การผลิตและการใช้จ่าย
จากสมการที่ (๑) คือสมการการผลิต (Aggregate Supply) และสมการที่ (๖) คือสมการการใช้จ่าย (Aggregate Demand) เราจะได้ว่า
GDP = Aggregate Supply = Aggregate Demand
f(K,N) = C+I+G+(X-M) … (๗)
จะเห็นได้ว่าการคำนวณหาผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP สามารถหาได้จากทั้ง Aggregate Supply และ Aggregate Demand ซึ่งในกระบวนการทางความคิดแล้วเราสามารถพิจารณาได้ ๒ ลักษณะ คือ
๑. สำนักคลาสสิค แนวคิดหรือปรัชญาของสำนักคลาสิคในกระบวนการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ให้ความสำคัญกับการผลิต (Aggregate Supply) เป็นอย่างมาก เนื่องจาก “กฎของซาย” (Say’s Law) ซึ่งมีใจความสั้น ๆ ที่ทุกคนเข้าใจว่า “อุปทานก่อให้เกิดอุปสงค์ในตัวเอง” (supply creates its own demand) คือ การที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการขึ้นมาก็เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนในตลาดกับสินค้าและบริการชนิดอื่น ดังนั้น สินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นมาหรืออุปทานจึงก่อให้เกิดความต้องการในสินค้าและบริการอื่น ๆ หรืออุปสงค์เป็นมูลค่าที่เท่ากันเสมอ กฎของซายไม่ได้เน้นว่าอุปทานของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งจะต้องก่อให้เกิดอุปสงค์สำหรับสินค้าชนิดนั้น แต่กฎนี้เน้นว่าเมื่อพิจารณาระบบเศรษฐกิจเป็นส่วนรวมแล้ว อำนาจซื้อย่อมเท่ากับอำนาจการผลิตหรือไม่ว่าการผลิตจะอยู่ในระดับใดก็ตาม รายได้ที่เกิดจากการผลิตในระดับนั้นจะก่อให้เกิดรายจ่ายเป็นจำนวนที่เท่ากันเสมอ ดังนั้นรายจ่ายจำนวนนี้ก็จะเป็นจำนวนที่เพียงพอที่จะสามารถซื้อสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นมาได้ทั้งหมด ซึ่งปัญหาสินค้าล้นตลาด (market glut) หรือการผลิตสินค้ามากเกินความต้องการ (overproduction) จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากว่าขณะใดขณะหนึ่งมีการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งมากเกินไป ก็เป็นเพราะว่ามีการผลิตสินค้าชนิดอื่น ๆ น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดนั้น แต่ไม่ใช่ว่าการผลิตสินค้าทุก ๆ ชนิดมากเกินไปในขณะเดียวกัน ดังนั้นสินค้าชนิดหนึ่งที่ล้นตลาดจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันกับที่สินค้าชนิดอื่น ๆ ขาดตลาด การที่สินค้าชนิดอื่น ๆ ขาดตลาดนั้นเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความพอใจในสินค้าที่ขาดตลาดนั้น และถ้าหากว่ามีการแข่งขันโดยเสรีแล้ว ทรัพยากรก็จะเคลื่อนย้ายออกจากการผลิตสินค้าที่ล้นตลาดไปยังการผลิตสินค้าที่ขาดตลาด ทำให้ทั้งปัญหาสินค้าล้นตลาดและขาดตลาดถูกขจัดหมดสิ้นไป ซึ่งหลักการพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสำนักคลาสสิค คือ
๑. เสรีภาพทางเศรษฐกิจ (economic freedom) ตามหลักการนี้บุคคลแต่ละคนมีเสรีภาพในการที่จะประกอบธุรกิจ และหน่วยธุรกิจก็มีเสรีภาพในการที่จะเข้าหรือออกจากอุตสาหกรรม นอกจากนี้บุคคลแต่ละคนก็ยังมีเสรีภาพในการที่จะแสวงหางานตามแต่ที่เขาจะหาได้ และออกจากงานเมื่อเขาปรารถนา
