"นิพพานเป็นอัตตา"
ไม่รู้จริงหรือแกล้งไม่รู้? หน้า 5
ทำไมคนถึงเชื่อว่า “นิพพานเป็นอัตตา” ไม่ถูกต้อง
ถ้ามีคนถามว่า ถ้าจะกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “นิพพานเป็นอัตตา” แค่นี้ แล้วหมายถึงว่า “นิพพานเป็นนิจจัง/สุขัง/อัตตา” ได้ไหม
คำ ตอบก็คือ ถ้าเป็นนักภาษาศาสตร์หรือเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่องภาษาค่อนข้างดี และศึกษาแบบไม่มีอคติแล้วก็สามารถกล่าวได้ว่า ความหมายน่าจะไม่แตกต่างกัน เพราะผู้พูดต้องการที่จะพูดอย่างสั้นๆ แต่ในปัจจุบันนี้ พุทธวิชาการ/นักปริยัติได้พยายามเผยแพร่องค์ความรู้ที่ไม่ถูกต้องว่า “นิพพานเป็นอนัตตา” อยู่เป็นประจำ ประการสำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คำว่า “อัตตา” ที่ใช้กันอยู่ชีวิตประจำวันนั้น ใช้กันในความหมายว่า “ถือตัวถือตัวตน” หรือ “ยึดมั่น ถือมั่นว่าตนเองว่าดีกว่าคนอื่น” เป็นต้น จึงทำให้คนส่วนหนึ่งหลงเชื่อไปว่า ถ้ามีใครสอนว่า “นิพพานเป็นอัตตา” คำสอนดังกล่าวนั้น ไม่ถูกต้อง
สรุป
หลวงพ่อสดไม่ เคยสอนว่า “นิพพานเป็นอัตตา” แต่สอนทุกครั้งว่า “นิพพานเป็นนิจจัง/สุขัง/อัตตา” ซึ่งความหมายก็คือ นิพพานมีสภาพที่เที่ยง เป็นสุข และคงที่ซึ่งถูกต้องตามพระไตรปิฎกเถรวาทแล้ว ในการโจมตีคำสอนของหลวงพ่อสดว่า “นิพพานเป็นอัตตา” จึงไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความดังกล่าวแม้แต่ครั้งเดียว เพราะไม่รู้จะไปอ้างอิงมาจากไหน กลุ่มคนที่เชื่อว่า หลวงพ่อสด สอนว่านิพพานเป็นอัตตามีทั้งคนที่ไม่รู้จริงๆ เนื่องจากไม่มีโอกาสได้ ้อ่านหนังสือสายวิชชาธรรมกาย อย่างจริงจัง หรืออาจจะเป็นนักวิชาการสาขาอื่น ที่สนใจเรื่องนิพพานด้วย อีกกลุ่มนั้น แกล้งไม่รู้ เพราะ ตกอยู่ใต้อิทธิพลของวิทยาศาสตร์แบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอน ที่เชื่อมนุษย์ตายแล้วเกิดเพียงชาติเดียวเท่านั้น นรก สวรรค์ พรหม อรูปพรหม นิพพาน ไม่มีทั้งสิ้น
พุทธวิชาการ/นักปริยัติกลุ่มนี้ จึงชูประเด็นที่ไม่ถูกต้องออกมาว่า “นิพพานเป็นอนัตตา” เมื่อมีสายวิชชาธรรมกายสอนว่า “นิพพานเป็นนิจจัง/สุขัง/อัตตา” จึงต้องออกมาโจมตีแบบไม่มีมารยาททางวิชาการคือ ตัดเอาคำว่า “นิจจัง/สุขขัง” ออกไป ให้เหลือแต่เพียง “นิพพานเป็นอัตตา” โดยนำเอาประโยชน์จากความหมายของคำว่า “อัตตา” ที่ใช้ในการภาษาไทยประจำวันนั้น มีความหมายในทำนองยึดมั่นถือมั่น
กรรม นั้นเกิดจากเจตนา ผลกรรมของพุทธวิชาการ/นักปริยัติกลุ่มแกล้งไม่รู้นั้น ผู้เขียนไม่สามารถจะบรรยายได้เลยว่า จะรับทุกข์ทรมาณขนาดไหน เพราะ โดยเนื้อของวิชชาธรรมกายนั้น สามารถสอนให้นักเรียน/นักศึกษา “เห็น” ดวงธรรม เห็นกายธรรมในตนเองอย่างแจ่มชัดได้เป็นแสนๆ คนไปแล้ว ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ดี และการสอนให้นักเรียน/นักศึกษา “เห็น” ดวงธรรม เห็นกายธรรมในตนได้ ผู้เขียนยังไม่เห็นผลเสียจากการสอนแม้แต่เพียงประการเดียว ถ้าพูดในแง่ของการสอนตามหลักวิชาการปัจจุบันก็เป็นการสอนให้เด็กมี จินตนาการสร้างเป็นภาพได้ การที่นักเรียน/นักศึกษาสามารถคิดเป็นภาพได้นั้น เป็นการสอนที่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพมันสมองของนักเรียน/นักศึกษาได้เป็น อย่างดี
เมื่อพิจารณาตามหลักของพุทธเถรวาทแล้ว การที่เด็ก “เห็น” พระในท้องก็คือ เด็กมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว ตามพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม” การเห็นดังกล่าวนั้นเป็นเพียงวิชชาเบื้องต้นเท่านั้น สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า วิชชาธรรมกายถูกต้องตรงตามพระไตรปิฎกทุกประการ
การโจมตีสิ่งที่ดีที่ถูกต้องว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ถูกต้องโดยเจตนาร้าย ผลของกรรมของก็จะร้ายแรงไปด้วยเป็นเท่าทวีคูณ
------------------------------------
Ph.D. (Integrated Sciences/สหวิทยาการ)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา
Email: komoltha4299@gmail.com
Web site: http://komoltha.page.tl
หมายเหตุ : ทำ links เชื่อมโยง โดย Webmaster
อ่านฉบับปรับปรุงได้ที่ http://myth.in.budhissm.advance.googlepages.com
-----------------------------------------------
เว็บแนะนำครับ
ศูนย์รวมข้อมูลการเผยแพร่ การเรียนการสอน วิชา ธรรมกาย
เว็บบอร์ดของเว็บ Wisdominside
เว็บ Wisdom Inside ภาคภาษาไทย
ตำราเกี่ยวกับวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรสำหรับให้ค้นคว้า ฟรี!!
Blog of Free Meditation Training
ประชาสัมพันธ์


เมนูของ komoltha4299






เมื่อ พ. 06 ก.พ. 2551 @ 13:26
538989 [ลบ]
เถรวาท ไม่ใช่พวกมากลากไป