0 _<

ครั้งหนึ่ง มีนางฟ้าน้อยสององค์เป็นเพื่อนกัน

องค์หนึ่งชื่อแวว

อีกองค์ชื่อวาว

ทั้งนางฟ้าแววและวาวมีคฑารูปดาวเป็นของวิเศษประจำตัว

นึกอยากได้อะไร ก็ใช้คฑาชี้ไปที่ก้อนเมฆ

เมฆก็จะรวมตัวกันเป็นของที่ทั้งสองต้องการ

ตกเย็น ของเหล่านั้นจึงสลาย กลายเป็นเมฆตามเดิม

แต่เธอมักนึกไม่ค่อยออก ว่าจะเสกอย่างไรเพื่อนเล่นจึงจะสวยงาม จึงมักแอบดูเพื่อนของนางฟ้าแวว แล้วเสกตาม

แต่นางฟ้าแววนั้นชอบวาด

เธอจึงเปลี่ยนคฑาให้เป็นพู่กัน

และวาดเมฆเล่นให้เป็นเพื่อนเล่นทุกวัน

นางฟ้าแววจึงมักตื่นแต่เช้า

เพื่อวาดเมฆเป็นรูปร่างเสมอ

และเล่นกับเพื่อนของเธอจนเย็น

วันหนึ่ง นางฟ้าวาวสงสัย

จึงถามนางฟ้าแววว่า

“ทำไมเธอไม่เสกเอาล่ะ

เสร็จเร็วกว่าตั้งแยะ จะได้เล่นสนุกเร็วๆ”

นางฟ้าแววบอกว่า

“แต่วาดเอาเองสนุกกว่านะ

เพราะเราจะสนุกทั้งตอนที่กำลังวาด

และตอนที่วาดเสร็จแล้วเลยละ”

นางฟ้าวาวอยากรู้ว่าสนุกอย่างไร

จึงขอยืมพู่กันของนางฟ้าแววไปวาดเล่นบ้าง

เธอวาดเมฆเป็นต้นไม้ และวาดนกน้อยด้วย

วาดชิงช้าให้นางฟ้าแววนั่ง

แล้วเธอก็โหนต้นไม้เล่น

“สนุกจังเลย”

เธอว่า

“สนุกกว่าเสกเอาตั้งเยอะแน่ะ”

ตั้งแต่นั้นมาเธอก็เปลี่ยนคฑาให้เป็นพู่กัน

และวาดปุยเมฆให้เป็นเพื่อนเล่นทุกวัน

เราจึงมักเห็นเมฆรวมตัวกัน

เป็นรูปร่างต่างๆนาๆ

มาจนถึงทุกวันนี้

และเพราะฝึกวาดโดยบางครั้งถามวิธีการจากนางฟ้าแววทุกวัน

เพื่อนเล่นของนางฟ้าวาวจึงสวยขึ้นๆ

"ดีจัง"

นางฟ้าวาวคิด

"ไม่ต้องเสกตามนางฟ้าแววอีกแล้ว"

...................................................

เด็กๆล่ะคะ คิดอยากทำอะไรด้วยตัวเองเหมือนนางฟ้าวาวแววด้วยแล้วไหม

หมายเหตุ

ผู้เล่าควร “โน้มน้าว” เด็กให้คิดตามจน “เห็น” คำตอบ (ดังเช่นที่แสดงในวงเล็บ เป็นต้น) ด้วยตนเองในปัญหาที่ตั้งดังเช่น

1 ทำไมนางฟ้าแววจึงวาดรูปสวย

(เพราะหลายเหตุผลประกอบกัน ทำให้นางฟ้าแววประสบความสำเร็จในการทำงาน เช่น

-รู้ถึงประโยชน์ที่ได้

-พอใจในสิ่งที่ทำ

-ขยันฝึกฝน

เป็นต้น)

2 ทำไมนางฟ้าวาวจึงวาดไม่สวยในตอนต้นเรื่อง

(เพราะหลายๆเหตุผลประกอบกัน เช่น

-ไม่หมั่นฝึกการคิด

-ไม่หมั่นฝึกปฏิบัติ

-ใจร้อน ต้องการผลสำเร็จโดยเร็ว

เป็นต้น)

3 ทำไมนางฟ้าวาวจึงมักลอกภาพนางฟ้าแวว

(เพราะเหตุผลที่ต่อเนื่องกัน เช่น

เพราะไม่ฝึกหัดการทำงานจึงไม่รู้วิธีการทำงาน

เพราะไม่รู้วิธีการทำงานจึงวาดไม่สวย

เพราะวาดไม่สวย จึงลอกภาพ

เป็นต้น )

(เพราะหลายๆเหตุผลประกอบกัน เช่น

-ใจร้อนอยากได้ภาพสวยๆเร็วๆ

-ไม่เห็นประโยชน์ในการฝึกฝน

-ไม่พอใจในการฝึกฝน

เป็นต้น)

4 ทำไมนางฟ้าวาวจึงวาดภาพสวยขึ้น

(เพราะหลายๆเหตุผลประกอบกัน เช่น

-รู้ประโยชน์ของการทำงาน

-พอใจในการฝึกฝน

-หมั่นขอความรู้จากผู้รู้

-หมั่นนำความรู้ที่ได้มาฝึกหัด และพัฒนาเป็นแนวทางของตน

เป็นต้น)

ฯลฯ

เมื่อเด็กๆได้คำตอบตามที่ผู้เล่าต้องการแล้ว ควรชี้ให้เด็กเห็นว่า

-การคิดที่ได้คำตอบเป็นหลายๆเหตุผลประกอบกัน เช่นคำตอบในทั้ง 4 ข้อ เรียกการคิดเชิงวิเคราะห์ อันเป็นการคิดในเนื้อหาหลักสูตร และสามารถจัดเป็นการคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ อันเป็นหนึ่งในการคิดแบบโยนิโสมนสิการในพุทธศาสนา

คำตอบที่ได้ แสดงให้เห็นหลักปฏิจจสมุปบาทในพุทธศาสนาในแง่ที่ สิ่งต่างๆประชุมพร้อมกันเกิดขึ้น เกิดเพราะการอิงอาศัยกันของเหตุปัจจัย

-การคิดที่ได้คำตอบแบบคำตอบที่ได้ ที่เป็นเหตุเป็นผลเหตุผลต่อเนื่องกัน เช่นในข้อ 3 เรียกการคิดแบบสืบสาวหาปัจจัย หรือสืบสวนต้นเค้า อันเป็นหนึ่งในการคิดแบบโยนิโสมนสิการ

คำตอบที่ได้ แสดงให้เห็นหลักปฏิจจสมุปบาทในพุทธศาสนาในแง่ที่ เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยส่งผลสืบเนื่องกันไป

-อาจชี้ให้เด็กเห็นว่า เหตุที่นางฟ้าวาว ซึ่งวาดภาพไม่สวยในช่วงแรก กลับทำงานได้ดีในเวลาต่อมาเพราะองค์ธรรมในหลัก อิทธิบาท 4 (คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณเครื่องสำเร็จสมปรสงค์,ทางแห่งความสำเร็จ) อันประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา

เหล่านี้เป็นต้น

หวังว่าเด็กๆจะสนุกสนานกับนิทานภาพ และการคิดตามภาพจากนิทานนะคะ

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/299800