๒. ความสนใจในผลประโยชน์ของตนเอง (self interest) ความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้โดยความคิดที่เชื่อกันตามที่ อดัม สมิท กล่าวไว้ว่า บุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนย่อมเท่ากับถูกชักนำโดย “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hands) ก่อให้เกิดสวัสดิการแก่เพื่อนร่วมชาติ ดังนั้นในการที่แต่ละบุคคลดำเนินการสิ่งใดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเขาก็เท่ากับได้ช่วยเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่ประเทศชาติเป็นส่วนรวมไปโดยปริยาย ตัวอย่างที่จะเห็นได้ในเรื่องนี้ได้แก่ การที่ผู้ประกอบการดำเนินการโดยการแสวงหากำไรก็เท่ากับว่าผู้ประกอบการได้มีส่วนในการทำให้มีการจ่ายค่าแรงงานให้แก่ลูกจ้าง ก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้จัดหาวัตถุดิบ และจัดให้มีซึ่งสินค้าและบริการสำหรับสังคม ความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองทำหน้าที่เป็นพลังชีวิตให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นส่วนรวม ตามทัศนะของ อดัม สมิท สังคมจะดำรงอยู่ได้โดยการแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นผลของความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองของแต่ละบุคคล
๓. การแข่งขัน (competition) ในโลกที่มีการค้าเสรีและมีความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองการแข่งขันเป็นตัวควบคุมระบบเศรษฐกิจ การแข่งขันช่วยบังคับไม่ให้เกิดการผูกขาดเกิดขึ้น การที่อุปทานของสินค้ามาจากผู้ขายเป็นจำนวนมากรายย่อมช่วยควบคุมมิให้หน่วยธุรกิจใดหน่วยธุรกิจหนึ่งตั้งราคาสินค้าสูงเกินไป การแข่งขันยังช่วยป้องกันมิให้นายจ้างเอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง ยิ่งกว่านั้นการแข่งขันยังเป็นพลังที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดนวกรรม (innovation) และทำให้ผู้บริโภคมีสินค้าใหม่ ๆ บริโภคในราคาถูกลง และช่วยทำให้ไม่เกิดภาวะสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งล้นตลาดหรือขาดตลาด โดยกลไกที่ผ่านการปรับปรุงในราคาและผลิตผล
๔. การดำเนินการโดยเสรี (laissez faire) ในโลกซึ่งทุกคนมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ มีความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองและมีการแข่งขันนั้น บทบาทของรัฐบาลก็ควรจะเป็นบทบาทที่น้อยมาก โดยรัฐบาลควรปล่อยให้เอกชนดำเนินงานโดยเสรี คือ รัฐบาลควรปล่อยให้เอกชนดำเนินงานไปโดยลำพังและปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปตามที่เป็นอยู่ (let alone, let be) นอกเหนือไปจากการออกตัวบทกฎหมาย การให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชน การป้องกันประเทศและการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแล้ว รัฐบาลไม่ควรเข้าแทรกแซงในการดำเนินงานของระบบเศรษฐกิจ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการในการตัดสินกรณีพิพาทที่เกิดขึ้น การดำเนินการโดยเสรีไม่ได้หมายความว่าระบบเศรษฐกิจจะต้องเป็นระบบที่ไม่มีรัฐบาลโดยสิ้นเชิงหรือเป็นระบบอนาธิปไตย (anarchy) แต่บทบาทของรัฐบาลจะเป็นบทบาทที่น้อยมากและจำกัดอยู่เฉพาะในการจัดให้มีโครงสร้างทางการเมืองที่เหมาะสมต่อการดำเนินงานของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี (free market economy)
สำนักคลาสิคให้ความสำคัญกับ Aggregate Supply โดยมีเครื่องมือในการจัดสรรผลผผิตให้บรรลุเป้าหมายของทางเศรษฐกิจคือ “กลไกตลาด (ราคา)” หรือที่เรียกว่า มือที่มองไม่เห็น (invisible hand) โดย อดัม สมิทย้ำว่าหากการแลกเปลี่ยนเป็นไปโดยเสรีแล้ว ระบบเศรษฐกิจย่อมจะดำเนินงานโดยมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่การที่จะเป็นเช่นนี้ได้ไม่เพียงแต่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนโดยเสรีเท่านั้น แต่ตลาดยังต้องมีเสถียรภาพอีกด้วย และเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดเสถียรภาพในตลาดก็คือ การแข่งขันซึ่งจะเป็นเครื่องประกันว่าสินค้าขายได้หมด (markets clear) อยู่เสมอ ไม่เกิดสถานการณ์ที่มีสินค้าล้นตลาดหรือขาดตลาด


เมนูของ model1




