รถวิ่งไปสู่จุดหมายปลายทางของวัน แต่จุดหมายปลายทางชีวิตของผมยังอยู่อีกไกล...

บันทึกแห่งความทรงจำเป็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผมและมีผลกระทบในทางดีต่อจิตใจ ที่ผมอยากจะจดจำไว้เพื่อเป็นเชื้อเป็นกำลังของใจให้มีแรงก้าวไปตามจุดหมาย หากมีข้อความที่สับสนวกวนเพราะไม่ได้ขัดเกลาก็ขออภัยด้วยนะครับ

 

แม่ลูกคู่หนึ่งและข้าพเจ้า

      ตอนสายของวันหนึ่ง วันที่ร้อนอบอ้าวกลางเดือนพฤษภาคม 2550 ผมเทียบรถกับขอบทางขนานใจกลางเมืองสุพรรณบุรี การหลงทางเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานที่ต้องเดินทางและไม่เคยไปพื้นที่นั้น ยิ่งเข้าไปในหมู่บ้านห่างไกลแผนที่ที่พกติดรถช่วยอะไรไม่ได้เลย ส่วนใหญ่ทางจึงอยู่ที่ปากนั่นเอง...โชคดีที่ตอนนี้อยู่ในตัวเมือง แผนที่จึงยังใช้ได้ดี

          ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก...

ผมเงยหน้าจากแผนที่ดูว่าใครมาเคาะกระจกรถ วินาทีแรกที่ได้ยินเสียงผมอดนึกไปถึงตำรวจไม่ได้ เป็นผู้ซึ่งไม่พึงประสงค์ไม้เบื่อไม้เมาสำหรับคนเดินทางเช่นผมและอีกหลาย ๆ คน...

ผิดคาด..คนที่ยื่นหน้ามองที่กระจกรถนั้นเป็นหญิงสาวอายุประมาณสามสิบต้นๆ คงแก่กว่าผมไม่กี่ปี ผมเลื่อนกระจกรถลง

“มีน้ำดื่มมั๊ยคะ?”

“...” ผมตั้งตัวไม่ทัน ไม่คิดว่าเธอจะมาแนวนี้ เธอคงเห็นว่าผมงงจึงพูดต่อ

“ขอน้ำดื่มได้มั๊ยคะ?”

ผมพึ่งสังเกตุเธอเต็ม ๆ ก็ตอนนี้ แววตาเศร้า ริมฝีปากแห้ง หน้าตาเหมือนวิตกกังวล เหมือนมีทุกข์ ข้างหลังเยื้องด้านซ้ายของเธอที่ยืนอยู่บนทางเท้าผมเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งมองเข้ามาในรถด้วยสีหน้าอย่างมีความหวัง ทั้งคู่ดูเหมือนเหนื่อย อ่อนแรง...วินาทีนั้นผมรู้สึกสงสารจับใจ เด็กหญิงอายุคงประมาณสัก 4 ปี ค่อนข้างผอม ดูไม่สดชื่นสมวัยอย่างที่ควรจะเป็น ตากลมโตคู่นั้นควรจะร่าเริงสดใส...ผมอดนึกถึงเด็ก ๆ ที่เคยผูกพันใกล้ชิดสนิทสนมขึ้นมาไม่ได้ หากเป็นลูกเป็นหลานมาอยู่ในสภาพนี้....ผมรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้ง

“มีครับ...มี” ผมตอบพร้อมกุลีกุจอเขาขวดน้ำดื่มให้

ผู้เป็นแม่ยิ้ม..เป็นยิ้มเศร้าๆ ไหว้และกล่าวขอบคุณ แล้วเธอก็จูงลูกเดินไปสัก 50 เมตร ใต้ต้นไม้ของเทศบาลที่ปลูกริมถนน...นั่งลง...เธอเปิดขวดน้ำและยื่นให้ลูกสาว...เด็กน้อยรับไปดื่มอย่างรวดเร็ว และคงจะสำลักเพราะรีบดื่ม เมื่ออิ่มจึงส่งขวดน้ำนั้นให้แม่ เธอดื่มน้ำจนเกือบหมด แต่ชะงักหยุดไว้แล้วหันไปคุยกับลูก คงถามว่าจะดื่มอีกมั๊ย อิ่มหรือยังลูก? ผมเห็นเด็กหญิงส่ายหน้า แล้วผู้เป็นแม่ก็ดื่มน้ำต่อจนหมด...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พ้นสายตาผมเลย...

หากเธอไม่ขอน้ำ แต่ขอเป็นเงินแทน ความรู้สึกของผมคงเป็นไปอีกแบบ...สิ่งที่เธอแสดงออกนั้นเรียบง่ายปกติธรรมดา แต่กระแทกอารมณ์ความรู้สึกของผมอย่างยิ่ง ผมอยากจะคิดว่าเธอมีศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีที่แม้ไม่มีเงินถึงขนาดจะซื้อน้ำขวดละ 5 บาท แต่เธอก็ไม่ขอเงิน เธอหิวน้ำ ลูกหิวน้ำ เธอจึงขอแต่น้ำ...เท่านั้น...

ผมรีบสำรวจในรถ มีขนมปัง ขนมขบเคี้ยว ที่ติดรถไว้เวลาส่วนใหญ่รีบด่วน บ่อยครั้งไม่สามารถหยุดกินข้าวได้จึงต้องมีของพวกนี้ติดไว้ และมีน้ำอีกขวด ผมขับรถไปเทียบข้างๆ และยื่นของเหล่านั้นให้เธอ...คิดเอาว่าแม้ไม่อิ่มท้องเหมือนข้าวแต่อย่างน้อยก็ดีกว่ามีแต่น้ำในท้องอย่างเดียว และขนมเด็กคงจะชอบ...

รถวิ่งออกมาจากตรงนั้นแล้ว ผมยังจำใบหน้าเศร้าที่สำนึกขอบคุณนั้นได้ดี เธอกล่าวละล่ำละลักขอบคุณ หากผมตาไม่ฝาดดวงตาของเธอมีน้ำคลอเอ่อขึ้นมา...เด็กน้อยดูท่าทางดีใจมากเมื่อมองเห็นขนม...ผมรู้สึกโล่ง โปร่ง เบา มีความสุข ความสุขจากการให้โดยไม่หวังผล โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ หรือมาเรี่ยไร เพราะการให้แบบนั้นเมื่อให้ไปก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรถ้าใจไม่พร้อม...

อีกแล้ว..ขนลุกชันทั่วทั้งร่าง น้ำตาแห่งปีติไหลออกมา...ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเป็นเช่นนี้ รู้แต่ว่า...รู้สึกดีเหลือเกิน...

หรือนี่คือการตอกย้ำว่าแท้จริง...คือรัก...รักทุกๆสิ่ง...รักที่มีแต่ให้อย่างไร้เงื่อนไข...ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน...แม้แต่ความรัก หรือมันเป็นเพียงอุปาทาน เป็นความหลงตัวเองในความดีเท่านั้น...แต่หากไม่ใช่อุปาทาน...อีกนาน..นานเท่าใด ต้องผ่านอุปสรรคใด และจะผ่านได้หรือไม่...ผมจึงจะสามารถบรรลุถึงจุดหมายนี้ได้...

รถวิ่งไปสู่จุดหมายปลายทางของวัน แต่จุดหมายปลายทางชีวิตของผมยังอยู่อีกไกล...