ขอความร่วมมือและแจ้งแนวทาง สำหรับเขียนบันทึกและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองอย่างสันติและสมานฉันท์
อ่าน: 91
ความเห็น: 1

ศาตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(๑๕)

  พระชาตินี้เป็นพระชาติสุดท้ายที่พระองค์เกิดมาเพื่อสร้างบารมีในการเป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อพระองค์ได้กลับมาเกิดอีกในครั้งต่อไป ก็จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บารมีของพระองค์จึงเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ในพระชาตินี้ พร้อมที่จะมาเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไปได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องรอเวลาในการเสด็จมาตรัสรู้ แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมแก่การมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะเสด็จมายังสรรพสัตว์ให้รู้ความเป็นจริงของชีวิต และหลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้ออกไปได้อย่างเช่นกับพระองค์

บทสรุป

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ คงจะเข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ก่อนที่พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า จะตั้งความปรารถนาเพื่อมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งอย่างพวกเราทั่วไป แต่ด้วยประสบการณ์และการสั่งบุญบารมีมาตลอดจากการเวียนว่ายตายเกิดใน วัฏสงสารนี้ จึงทำให้พระองค์เกิดปัญญา มองเห็นว่า โลกใบนี้มีแต่ความทุกข์ที่มนุษย์ต้องวนเวียนอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น พระองค์จึงเกิดความคิดที่จะหลุดพ้นออกไปจากวัฏสงสารนี้ และจะไม่ไปเพียงลำพังพระองค์เดียว แต่จะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นออกไปด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อสรรพสัตว์ ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ได้เนมิตตกนามที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ความเป็นมนุษย์ว่า พระโพธิสัตว์ คือ สัตว์ที่ปรารถนาจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เมื่อพระโพธิสัตว์ปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็จะต้องเร่งสั่งสมบารมีอย่างต่อเนื่อง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องสั่งสมบารมีทั้งหมด 20 อสงไขยกับแสนมหากัป โดยแบ่งระยะเวลาในการสั่งสมบารมีเป็น 3 ช่วง คือ การดำริไว้ในใจที่จะปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่กล้าบอกใคร ต้องสร้างบารมี 7 อสงไขยกับแสนมหากัป ต่อมาเริ่มมีความกล้ามากขึ้นที่จะเปล่งวาจาออกมาบอกแก่คนอื่นให้ได้ยิน ต้องสร้างบารมีเป็นเวลา 9 อสงไขยกับแสนมหากัป เมื่อได้สร้างบารมีมาอย่างต่อเนื่องจนได้คุณลักษณะพร้อมที่จะได้เป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะได้รับพุทธพยากรณ์ และจะต้องสร้างบารมีต่อไปอีก 4 อสงไขยกับแสนมหากัป จึงได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 พระโพธิสัตว์ได้รับการพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าในอนาคตจะได้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ได้ยกฐานะจากอนิยตโพธิสัตว์เป็นนิยตโพธิสัตว์แล้ว พระองค์ก็สามารถที่จะกำจัดกิเลสเป็นพระอรหันต์ได้เลย แต่ด้วยน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ไม่ต้องการจะพ้นทุกข์ไปเพียงคนเดียว จึงได้สร้างบารมี 10 ทัศ มีทานบารมี เป็นต้น ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเพียรพยายามอย่างยิ่ง แม้จะพบอุปสรรคมากมาย พระองค์ก็ไม่เคยท้อถอย ยังคงสั่งสมบารมีด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยวต่อไป จนในพระชาติสุดท้ายที่เกิดเป็นพระเวสสันดร ทรงสร้างมหาทานอย่างยิ่งใหญ่ที่ทำให้พระสัมมาสัมโพธิญาณของพระองค์เต็ม เปี่ยม และแล้ววันเวลาที่จะทำให้พระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ใกล้เข้า มาทุกขณะ

บทที่ 5 พุทธประวัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ช่วงปฐมกาล                

 

