๒.สำนักเคนส์เซี่ยน บางคนอาจจะเข้าใจว่าแนวความคิดของสำนักคลาสสิคและของสำนักเคนส์เซี่ยนซึ่งนำโดย จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ยืนอยู่คนละขั้วอย่างสิ้นเชิง แต่ความเป็นจริงแล้ว ปรัชญาและแนวความคิดของทั้งคลาสสิคและเคนส์ก็ยังคงให้น้ำหนักเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจควรปล่อยให้เสรี แต่ต่างกันตรงวิธีการจัดการทางเศรษฐกิจเท่านั้นเอง โดยเคนส์จะให้น้ำหนักของภาครัฐในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าทางสำนักคลาสสิค ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นก็เนื่องจากว่า ผลของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในทศวรรษที่ ๑๙๓๐ ปรากฏว่ามีกองทัพคนว่างงานนับล้านคน ซึ่งสร้างความฉงนงงงวยให้กับผู้ที่ศรัทราในเหล่าสาวกคลาสสิคเป็น อย่างมาก เพราะไม่มีวี่แววว่ายาขนานเอกที่รักษาโรคทางเศรษฐกิจ (ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ เงินฝืด การว่างงาน) ยี่ห้อคลาสสิคโดยมีตัวยาที่สำคัญคือ กลไกตลาดและการปล่อยเสรี จะรักษาหรือบรรเทาโรคร้ายให้หายได้ มิหนำซ้ำการว่างงานยังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
วิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ครั้งนั้นได้ลุกลามจากภาคการเงินและการคลังสู่ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ลุกลามจากอเมริกาไปยังทั่วโลก ซึ่งในช่วงวิกฤติ การผลิตอุตสาหกรรมของโลกทุนนิยมหดตัวลง ๓๖% การค้าของโลกหดตัวลงเกือบ ๒ ใน ๓ กรรมกรตกงานมีมากกว่า ๓๐ ล้านคน ชาวนาหลายล้านคนล้มละลาย ธนาคารนับหมื่นแห่งปิดกิจการ วิกฤติลุกลามจากอเมริกาไปยังเยอรมนีและออสเตรีย ซึ่งพึ่งพาการลงทุนของอเมริกามาตลอด เนื่องจากบริษัทเงินทุนของอเมริกาเรียกคืนเงินกู้ระยะสั้นที่ปล่อยกู้ในต่างประเทศ เดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. ๑๙๓๑ ธนาคารเวียนนาซึ่งมีมูลหนี้และสินทรัพย์เป็น ๒ ใน ๓ ของออสเตรียหมดความสามารถในการชำระหนี้ต้องประกาศล้มละลาย ซึ่งกรณีนี้ก่อให้เกิดความหวั่นไหวและระส่ำระสายไปทั่วยุโรป วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ธนาคารดาร์มสตาดท์ธนาคารยักษ์ใหญ่ ๑ ใน ๔ ของเยอรมนี ประกาศล้มละลาย ตลาดหุ้นในเบอร์ลินหยุดการซื้อขาย สภาพการคลังของเยอรมนีเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. ๑๙๓๑ ทองคำสำรองในธนาคารแห่งชาติของเยอรมนีลดลง ๔๒% วิกฤติลุกลามไปที่อังกฤษซึ่งเศรษฐกิจอาศัยการค้ากับต่างประเทศอย่างรวดเร็ว และลามต่อไปยังประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกาและโอเชี่ยนเนียซึ่งอาศัยการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรและการค้ากับต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีผลทำให้แนวความคิดของสำนักคลาสสิคที่เชื่อในกลไกตลาดเป็นสรณะถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
