จงพร้อมอย่างมีสติกับปัญหาที่ยากลำบาก

ความยากลำบากที่สุดในการจัดการงานสักชิ้นหนึ่งภายใต้ปัจจัยดังต่อไปนี้

·                   การถอดโจทย์สำคัญที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน

·                   ระยะเวลาจำกัดของการส่งงาน

·                   การมองให้เห็นเป้าหมายของงานอย่างเป็นรูปธรรม

·                   การกำหนดวิธีการ (Means) เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย เสมือนการสร้าง แบบจำลอง

·                   การวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค์ล่วงหน้าและวิธีแก้ไขในจินตภาพ

 ที่กล่าวมานั้นคือสิ่งที่ผู้เขียนกำลังเผชิญและหมกมุ่นกับสิ่งเหล่านี้มาเกือบเดือนจนใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของ Deadline…สมชื่อจริงๆ ….

การบันทึกครั้งนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ใดเป็นพิเศษ….เป็นการเขียนถอดความคิดยามนี้ออกมาเพื่อให้เกิดความว่างแบบสูญญากาศ

กระบวนการถอดโจทย์ที่เป็นปัญหาอยู่นี้ จะต้องทำให้ออกมาเป็นแบบจำลองและมีองค์ประกอบที่เป็น key success และสร้างจินตภาพของความสำเร็จที่มุ่งหวัง โดยมีปัญหาอุปสรรคและวิธีการแก้ไขเป็นบันไดไต่เต้าไป

 ขอเปลี่ยนประเด็นสำหรับวันนี้ ได้มีโอกาสประชุมกับ supervisors หลายท่านเกี่ยวกับการจัดการความรู้ (KM) ในหน่วยงานโดยนำกระบวนการ Dialogue มาใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้

 หนึ่งในหัวข้อที่เราหารือกันคือการทบทวนการจัด Dialogue มาแล้ว 3 ครั้ง เราพบว่าบรรยากาศ Dialogue และ Flow of Meaning ไม่ค่อยเกิดขึ้น และเจ้าหน้าที่ที่มาร่วม Dialogue “ไม่เปิดใจ และดูเหมือนจะไม่ไว้วางใจกันมากพอที่จะกล่าวถึงหรือพาดพิงถึงประสบการณ์การทำงานของตนเอง

 Feedback ของผู้เข้าร่วมกระบวนการ Dialogue

·       เกร็งกับกติกาที่บอกว่าฝึกฟังอย่างตั้งใจ…ห้ามพูดแทรกห้ามครองเวที            

·       มองไม่เห็นประโยชน์ของการนำ Dialogue มาจัดการความรู้                            

·       ไม่ชอบ ...ไม่ถนัดในหัวข้อที่เป็นประเด็นสนทนา                                                                  

·       เข้าใจผิดไปว่าให้ฟัง ก็ฟังอย่างเดียว ไม่ยอมพูดกันเลย                                             

·       พูดอะไรออกไปแล้วถูกสมาชิกในวงเบรก ก็เลยไม่กล้าพูดต่อ

·       มีเกทับ เข้ามาจัดการกลุ่ม กระตุ้น และสนทนาย่อยในกลุ่ม                                                    

·       ไม่ใช่นักเล่าเรื่องหรือไม่ได้ฝึกพูดในที่สาธารณะ จึงไม่กล้าพูด                                

·       อารมณ์ศิลปินอยากพูดก็พูด อยากฟังก็ฟังแล้วแต่สถานการณ์และหัวข้อที่โดน

 

ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้หลายคนเริ่ม “ไม่อิน" กับการจัดการความรู้แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนกังวลไม่ใช่การเกิดกระบวนการ Dialogue หรือไม่ แต่คือการไม่มีอารมณ์ร่วมกับเครื่องมือใด ๆ ที่จะนำมาใช้ในการจัดการความรู้  หรือ "การไม่เปิดใจ"

 ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการออกแบบวิธีการจัดการความรู้ใหม่ นั่นคือจะจำลองแบบการจัดเวทีสาธารณะ ให้กลุ่มที่มีจิตอาสาออกมาเป็นตัวอย่างในการถ่ายทอดความรู้ คล้าย ๆ กับการจัด Panel แบบ Talk Show โดยกลุ่มที่เป็นจิตอาสาออกมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดความรู้ แปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรม หรือนำสิ่งที่เป็น Inner Knowledge ออกมาให้ปรากฎสู่สาธารณชน โดยผู้ฟังมีส่วนร่วมในการซักถามและแสดงความคิดเห็นจากวงนอกสู่วงใน

 การไหลเวียนของความรู้ ประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมช่วยคิดต่อยอดสร้างสรรค์อย่างเป็นพลวัตรจะสร้างพลังงานบวกมหาศาล…Synergy….แบบไร้ขีดจำกัด