5.1 เทวดาทูลเชิญพระโพธิสัตว์ให้จุติจากภพดุสิต
5.2 ประสูติพระบรมโพธิสัตว์
5.3 พราหมณ์บัณฑิตพยากรณ์พระลักษณะอันประเสริฐ
5.4 เหตุการณ์สำคัญในวันพระราชพิธีวัปปมงคล
5.5 บุญในตัวกระตุ้นเตือนเมื่อพบเทวฑูต 4
5.6 เสด็จออกบรรพชาเพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริง
5.7 ชีวิตก่อนการตรัสรู้

     พุทธประวัติช่วงปฐมกาล เป็นช่วงเวลา ณ จุดเริ่มต้นตั้งแต่พระบรมโพธิสัตว์ จุติลงจากสวรรค์ชั้นดุสิต ลงมายัง มนุสสภูมิ ณ ชมพูทวีป เพื่อมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมายังประโยชน์สุขสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยชีวิตของพระองค์งดงามสมบูรณ์ในตั้งแต่แรกเกิด เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีใครทัดเทียมได้ แม้จะถูกเลี้ยงดูอย่างสะดวกสบาย เพียบพร้อมสมบูรณ์ด้วยโลกิยสมบัติ แต่ก็มิได้ทรงอาศัยความสะดวกสบายเป็นหลักประกันการมีชีวิตเยี่ยงเจ้าชายทั้ง หลายทั่วไป ด้วยบุญญาธิการที่ทรงสั่งสมมานานแสนนาน และความปรารถนาที่ตั้งมั่นไว้ในใจ ได้กระตุ้นเตือนให้พระองค์ทรงเกิดความเบื่อหน่าย และยิ่งได้เห็น เทวทูตทั้ง 4 ยิ่งทำให้พระองค์ตระหนักยิ่งขึ้นว่า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะแสวงหาหนทางออกจากวงจรแห่งทุกข์ ในที่สุดได้ตัดสินพระทัยเด็ดเดี่ยวที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการหลุดพ้นจากทุกข์ แม้จะมีพญามารมาขวางแต่ก็ไม่อาจลบล้างพระดำริอันมั่นคงในพระทัยของพระองค์ ได้

 

      ในกัปของเรานี้ เรียกว่า ภัทรกัป เป็นกัปที่เจริญที่สุด เพราะมีพระสัมมาสัมพุทธมาบังเกิดขึ้นถึง 5 พระองค์ด้วยกัน ขณะนี้ได้ผ่านกาลสมัยของพระพุทธเจ้าล่วงไปแล้ว 3 พระองค์ ปัจจุบันยังดำรงอยู่ในกาลสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 4 พระนามว่า พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งในบทเรียนที่ผ่านๆ มานักศึกษาได้ทำความเข้าใจภาพรวมพื้นฐานทั่วไปของการสร้างบารมีเพื่อความ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และในบทที่ 4 ได้กล่าวถึงอดีตชาติของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ความเป็นมา ณ จุดเริ่มต้นของเป็นการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระชาติแรกที่พระองค์เกิดมาเป็น มานพหนุ่มลอยคออยู่กลางมหาสมุทรได้เห็นทุกข์โทษภัยของการเวียนว่ายตายเกิด จึงได้ตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำพาตนเองและสรรพสัตว์ให้พ้นจากกองทุกข์ แหกออกจากคุกออกไปให้ได้ และจบลงที่พระชาติสุดท้ายที่พระองค์เกิดเป็นพระเวสสันดรได้สร้างมหาทานบารมี อย่างยิ่งยวด นับเป็นภาพการสร้างบารมีในอดีตชาติที่เป็นตัวอย่างทำให้เห็นเส้นทางการสร้าง บารมีของพระองค์ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ส่วนบทที่ 5 ถึง บทที่ 7 ที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้ต่อไปนี้ จะเป็นการศึกษาตัวอย่างพุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ตั้งแต่เหล่าเทวดาหมื่นจักรวาลทูลอันเชิญเทพบุตรบรมโพธิสัตว์จากสวรรค์ชั้น ดุสิต ให้มาจุติยังโลกมนุษย์เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และเหตุการณ์สำคัญหลายประการตั้งแต่ ประสูติ การแสวงหาหนทางหลุดพ้น ตรัสรู้ การเผยแผ่พระศาสนา และสิ้นสุดลงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน โดยจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ช่วงเวลา ซึ่งมิได้มีการจัดเนื้อหาตามอย่างตำราพุทธประวัติทั่วไป แต่จัดให้เหมาะสมกับเนื้อหาของวิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ เน้นเฉพาะเนื้อหาที่มีใจความสำคัญดังนี้

