สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ขอเชิญสมาชิกทุกท่านร่วมโหวตผู้ผ่านการคัดเลือกรางวัลสุดคะนึงประจำเดือน มิ.ย.2552 ค่ะ และปิดรับการโหวตวันที่ 9 ก.ค. 2552 เวลา 24.00 น.
การวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจแบบง่าย
ภูมิปัญญาตกกระแส
P ภูมิปัญญาตกกระแส
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 523
การสร้างความเจริญเติบโตตามแนวคิดของสำนักเคนส์เซียน

การสร้างความเจริญเติบโตตามแนวคิดของสำนักเคนส์เซี่ยน

 

       กระบวนการสร้างความเจริญเติบโตตามแนวคิดของเคนส์นั้น เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ ๑๙๓๐ เป็นผลมาจากกลไกตลาดไม่สามารถทำให้เกิดการปรับตัวเข้าสู่ดุลภาพทางเศรษฐกิจได้โดยที่อุปสงค์มวลรวมขณะนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำและลำพังภาคเอกชนไม่สามารถทำให้เกิดกลไกส่งผ่านในการกระตุ้นอุปสงค์ได้ หรือทำได้แต่ช้าและไม่มีขนาดอุปสงค์ที่มากเพียงพอต่อการกระตุ้น เคนส์จึงได้เสนอให้ภาครัฐเป็นกลไกในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ให้กับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมอีกครั้ง โดยการทำผ่านเครื่องมือทางด้านการคลัง ในด้านของรายจ่ายงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเคนส์ให้น้ำหนักในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงนั้น โดยการให้ความสำคัญกับการจัดการด้านอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) โดยในความเป็นจริงแล้วการกระตุ้นอุปสงค์สามารถทำได้ทั้งในด้านของภาครัฐและเอกชน แต่ปัจจัยเหตุในทศวรรษที่ ๑๙๓๐ ภาคเอกชนไม่สามารถขับเคลื่อนกลไกดังกล่าวได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นเคนส์จึงเสนอให้ภาครัฐเข้ามาเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนกลไกดังกล่าว โดยกลไกการสร้างความเจริญเติบโตตามกรอบความคิดของเคนส์จะมองด้าน Aggregate Demand หรือบางครั้งเราอาจเรียกว่าเป็นเป็นการมองทางด้านการใช้จ่าย

 

            Y          =       GDP       =      C + I + G + (X-M)

      

        เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอันมีสาเหตุมาจากการหดตัวของอุปสงค์ ดังนั้นเคนส์จึงมองว่าการที่จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดดุลภาพอีกครั้ง คือ การกระตุ้นทางด้านอุปสงค์มวลรวม ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ

 

        ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตัวอย่างที่สมมติในการผลิตสินค้าคือ การทำขนมครกขาย เริ่มต้นที่ เราใช้ทุน โดยมีเตาทำขนมครก ๑๐ เตา ราคาเตาละ ๕๐ บาท และมีเราเป็นแรงงานในการผลิต เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตและสามารถทำขนมครกได้ ๕๐๐ ชิ้น ถ้าหากว่าเราต้องการทำขนมครกให้เพิ่มขึ้นสามารถทำได้โดยเพิ่มจำนวนเตา (ทุน) หรือเพิ่มคนทำขนม (แรงงาน) สมมติว่าเราเพิ่มจำนวนเตาอีก ๑ เตา รวมเป็น ๑๑ เตา สามารถทำขนมครกเพิ่มเป็น ๕๕๐ ชิ้น หรือถ้าเราต้องการทำขนมครก หรือทำให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก เราอาจเพิ่มจำนวนเตาเป็น ๑๓ เตา สามารถทำขนมครกได้ ๖๕๐ ชิ้น โดยที่ในการเพิ่มเตาดังกล่าวสามรถผลิตได้ด้วยแรงงาน ๑ คนเท่าเดิม แต่กระบวนการดังกล่าวเมื่อเผชิญกับช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การที่จะผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายเพิ่มเพื่อทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็จะประสบกับภาวการณ์ขาดทุน ขายสินค้าไม่หมดเกิดสินค้าล้นตลาดในกรณีดังกล่าวสมมติว่า เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด ๕๐ ชิ้น และ ๑๕๐ ชิ้น ตามลำดับ ในกรณีดังกล่าวในมุมมองของเคนส์เสนอให้มีการบริหารจัดการด้านอุปสงค์รวมเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวสามารถใช้กลไกภาครัฐโดยการใช้ผ่านงบประมาณรายจ่าย (งบประมาณขาดดุล) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ทำให้ปริมาณเงินในระบบหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และส่งผลทำให้การบริโภคของภาคเอกชนขยายตัวซึ่งก็จะส่งผลดีต่อภาคการผลิตสินค้าและบริการในที่สุด ซึ่งก็จะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนและขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