 การช่วยกันคิดด้วยกันเปรียบเสมือนกับการร่วมกันปรุงอาหารสมองและร่วมรับประทานอาหารด้วยกันอย่างอะเร็ดอร่อยไม่อร่อยคงไม่ได้แล้ว เพราะพวกคุณปรุงกันเอง ใครชอบอะไรก็ใส่เครื่องปรุงนั้นเองต่อให้ไม่อร่อยเท่าไหร่ก็คงเต็มใจกันทาน ไม่มีการต่อว่ากันอย่างแน่นอน

 บทบาทของผู้เขียนมีหลายหมวกเมื่อโยนความคิดนี้ออกไปแล้ว ก็ต้องตามเก็บความคิดของผู้อื่นที่ตามมาว่าเห็นด้วยไหมและจะเริ่มกันอย่างไรคนที่เป็นจิตอาสาไม่ได้คำนึงว่าต้องมีประสบการณ์มากกว่าใคร ๆแต่เป็นผู้ที่เปิดใจมากกว่า

 ขอเพียงเปิดใจเชื่อไหมว่า ต่อไปก็จะเปิดสมองออกมาเองแล้วเราคงได้เห็นความรู้ประสบการณ์ของพวกท่านและเมื่อนำมารวมกัน นั่นคือพลังของทีม

 จบบันทึกนี้ด้วยการตามจิตที่ว่าง  การปลดปล่อยความคิดเป็นตัวหนังสือเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณ และฝึกใช้ปัญญาที่ซ่อนนอนลึกออกมาเดินอย่างเป็นระเบียบดังบันทึกนี้

 จงพร้อมอย่างมีสติกับปัญหาที่ยากลำบาก   หลังบันทึกนี้จะขอไปทำแบบจำลองให้เป็นผลงานต่อ...

 ากท่านต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยาก …ท่านมีวิธีการถอดโจทย์กันอย่างไร? อยากให้แลกเปลี่ยนกันบ้าง...อิสระทางความคิด...จิตไม่ปรุงแต่ง...

 

ขอนำคำตอบที่จะตอบคำถามคุณกวินเกี่ยวกับ "ไดอะหลอก" มาตอบในบันทึกนี้แทนค่ะ เพราะมันยาว และเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาที่นำเสนอ

·       คำถามของคุณกวินน่าสนใจอย่างยิ่ง จึงขอตอบคำถามเกี่ยวกับ Dialogue หลอกกันหรือเปล่าไว้เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกนี้เพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนกันค่ะ

·       ตามที่บอกไว้ในบันทึกแล้วว่า ศิลามีหลายหมวก

·       หมวกที่เราได้รับมอบหมายให้เป็น FA ในการทำให้ผู้เชี่ยวชาญในความรู้ทั้งหลายเปิดใจถ่ายทอดความรู้ที่เรียกกันติดปากว่า KM นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะนำ "ไดอะหลอก" หรือเครื่องมืออะไรก็ได้มาทำให้เราอยากเล่าเรื่อง ดึง Tacit Knowledge ออกมา....จะเรียกว่าหลอกหรือไม่ไม่ทราบ เพราะเจตนาดีคืออยากให้มีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยน...ส่วนคนพูดจะพูดหลอก ก็เป็นไปได้หากตัวตนของเขายึดภาพลักษณ์ นั่นคือกิเลส "หลง" ซึ่งเคยนำเสนอไว้ใน Blog รู้ตัวเพื่อการพัฒนา

·       แต่ไม่ว่าคนเราจะพูดจากแรงขับ  โลภ (ความกลัว)  โกรธ หรือหลง ล้วนแล้วแต่เป็นพลังธรรมชาติหากควบคุมให้อยู่ในความพอดี... ก็ดี...จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะรังเกียจและปฏฺิเสธ  แต่ควรจะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราและเขาต่างก็มี เพียงกำหนดจิต ติดตามก็จะกลายเป็นพลังงานบวกได้...เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก ศิลาหวังว่าจะมีเพื่อนร่วมแลกเปลี่ยนที่ "เห็น" แต่ "มองต่าง" ก็ยังดี

·       ในความหมายนี้ ก็คือทุกคนมีอัตตา การปรุงแต่งตามกิเลสที่ยึด (โลภ (กลัว) โกรธ หลง) เป็นเรื่องธรรมดา ศิลาเข้าใจเรื่องนี้มานานแล้ว และอาศัยความเมตตาต่อสิ่งที่พบเห็น ...การผ่านการฟังลักษณ์แต่ละลักษณ์ที่ยึดกิเลสแต่ละตัวเล่าเรื่อง และเราเข้าถึงกันได้ เป็นการแสดงความเมตตาต่อกันค่ะ

·         ตราบเท่าที่พวกเขาเล่าเรื่องอย่างเปิดใจ จะเล่าจากกิเลสเพื่อการปรุงแต่งตัวใดไม่สำคัญ สำคัญคือเนื้อหาที่เราจะนำมาใช้นั้น เกิดประโยชน์ต่อชุมชนค่ะ...เมื่อพ้นจากวัยทารกที่ naked มาแล้ว ผู้ใหญ่ล้วนใส่อาภรณ์ปกปิดกายกันทั่วหน้าค่ะ