ปฐมกาล หมายถึง ช่วงระยะเวลาเบื้องต้นของพุทธประวัติ รายละเอียดเนื้อหาจะอยู่ในบทที่ 5 กล่าวถึง เทวดาหมื่นจักรวาลทูลอันเชิญพระบรมโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นท้าวสัน ตดุสิตให้ลงมาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อตรัสรู้ธรรม จนถึงช่วงก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มัชฌิมกาล หมาย ถึง ช่วงระยะเวลาท่ามกลางของพุทธประวัติ รายละเอียดเนื้อหาจะอยู่ในบทที่ 6 กล่าวถึง เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การเผยแผ่พระศาสนา จนถึงปลงอายุสังขาร

ปัจฉิมกาล หมาย ถึง ช่วงระยะเวลาตอนปลายของพุทธประวัติ รายละเอียดเนื้อหาจะอยู่ในบทที่ 7 กล่าวถึง เหตุการณ์ก่อนปรินิพพาน จนกระทั่งพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ในการนำเสนอเนื้อหาพุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้ จะไม่กล่าวโดยละเอียด จะนำเสนอเนื้อหาเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่จะทำให้นักศึกษาได้เข้าใจพุทธจริยา และมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระองค์จนหมดใจ และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระองค์ เพื่อความหลุดพ้นให้จงได้

นอกจากนี้การศึกษาพุทธประวัติจะทำให้เราประจักษ์ชัดแจ้งถึงประวัติความเป็น มาของพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า อันมีหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ จากเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกอ้างอิงอย่างชัดเจน เป็นเหตุเป็นผล ไม่คลุมเครือ ไม่เลื่อนลอย สามารถนำไปอธิบายให้ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส ให้เลื่อมใสได้ หรือผู้ที่เลื่อมใสแล้ว ให้เลื่อมใสยิ่งๆ ขึ้นไป และยังเกิดความภาคภูมิใจในการเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น ศาสดาอีกด้วย

และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นการชี้ให้เห็นว่า ณ จุดเริ่มต้นที่พระองค์ตั้งความปรารถนาจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ได้สำเร็จเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ล้วนมีความเป็นไปได้จริง อันเนื่องมาจากการฝึกฝนพระองค์เองอย่างยิ่งยวดโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคนานัปการ มานับภพนับชาติไม่ถ้วน เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยไว้ และวันแห่งความสมปรารถนาของพระองค์ก็ทรงบังเกิดขึ้นจริง เป็นความสำเร็จอันประเสริฐสูงสุดของมวลมนุษยชาติ ไม่มีความสำเร็จใดยิ่งไปกว่าการได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้กับมวลมนุษยชาติได้ประพฤติปฏิบัติตามอย่าง แท้จริง เป็นความปลื้มปีติอันหาที่เปรียบมิได้ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้มนุษย์ธรรมดาอย่างเรามีใจที่อาจหาญที่จะตั้งความ ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้พระองค์หนึ่งในอนาคต เพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพานให้หมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว



ปฐมกาล
ช่วงปฐมกาล เป็นช่วงเวลาเริ่มต้นของการบังเกิดขึ้นของบรมโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้ายที่ งดงามและอัศจรรย์ยิ่ง สมกับที่พระองค์เป็นศาสดาเอก ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ และเทวาทั้งปวง เป็นผู้สั่งสอนมนุษย์และเทวดาให้หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ออกจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง ณ จุดเริ่มต้นที่พระองค์จุติจากดุสิตเทวโลกลงมายังมนุษยโลก

ณ ชมพูทวีปประเทศอินเดีย อันเป็นดินแดนอุดมมงคลที่สำคัญ และยังเป็นดินแดนที่มีเจ้าลัทธิต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เกิดความเชื่อที่หลากหลาย ซึ่งพระองค์จะต้องนำความรู้ที่แท้จริงไปเผยแผ่ท่ามกลางกระแสความเชื่อที่ เป็นมิจฉาทิฏฐิมากมาย พระบรมโพธิสัตว์ของเราได้อุบัติเกิดขึ้นที่นี่ ในนามของเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าชายแห่งกรุงกบิลพัสดุ์

ชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะงดงามสมบูรณ์ในตั้งแต่แรกเกิด เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ไม่มีใครทัดเทียมได้ แม้จะถูกเลี้ยงดูอย่างสะดวกสบาย เพียบพร้อมสมบูรณ์ด้วยโลกียสมบัติ แต่ก็มิได้ทรงอาศัยความสะดวกสบายเป็นหลักประกันการมีชีวิตเยี่ยงเจ้าชายทั้ง หลายทั่วไป ด้วยบุญญาธิการที่ทรงสั่งสมมานานแสนนาน และความปรารถนาที่ตั้งมั่นไว้ในใจ เมื่อถึงเวลาก็ส่งผลให้พระองค์ได้มีดวงปัญญา คิดที่จะนำพาตนเองให้หลุดพ้นไปจากวัฏทุกข์ ทรงตั้งคำถามและหาคำตอบให้กับตัวเอง ถึงแม้ยังไม่ได้คำตอบที่ทรงปรารถนา ก็มิได้ลดละที่จะทรงค้นหาต่อไป จนในที่สุดก็เกิดความสลดพระทัยจากการเห็นเทวทูตทั้ง 4 ได้เสด็จออกผนวชด้วยพระทัยที่มุ่งมั่นเด็ดเดียว เพื่อจะหาหนทางแห่งความหลุดพ้นให้จงได้

ในบทที่ 5 นี้ จะได้ศึกษาชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะพระบรมโพธิสัตว์ผู้มีความงดงามในเบื้อง ต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย และได้เห็นบุญญาธิการอันสั่งสมมาดีแล้วของพระบรมโพธิสัตว์ตั้งแต่จุติลงมา จากสวรรค์ชั้นดุสิตบังเกิดในมนุษยโลก จนกระทั่งออกบวชหาหนทางแห่งความหลุดพ้น นับเป็นเรื่องราวที่น่าศึกษายิ่งนัก

5.1 เทวดาทูลเชิญพระโพธิสัตว์ให้จุติจากภพดุสิต

สวรรค์ชั้นดุสิต เป็นสวรรค์ชั้นที่ 4 ในกามวจรภูมิ เทพบุตรผู้เป็นใหญ่มีชื่อเรียกตามสวรรค์ชั้นนี้ว่า สันดุสิตเทวราช เทวดาในชั้นนี้มีอายุขัย 4,000 ปีทิพย์ เมื่อเทียบกับปีมนุษย์เท่ากับ 57 โกฏิ 6 ล้านปี กล่าวกันว่า สวรรค์ชั้นนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของธรรมะ เป็นที่อยู่ของผู้หนักแน่นในการบำเพ็ญสมณธรรม เทพบุตรพระบรมโพธิสัตว์ผู้รอวันลงมาจุติมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป ขณะที่สถิตอยู่ ณ ดุสิตสวรรค์ ได้ทำหน้าที่สอนธรรมแก่เหล่าเทวดาทั้งหลาย