 

          จะเห็นได้ว่ากระบวนการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสำนักคลาสสิคและสำนักเคนส์เซี่ยน มีปรัชญาที่คล้ายคลึงกันในการบรรลุซึ่งเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่เน้นตลาดเสรี แต่แตกต่างกันตรงเครื่องมือและวิธีการการนำไปสู่จุดหมาย โดยสำนักคลาสสิคให้น้ำหนักกับกลไกตลาดโดยผ่านเครื่องมือของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยกำหนดบทบาทภาครัฐไว้ในส่วนของการสร้างกลไกเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนรวมถึงการรักษาอธิปไตยของประเทศเท่านั้นเอง ส่วนบทบาททางด้านเศรษฐกิจควรปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินอย่างเสรี เพราะไม่ว่าอย่างไรท้ายที่สุดกลไกตลาดโดยเครื่องมือราคา ก็จะนำพาเศรษฐกิจเข้าสู่จุดดุลยภาพได้เสมอ เพราะถ้าหากปล่อยให้ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงก็จะทำให้การทำงานของกลไกตลาดบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ดุลยภาพของเศรษฐกิจก็จะเสียสมดุลไป การที่สำนักคลาสสิคเชื่อในปรัชญาข้อนี้ ทำให้สำนักคลาสสิคเชื่อในประสิทธิภาพของ Aggregate Supply ไม่ว่าจะผลิตสินค้าและบริการออกมาเท่าไร ก็สามารถที่ขายสินค้าและบริการหมด โดยมีกลไกตลาดคือราคา เป็นเครื่องมือจัดสรรผลผลิตให้กับภาคการบริโภคที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะถ้าหากผลผลิตมีมากเกินหรือน้อยกว่าความต้องการ ราคา ก็จะเข้ามามีบทบาทเกลี่ยให้เกิดดุลภาพได้เสมอ จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า อุปทาน (supply) ก่อให้เกิดอุปสงค์ (demand) ตามกฎของซาย ในส่วนของสำนักเคนส์เซี่ยนจะให้ความสำคัญกับทางด้านการจัดการด้านอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) เนื่องจากมองว่าการเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อทศวรรษที่ ๑๙๓๐ เกิดจากระดับอุปสงค์ที่ต่ำเกินไปการที่จะกระตุ้นอุปสงค์รวมสามารถทำได้ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ ณ ช่วงเวลานั้นเครื่องมือและกลไกที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายและรวดเร็วต่อการกระตุ้นอุปสงค์ดังกล่าวคือ เครื่องมือรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินของภาครัฐ เคนส์จึงเสนอให้ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นอุปสงค์รวมที่อยู่ในระดับต่ำให้เพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ให้ภาครัฐเข้าควบคุมทั้งหมด โดยสาระสำคัญของปรัชญาการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเคนส์ก็เห็นด้วยกับคลาสสิคในการปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินอย่างเสรี แต่แตกต่างกันที่เคนส์ให้ความสำคัญกับภาครัฐในการเข้าทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าสำนักคลาสสิค โดยที่เคนส์ให้ความสำคัญแก่บทบาทของรัฐในด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เนื่องจากความล้มเหลวของกลไกราคาในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เงินฝืด และการว่างงาน แต่เคนส์ไม่ได้ต้องการให้มีการวางแผนจากรัฐบาลกลาง (central planning) เข้าไปแทนที่กลไกราคาในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แท้ที่จริงแล้วในทัศนะของเคนส์กลไกราคายังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากร เพียงแต่เศรษฐทรรศน์แบบเคนส์ไม่เชื่อประสิทธิภาพของกลไกราคาในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ พัฒนาการของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ก่อให้เกิดการวางแผนแบบชี้นำ (indicative planning) ซึ่งแตกต่างจากระบบการวางแผนชนิดบังคับ (imperative planning) ดังที่ใช้กันในประเทศคอมมิวนิสต์ ภายใต้ระบบการวางแผนแบบชี้นำ รัฐเพียงแต่ชี้นำทิศทางของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยที่รัฐลงทุนสร้างโครงข่ายพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (infrastructure) พร้อมทั้งกำหนดนโยบายไปในทิศทางที่กำหนด แล้วปล่อยให้เอกชนเป็นฝ่ายตัดสินใจลงทุน ระบบการวางแผนแบบชี้นำจึงเป็นกลไกแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เป็นทางสายกลาง ซึ่งอยู่ระหว่างกลไกราคากับระบบการวางแผนแบบบังคับ อิทธิพลของเศรษฐทรรศน์แบบเคนส์ไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศ  ต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตก โดยฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสยอมรับระบบการวางแผนแบบชี้นำเท่านั้น หากทว่าระบบนี้ยังแพร่ระบาดไปสู่โลกที่สามอีกด้วย