เป็นธรรมดาเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น แนวความคิดและกระบวนการการแก้ปัญหาก็ย่อมเกิดขึ้นคู่ขนานกันไป โดยที่ตัวยาของสำนักคลาสสิคถูกมองว่าไม่สามารถรักษาอาการของผู้ป่วยได้และในขณะเดียวกันผู้ป่วยยังเกิดอาการดื้อยา และมีภาวะแทรกซ้อน ถ้ารอให้ตัวยา (กลไกตลาด) ออกฤทธิ์ และก็ไม่รู้ว่าจะรออีกนานเท่าไร ผู้ป่วยคงทรุดหนักหรืออาจจะเสียชีวิตไปเลย คนเราเมื่อถึงภาวะคับขันก็ต้องแสวงหาทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า และคำตอบนั้นก็มาจบอยู่ที่ยารักษาโรคยี่ห้อเคนส์เซี่ยน โดยมีตัวยาที่สำคัญคือ การจัดการทางด้านอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand) เป็นยาขนานเอก ซึ่งเคนส์นอกจากสามารถที่จะวินิจฉัยโรคได้ตรงตามอาการแล้วยังมีวิธีการรักษาที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในขณะนั้น โดยสาระสำคัญ เคนส์ชี้ให้เห็นว่า ดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องเป็นดุลยภาพที่มีการจ้างงานเต็มอัตรา (full-employment equilibrium) เสมอไป ทั้งนี้ดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจอาจเป็นดุลยภาพที่มีปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาเงินฝืด หรือปัญหาการว่างงานก็ได้ และแท้ที่จริงแล้ว ภาวะที่มีการจ้างงานเต็มอัตราเป็นสภาวการณ์พิเศษ เคนส์ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยทางสถาบันมีส่วนในการทำให้กลไกราคาไม่อาจปรับตัวได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกเชื่อว่า เมื่อมีการว่างงานอัตราค่าจ้างย่อมตกต่ำลง เนื่องจากคนว่างงานบางส่วนยินดีทำงานโดยรับค่าจ้างในอัตราที่ต่ำลง การปรับตัวของอัตราค่าจ้างจะช่วยขจัดให้การว่างงานหมดไป แต่เคนส์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อค่าจ้างตกต่ำจนถึงระดับหนึ่งแล้วจะไม่ปรับตัวลดต่ำลงไปอีก ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ความไม่ยืดหยุ่นของอัตราค่าจ้างในการปรับตัวลดลง (downward wage inflexibility) นี้เอง ทำให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ในดุลยภาพที่มีการว่างงาน (unemployment equilibrium) ได้ ด้วยเหตุที่กลไกราคาไม่อาจนำระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ดุลยภาพที่มีการจ้างงานเต็มอัตราได้โดยอัตโนมัตินี้เอง เคนส์จึงมีข้อเสนอแนะทางนโยบายว่า รัฐบาลต้องมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจหาควรปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจล่องลอยตามยถากรรมโดยขึ้นอยู่กับการขับเคลื่อนของกลไกตลาดไม่ เพราะลำพังการทำงานของกลไกราคาไม่อาจแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เงินฝืด และการว่างงานได้ หัวใจของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่ที่การจัดการอุปสงค์มวลรวม พัฒนาการของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ (Keynesian economics) ในเวลาต่อมาส่วนหนึ่งมุ่งศึกษาเทคนิควิธีจัดการอุปสงค์มวลรวมหรือที่เรียกว่า demand management policy เพื่อที่จะตอบคำถามให้ได้ว่า ทำอย่างไรอุปสงค์มวลรวมจึงจะอยู่ในระดับที่ก่อให้เกิดการจ้างงานเต็มอัตรา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่มีการว่างงานนั่นเอง ด้วยเหตุที่หัวใจของการรักษาเสถียรภาพของทางเศรษฐกิจอยู่ที่การจัดการอุปสงค์มวลรวมให้อยู่ในระดับที่ขจัดการว่างงานให้หมดไปนี้เอง เคนส์มีความเห็นว่า งบประมาณแผ่นดินควรเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยที่งบประมาณแผ่นดินไม่จำต้องอยู่ในภาวะสมดุลเสมอไป รัฐบาลจะเลือกใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล สมดุล หรือเกินดุลก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนั้น


เมนูของ model1