พระเวสสันดรเป็นพระชาติสุดท้ายที่พระบรมโพธิสัตว์บังเกิดมาสร้างบารมี เมื่อละจากอัตภาพมนุษย์ได้บังเกิดเป็นท้าวสันดุสิต ครองความเป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดุสิต และได้ทำหน้าที่สอนธรรมะเหมือนพระบรมโพธิสัตว์องค์ก่อนๆ พร้อมรอวันที่จะจุติลงมาปฏิสนธิเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเพื่อตรัสรู้เป็นพระ พุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคตเช่นกัน

ในคัมภีร์ลลิตวิสตระและปฐมสมโพธิกถา1 กล่าวตรงกันว่า ข่าวเทพบุตรสันดุสิตจะจุตินั้น เทวดาต่างรู้ล่วงหน้าเป็นเวลา 1 แสนปี สันนิษฐานว่า เป็นช่วงเวลาที่โลกว่างจากพระพุทธเจ้า ได้มีการป่าวประกาศไปทั่วหมื่นจักรวาล โดยเหล่าพรหมชั้นสุทธาวาส เทวดาในหมื่นจักรวาลฟังการป่าวประกาศนั้นแล้ว ต่างมาประชุมพร้อมกัน เพื่อค้นหาผู้ที่จะจุติยังโลกมนุษย์เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะค้นหานั้นกาลเวลาก็ได้ล่วงมาเนินนาน ได้พบเทพบุตรสันดุสิตเกิดบุพนิมิต อันเป็นสิ่งบอกเหตุล่วงหน้าว่าจะจุติ

ครั้นเทพบุตรสันดุสิตเกิดบุพนิมิตแล้ว หมู่เทวดาก็ทราบทันทีว่า เทพบุตรองค์นี้แหละจะจุติมาถือปฏิสนธิเป็นมนุษย์เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า จากนั้นข่าวการจะจุติของเทพบุตรสันดุสิตก็กระจายสะพัดไปยังหมื่นจักรวาล หมู่เทวาดาทั้งหมื่นจักรวาลตั้งแต่มหาพรหมลงมา จนถึงเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ต่างมาประชุมพร้อมกัน แล้วไปยังสวรรค์ชั้นดุสิตเพื่ออัญเชิญเทพบุตรสันดุสิตให้จุติลงมาบังเกิด เป็นมนุษย์ในมนุษยโลก เพื่อจะได้บรรลุสัพพัญญุตญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อโปรดสั่งสอนสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ สมดังที่พระองค์ได้บำเพ็ญบารมีตั้งพระทัยไว้แต่แรก

 

ทรงพิจารณาปัญจมหาวิโลกนะ
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ฟังคำกล่าวอันเชิญแล้ว ยังมิได้รับคำในทันที จะต้องทรงต้องพิจารณา ปัญจมหาวิโลกนะ คือ การตรวจดูอย่างละเอียดในเรื่องสำคัญ 5 ประการ คือ

ตรวจดูกาล โดย ตรวจดูอย่างละเอียดว่า ถึงเวลาที่จะจุติเกิดเป็นมนุษย์เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัม-พุทธเจ้าได้ หรือยัง เงื่อนไขสำคัญ คือ อายุของคนในยุคนั้นๆ ถ้าเจริญขึ้นเกินแสนปีไม่ใช่กาลอันสมควร ด้วยเหตุว่า ในกาลที่มนุษย์มีอายุเกินแสนปี ชาติ ชรา มรณะ จักไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย เมื่อพระสัมมาสัม-พุทธเจ้าตรัสถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เข้าใจในพระดำรัสนั้น ฉะนั้นการบรรลุมรรคผลก็จะไม่มีเมื่อไม่มีการบรรลุมรรคผล ศาสนาจะไม่ดำรงอยู่ได้ แม้ในกาลที่อายุต่ำกว่าร้อยปี ก็ยังมิใช่กาลอันสมควร เพราะในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนาแน่น โอวาทที่จะทรงสั่งสอนแก่สัตว์ผู้มีกิเลสหนาก็จักไม่เป็นผล เหมือนรอยไม้ที่ขีดในน้ำ จึงเป็นกาลที่ไม่สมควร ในกาลแห่งอายุตั้งแต่แสนปีลงมา และตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป ชื่อว่าเป็นกาลอันสมควร ก็ในกาลนั้นเป็นเวลาร้อยปี พระบรมโพธิสัตว์จึงทรงเห็นว่าเป็นกาลที่ควรบังเกิด