 

        การที่เศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคและเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ให้ความสำคัญกับแนวทางการสร้างความเจริญเติบโตในแนวคิดที่แตกต่างกัน คือเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคให้ความสำคัญกับ Aggregate Supply ส่วนเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ให้ความสำคัญกับ Aggregate Demand นั้น เป็นเพราะหลักปรัชญาที่เกิดขึ้นเป็นไปตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่ ณ ช่วงนั้น เพราะว่าบางครั้งปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่ต่างกันตรงที่เวลา การแก้ไขปัญหาก็อาจจะแตกต่างกันออกไป หรือแม้แต่กระทั่งปัญหาทางเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกันและเกิดขึ้น ณ เวลาเดียวกัน แต่ต่างสถานที่กัน การแก้ไขปัญหาก็อาจจะแตกต่างกันออกไปได้เหมือนกัน ที่สำคัญขึ้นอยู่กับว่าเหตุปัจจัยของปัญหา ณ เวลานั้นเกิดขึ้นด้าน Aggregate Supply หรือ Aggregate Demand ปรัชญาของสำนักคลาสสิคจุติขึ้นในภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขยายตัวและเจริญรุ่งเรือง ดังนั้น หลักปรัชญาของสำนักคลาสสิคจึงเป็นหลักปรัชญาที่เสมือนเป็นการใช้บริหารและจัดการรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นกลไกตลาดจึงมีอิทธิพลในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่ปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์ของเคนส์เกิดขึ้นเมื่อทั่วโลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจเกิดการตกต่ำเป็นอย่างมากในช่วงทศวรรษ ๑๙๓๐ เพื่อตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจในขณะนั้น ทำให้ หลักปรัชญาของสำนักเคนส์เซี่ยนจึงเป็นหลักปรัชญาที่เสมือนเป็นการใช้แก้ปัญหาเมื่อประสบกับภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ

หมวดหมู่: การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย
คำสำคัญ: การสร้างความเจริญเติบโต  สำนักเคนส์เซียน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: จ. 08 ก.ย. 2551 @ 12:42   แก้ไข: จ. 08 ก.ย. 2551 @ 12:52   ขนาด: 24898 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีความคิดเห็น
ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก
บันทึกอื่นๆ