ในวันมาฆบูชา วันสำคัญในพระศาสนา มีเหตุการณ์ต่างๆอันน่าจดจำมากมาย

หนึ่ง วันนั้น เป็นวันอุโบสถในศาสนาพราหมณ์ เหล่าพราหมณ์จะประกอบพิธีบูชาไฟหรือพิธีโมหะ และพิธีลอยบาปที่เรียกว่า “ศิวาราตรี”

เหล่าพระอรหันต์นั้นบางที่ว่าเคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนหน้า บางที่ว่าท่านเป็นเหล่าชฎิล ไม่ได้นับถือศาสนาพราหมณ์ แม้ท่านจะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สาระตามนัยในพระศาสนาพุทธ แต่อาจเห็นว่าพระพุทธองค์ยังไม่มีบทบัญญัติใหม่ขึ้นแทนวัตรปฏิบัติในศาสนาพราหมณ์เดิมที่รับรู้มา หรือปฏิบัติมาจนเคยชิน การมาเฝ้าพระพุทธองค์จึงถือเป็นวัตรหนึ่งที่คิดประกอบขึ้นในวันนั้น

หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ส่งพระสาวกไปประกาศพระธรรมวินัยแล้ว ในคืนวันเพ็ญเดือนสามนั้นเอง พระสาวกจำนวน 1,250 รูป ได้มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวนารามโดยมิได้นัดหมาย

(บางท่านตั้งข้อสงสัยว่า พระสาวกเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ ย่อมตัดความเคยชินได้แล้ว ต่อให้เป็นพราหมณ์ และเคยปฏิบัติตามวัตรมาอย่างไร ก็ควรตัดความเคยชินเหล่านั้นได้

แต่บางท่านให้ความเห็นว่า พระสงฆ์ทั้งหมดนั้นล้วนมีอภิญญา ดังนั้น การหยั่งรู้ใจผู้อื่น จึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ จึงมีการสื่อถึงกันด้วย "ใจ"

จึงใคร่ฝากข้อสงสัยนี้ไว้ด้วย)

 

สอง  พระพุทธองค์เห็นเป็นโอกาสดี ที่จะเปลี่ยนแปลงพิธีที่พราหมณ์ประกอบในวันอุโบสถ มากำหนดเป็นวันอุโบสถในศาสนาพุทธขึ้น โดยทรงบัญญัติจารีตใหม่ในพระศาสนาคือ ได้ทรงแสดง “วิสุทธิอุโบสถ” คืออุโบสถที่ประกอบด้วยความบริสุทธิ์ โดยแบ่งเป็นทางปฏิบัติสำหรับภิกษุ และทางปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์*

ทางปฏิบัติสำหรับภิกษุ กำหนดที่วันขึ้นและแรม 15 ค่ำ ให้ภิกษุสวดโอวาทปาฏิโมกข์ เพื่อเป็นการซักซ้อม และตรวจสอบความบริสุทธิ์ทางวินัย รวมถึงความพร้อมเพรียงของภิกษุทั้งหลาย (พระอรรถกถาว่า ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกนี้แก่ที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เป็นเวลา 20 พรรษา ก่อนที่จะทรงให้สวดอย่างในปัจจุบันแทนในเวลาต่อมา***)

สำหรับคฤหัสถ์ ทรงบัญญัติที่วันขึ้นและแรม 8 ค่ำ กับวันขึ้นและแรม 15 ค่ำ ในวันนั้น คฤหัสถ์ให้ถือศีล 8

สาม  ทรงแสดง “โอวาทปาฏิโมกข์” หรือพระโอวาทอันเป็นหลักสำคัญ 13 ประการคือ**

“ การไม่ทำชั่วทั้งปวง

การทำความดีให้พร้อม

การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้วนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขันติคือความอดทน เป็นตบะอย่างยิ่ง

พระนิพพานพระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่าสูงสุด

ผู้ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่ไม่นับว่าเป็นบรรพชิต

ผู้ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ไม่นับว่าเป็นสมณะ

การไม่ว่าร้ายเขา

การไม่เบียดเบียนเขา

การเคร่งครัดในพระธรรมวินัย

การรู้จักประมาณในการบริโภค

การอยู่ในสถานที่สงบสงัด

และการฝึกจิตให้มีสมาธิอย่างสูงเสมอ

นี้เป็นคำสอนของระพุทธเจ้าทั้งหลาย”

 

สี่ เป็นวันที่ทรงปลงอายุสังขาร***

ห้า พระสารีบุตร บรรลุอรหันต์ในวันนั้น***

...............................................................................

อ้างอิงเรื่อง และรูป 

*วรศักดิ์ มหัทธโนบล (คอลัมน์ เงาตะวันออก) นิตสารมติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 29 ฉบับ1483 ประจำวันที่ 16 – 22 มกราคม 2552 

**เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา เกษมอนันต์พริ้นติ้ง 02-809-7452-4 

***เหม เวชกร สมุดภาพพระพุทธประวัติ ธรรมสภา 35/270 จรัลสนิทวงศ์ 62 บางพลัด บางกอกน้อย กรุงเทพ