ตรวจดูทวีป ใน บรรดาทวีปทั้ง 4 คือ อุตตรกุรุทวีป อปรโคยานทวีป ปุพพวิเทหทวีป และชมพูทวีป ทรงเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่เกิดในทวีปทั้ง 3 แต่เกิดในชมพูทวีปเท่านั้น เพราะชาวชมพูทวีปมีคุณสมบัติพร้อมที่จะรองรับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธได้ และพระชนก พระชนนีนี้ก็เกิดในชมพูทวีป จึงทรงพิจารณาว่า จักเกิดในชมพูทวีป

ตรวจดูประเทศ ตรวจ ดูประเทศหรือดินแดนส่วนใดในชมพูทวีปสมควรจะเป็นถิ่นกำเนิดของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ก็พบว่าดินแดนชมพูทวีป แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ปัจจันตประเทศ ได้แก่ดินแดนรอบนอกหรือชายแดน และมัชฌิมประเทศ ได้แก่ดินแดนส่วนกลางที่ประกอบด้วยรัฐใหญ่ 16 รัฐ มีความเจริญทางด้าน การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม จึงเลือกมัชฌิมประเทศ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ตรวจดูตระกูล ในชมพูทวีปมีกลุ่มคนต่างๆ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร วรรณะกษัตริย์และวรรณะพราหมณ์เป็นกลุ่มคนชั้นสูง ธรรมดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่บังเกิดในตระกูลต่ำ อย่างตระกูลแพศย์หรือตระกูลศูทร แต่จะบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ และตระกูลพราหมณ์ สองตระกูลนี้เท่านั้น สุดแต่ว่าในกาลนั้นโลกสมมติว่าตระกูลใดประเสริฐ ก็จะบังเกิดในตระกูลนั้น ก็ในกาลนั้น ตระกูลกษัตริย์ประเสริฐจึงทรงพิจารณาว่า เราจักบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ พระเจ้าสุทโทธนมหาราชจักทรงเป็นพระราชบิดา

ตรวจดูพระชนนี ธรรมดา พระพุทธมารดา ย่อมเป็นผู้ที่บำเพ็ญบารมีมาตลอดแสนกัป ได้ทรงเห็นว่าพระเทวี ทรงพระนามว่า พระนางมหามายา จำเดิมแต่เกิด จะมีศีล 5 ไม่ขาดเลย ทรงพิจารณาว่า พระนางมหามายาจักเป็นพระราชมารดา เมื่อตรงตรวจพระชนมายุของพระราชมารดาทราบว่า 10 เดือนไปแล้ว หลังจากมีประสูติกาล จะมีพระชนมายุได้อีก 7 วัน จึงเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจุติ

พระโพธิสัตว์ทรงรับคำเชิญของเทวดา พระโพธิสัตว์ เมื่อได้พิจารณามหาวิโลกนะ 5 อย่างนี้แล้ว จึงทรงรับปฏิญญาของเทวดาทั้งหลาย ว่าเป็นกาลอันสมควร ที่จักเป็นพระพุทธเจ้าของเราแล้ว ส่งเทวดาเหล่านั้นกลับไปแล้ว ได้เสด็จเข้าไปยังสวนนันทวัน อันเทวดาชั้นดุสิตห้อมล้อม คอยเตือนพระโพธิสัตว์ให้รำลึกถึงกุศลกรรม ที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อน เที่ยวไปอยู่ในสวนนันทวันนั้นนั่นแล ได้จุติแล้วถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมหามายาเทวี เพื่อที่จะให้เรื่องการถือปฏิสนธินั้นชัดแจ้ง ในวิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถา ขุททกนิกายอปทาน กล่าว ว่า ในกาลนั้นนครกบิลพัสดุ์ได้มีงานนักขัตฤกษ์ เดือน 8 อย่างเอิกเกริก มหาชนต่างพากันเล่นงานนักขัตฤกษ์นั้น ฝ่ายพระนางมหามายาเทวี ตั้งแต่วันที่ 7 ก่อนจะถึงวันบุรณมี ได้ทรงร่วมเล่นงานนักขัตฤกษ์ที่เพียบพร้อมด้วยดอกไม้และของหอม ครั้นในวันที่ 7 ทรงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ทรงสละพระราชทรัพย์สี่แสนถวายมหาทาน ทรงประดับด้วยเครื่องราชอลังการทั้งปวง ทรงอธิษฐานองค์อุโบสถ ในราตรีนั้น

ได้ทรงพระสุบินว่า ท้าว มหาราชทั้งสี่ได้ยกพระนางขึ้นพร้อมกับพระที่ไสยาสน์ นำไปยังป่าหิมพานต์ วางพระนางลงบนพื้นมโนศิลามีประมาณ 60 โยชน์ ภายใต้ต้นสาละใหญ่มีขนาด 7 โยชน์ แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ส่วนสุดข้างหนึ่ง ลำดับนั้น เหล่าพระเทวีของท้าวมหาราชทั้งสี่ ต่างพากันมานำพระเทวีไปยังสระอโนดาต ให้สรงสนานเพื่อที่จะชำระล้างมลทินของมนุษย์ออก แล้วให้ทรงนุ่งห่มผ้าทิพย์ ทรงลูบไล้ด้วยของหอม ให้ทรงประดับด้วยดอกไม้ทิพย์ ในที่ไม่ไกลจากที่นั้น มีภูเขาเงินอยู่ลูกหนึ่ง ภายในภูเขานั้นมีวิมานทอง พวกเขาให้ตั้งพระที่ไสยาสน์อันเป็นทิพย์ มีเบื้องเศียรอยู่ทางทิศตะวันออก ทูลให้พระนางบรรทมในวิมานทองนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพญาช้างตัวประเสริฐสีขาวผ่อง ท่องเที่ยวไปในภูเขาทองลูกหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่นั้น ได้ลงจากภูเขาทองนั้นแล้ว ขึ้นไปยังภูเขาเงิน เดินมาทางทิศเหนือได้เอางวงอันมีสีราวกะว่าพวงเงินจับดอกปทุมสีขาว เปล่งโกญจนาท (บันลือเสียงกึกก้อง) เข้าไปยังวิมานทองนั้น พญาช้างได้กระทำประทักษิณพระที่ไสยาสน์ของพระมารดา 3 รอบแล้ว ได้เป็นเสมือนกับผ่าพระปรัศว์เบื้องขวาเข้าสู่พระครรภ์ของพระนาง (มีต่อ)

 

หมวดหมู่: ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: พฤ. 21 ม.ค. 2553 @ 20:05 แก้ไข: พฤ. 21 ม.ค. 2553 @ 20:05

ความเห็น

1.
P
บวร
เมื่อ พฤ. 21 ม.ค. 2553 @ 20:49
#1813955 [ ลบ ]

นมัสการพระคุณเจ้าด้วยความเคารพครับ สาธุ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.107.191.110
ข้อความ:  
เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
 
รหัสสุ่ม: ( ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน )
  ยกเลิก หรือ ดูตัวอย่างก่อนบันทึก หรือ

บันทึกอื่นๆ