  •  
    • หากมนุษย์เรามีศีล สมาธิ ปัญญา ใกล้เคียงหรือเสมอกัน หรือยึดหลักธรรมนำชีวิต รับรองว่าทฤษฎีสูตรสำเร็จต่างๆที่ออกแบบกันมาใช้กับมนุษย์นั้น ขายไม่ออก...เพราะทุกคน "ตื่น รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ” นั่นคืออุดมคติใน  utopia ที่หลายท่านอยากเห็น
    • ตามหมวก FA นี้ กับความเป็นจริงของคน ทำให้มีทฤษฎีสูตรเยอะแยะยัดเยียดให้ต้องนำมาใช้  ซึ่งก็ต้องทำไปตามหน้าที่ เพราะคนไทยเชื่อตำรานอกและบุคคลที่มีชื่อเสียงไว้อ้างอิง

oอีกหมวกหนึ่งคือนักวางแผนอิสระไม่มีค่าย อาศัยจังหวะว่าสูตรทฤษฎีอะไรใช้กับกลุ่มไม่ได้ก็จะนำความคิดไร้กรอบมาเสียบ ซึ่งศิลากำลังผลักดันอยู่อย่างไม่รีบร้อน   โดยส่วนตัวแล้ว อยากใช้แนวรู้เขา เข้าถึง จึงพัฒนา คือการรู้และเข้าถึงธรรมชาติกลุ่ม จึงอยากใช้ Enneagram รวมทั้งหลักพุทธมาจับตัวตนให้เขาพูดโดยอิสระตามลักษณ์ของเขา ซึ่งจะทำได้ดีตามวิถีที่เขาเป็นศิลานึกภาพนั้นไว้แล้ว แต่ไปไม่ถึงเพราะต้องทำให้คนสำคัญที่เกี่ยวข้องเชื่อให้ได้ก่อนนำมาใช้...การหลุดออกจากกรอบสำหรับบางคนเป็นเรื่องยากพอ ๆ กับนำหลักธรรม (ชาติ) มาใช้แทนที่ "หลักทำตามเขา...นำเข้า เข้ามา"  

  •  
    • หากคนเราไม่มี ศีล สมาธิ ปัญญา ใกล้เคียงหรือเสมอกัน สิ่งที่พบคือบางคนหวาดระแวงหรือมีกลไกป้องกันตนเอง เวลานำศาสตร์หรือเครื่องมืออะไรมาใช้ ศิลาจึงอยากให้หลาย ๆ คนรู้สึก "เปิดใจ" กระบวนการเวทีสาธารณะแบบจิตอาสานำร่องจึงเกิดขึ้น ส่วนในเวทีนั้นกระบวนการ ไดอะหลอก เกิดหรือไม่   ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักอีกต่อไป 

·       กาลามสูตรเป็นเรื่องที่อยากนำมาใช้ หากพูดไปแล้วมีคนเข้าใจเหมือน ๆ กัน... เพราะหลักพุทธคือหลักธรรม (ชาติ) ที่สุด เรานำเครื่องมืออะไรมาใช้ก็ตาม ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า “ไม่ได้ดูกันเลย  พุทธก็มีสอนไว้”  แม้กระทั่งหลักการบริหารที่ไปนำของนอกมาอธิบาย  พอนำหลักธรรมมาจับ ก็อธิบายได้ลึกซึ้งกว่า…แต่ก็ไม่ได้ดูกันเลย…สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือการลองนำของนอกมาให้เขาเห็น…เมื่อมีปัญหา เราก็อธิบายด้วยหลักพุทธ จะกรองละเอียดกว่า…เป็นกุศโลบายที่อาศัยเวลามาก ต้องมีขันติสูง…ทำแบบไม่ทำ ใช้ธรรมแบบไม่รู้ว่าธรรม

·       ตอบมายาวมากเพื่อสรุปว่า KM กับพฤติกรรมมนุษย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากหากแต่ละคนยังยึดอัตตาตนเอง เมื่อไรที่ลดอัตตา ทุกคนจะมาพบกัน ณ จุดเดียวกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

·       คิดอิสระ จิตไม่ปรุงแต่ง ยากนะ  ขั้นสูงสุดที่อยากจะให้หลายคนเข้าใจกันคือ ใช้ปัญญา โดยไม่เป็นทาสเหตุผลความนึกคิด

·       ความคิดหรือจิตเรา เราไม่ควรสร้างกำแพงหรือทำอาณาเขตพรมแดนเช่นเดียวกับแผนที่ภูมิศาสตร์ทางกายภาพ เราไม่ควรมีกรอบ เพื่อจะได้ไม่มีคำว่านอกกรอบหรือในกรอบ ทั้งหมดนี้เราสร้างขึ้นด้วยความไม่รู้ตัว  แต่เราควรใช้ความรู้ตัวในการทำลายสิ่งกีดกั้นนี้ออกไป

----------------------------------------------------------------