้ว เรายังไม่สามารถพาลูกเข้ามาอยู่ด้วยได้อย่างที่หวังและดูไม่ทีท่าว่าจะทำได้โดยสิ้นเชิง ภาระความรับผิดชอบในหน้าที่การงานก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว และ
ตอนนี้ “ความรู้สึกผิด” ที่ไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้เสียทีมันเพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งนานเข้าความสามารถในการเป็นแม่ที่ดีก็ลดลง ลดลงไป และ คงกลาย......ความ (ไม่) สามารถถาวร
วันนี้ได้ทำงานเรื่องเด็กและเยาวชน ใกล้ชิดกับปัญหาเด็กมากมายที่ต้นตอมาจากความไม่มีเวลาเอาใจใส่ดูแล รู้ทั้งเหตุและผล และการแก้ปัญหาความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
ติดเพียงว่า..เราไม่สามารถลงมือแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองได้เลย
ถึงตรงนี้การหยุดงานเพื่อเลี้ยงลูกคงไม่ใช่คำตอบ แต่ก็ยังคงไม่มีทางออกที่ชัดเจน
ความเห็น
สวัสดีค่ะ
* ตามมาจากบันทึกของ. budofox
* และขอเป็นกำลังใจให้สู้ๆ ๆ นะคะ
* ฝากภาพนี้มาช่วยให้คำตอบค่ะ
- ครูใหม่ บ้านน้ำจุน ขอบคุณมากๆคะ รูปเด็กน้อยนี่น่ารักเชียว คือ น้องเพียงหรือป่าวคะ
- นางพรรณนา ผิวเผือก เห็นรูปแล้วน้ำตาไหลเลย ประทับใจจริงๆคะ แทนคำตอบได้จริงๆขอบคุณมากๆค่ะ
มาอีกรอบค่ะ
เข้าใจคุณแม่นะคะ เพราะปกติก็เป็นคนร้องไห้และเซ้นสิทีฟ ง่าย ๆ แต่บางเรื่องก็ไม่ร้องนะคะ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวกับลูก
เช่น ครั้งหนึ่ง ลูกโดนประตูรถจี๊บซึ่งหนักแสนหนักหนีบนิ้ว(ก้อย)ของมือ คุณพ่อใจเสียทั้งที่เป็นผู้ชาย พี่เลี้ยงตัวสั่น ลูกร้องไห้จ้า
เมื่อพ่อพาลูกมาถึงแม่ แม่อุ้มและกอด ในใจคิดว่า อย่างไรเสีย มันเกิดขึ้นแล้ว เราต้องหาทางแก้ไข ตั้งสติได้เพราะเป็นอาชีพเราด้วย..ยอมรับค่ะ แต่ตกใจ ใจเสียมีแน่นอน
ค่อย ๆ แกะมือลูกดู..เชื่อไหมคะว่า..พ่อ พี่เลี้ยงไม่มีใครกล้าแกะดู..โชคดีที่เพิ่งขับรถออกไปไม่ไกล
แม่แกะดู..ไม่มีกระดูกหัก มีแต่บวมของเนื้อเยื่อ..บุญรักษาจริง ๆ
คงเพราะเขายังเล็กมากด้วยค่ะ..นิ้วจึงเล็กไปด้วย
และประตูรถคันนี้ มี ยางกันขอบกระจกด้วย...โชคดีของลูก
เกิดอะไรขึ้น จะอย่างไร ตั้งสติให้ได้(มากครั้งที่สุด)นะคะ
*ตัวเองทำไม่ได้ทุกเรื่อง แต่หัดและพยายามค่ะ*
บันทึกอื่นๆ
- ใหม่กว่า » เที่ยวงานลอยกระทง














