28 พฤศจิกายน   ฉันตื่นนอนแต่เช้าด้วยอาการระบมเหมือนเคย    แต่ก็ฝืนลุกมาอาบน้ำและก็ยังลังเลว่าจะออกไปข้างนอกดีไหม    อยากจะใส่บาตรและ..อยากจะได้รูปและข้อมูลเกี่ยวกับปายให้เยอะกว่านี้    มองดูนาฬิกาก็ยังแค่ตีห้าเอง    ข้างนอกนั่นก็มืดไปด้วยหมอกเหมยที่หล่นเป็นสายฟุ้งกำจายอยู่ทั่วผืนบริเวณ     เอาล่ะ..ไม่มีโอกาสแก้ตัวในวันรุ่งขึ้นอีกแล้ว    เพราะฉะนั้น..ต้อง "ไปให้ถึงปาย" ให้ได้

ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าความมืดไปตามหนทางข้างหน้าเข้าสู่ตัวเมืองปาย    จอดรถไว้ที่หน้าร้าน 7-11 และเดินไปซื้อชุดใส่บาตรที่มีคนตั้งโต๊ะขาย    ดูเหมือนฉันจะเป็นลูกค้ารายแรกๆ และสายตาของคนพื้นที่มองดูเหมือนจะบอกต่อๆ กันว่า "นักท่องเที่ยวคนนี้ตื่นเช้าจัง"    ฉันอยากจะร้องตะโกนบอกพวกเขาไปดังๆ ว่า "มันจำเป็น"  T_T   และแล้วฉันก็ได้ใส่บาตร สาธุๆๆ   

 

 

ฉันเดินหาร้านโจ๊กลุงอ๊อดที่เขาลือกันนักหนาว่าอร่อย    เปล่าหรอกค่ะ..เช้าเกินไปที่ฉันจะหาอะไรทาน    แต่ก็ขอถ่ายรูปมายืนยันกับพี่ๆ นะคะ ว่าได้ไปเห็นกับตามาแล้วจริงๆ    แต่ตอนนั้น..ยังเช้าไปหรือเปล่า ฉันจึงไม่เห็นคนมาทานโจ๊กกันเลย    แต่พอฉันยกกล้องลงเก็บ..ปรากฏว่าทั้งคนพื้นที่และนักท่องเที่ยวยืนมุงเต็มหน้าร้านเลย   

 

 

ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ออกมายังถนนอีกเส้นเพื่อหาสี่แยกไฟแดง    ก็ท่องเอาไว้ตั้งนานว่าอีกร้านหนึ่งที่จะต้องไม่พลาดก็คือ "ร้านน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋เมืองปาย"     ลืมดูจนได้ว่ามีไฟแดงไหม..แต่มันอยู่ตรงสี่แยกใกล้ๆ กับร้านส้มตำหน้าอำเภอ    ฉันจอดรถและเดินเข้าไปนั่งสั่นเพราะความหนาวในร้าน    สั่งน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋    พี่เจ้าของร้านเอาชามะลิมาเสริฟ์ก่อน..หอมมากๆๆ ^^   ร้านนี้อร่อยค่ะ    และตอนที่กำลังทานก็โทรคุยกับบล็อกเกอร์ใน G2K ที่ชื่อ P ครูแอน    ถามทางไปสะพานประวัติศาสตร์   และเธอบอกว่าฉันต้องขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนกลับไปทางบ้านปายตาอีกเกือบเจ็ดกิโลเมตร  o_O   (ขอแก้ไข จากเดิมเขียนไว้ 20 กิโลเมตร  โดยคุณPจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร--ขอบพระคุณค่ะ)

 

 

 

ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากร้านน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋เมืองปายสู่เส้นทางถนนสายปาย-ห้วยน้ำดัง-เชียงใหม่ เป็นระยะทางกว่ายี่สิบกว่ากิโล    รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนบ้าหรือเปล่าที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้    ขี่รถมอเตอร์ไซค์ฝ่าไอหมอกในระยะทางไกลๆ ในเวลาที่ชาวบ้านชาวเมืองก็ยังคงนอนหลับอุ่นๆ อยู่บนที่นอน     แต่ความรู้สึกที่ละอองหมอกติดตรงที่เปลือกตานั้น..มันสุดจะบรรยายจริงๆ     ความสุขๆๆ..ฉันมีความสุขกับอารมณ์ที่พบโดยบังเอิญนี้เหลือเกิน    คุณเคยมีละอองหมอกเหมยติดอยู่ที่ตรงเปลือกตาบ้างไหม?    ในที่สุด..ฉันก็ถึงจุดที่ตั้งของสะพานประวัติศาสตร์    และถ่ายรูปเก็บมาฝากพี่ๆ ได้

  

และ..เดินข้ามไปอีกฝั่งของถนนจะเป็นร้านกาแฟวาวี   

 ขอขอบคุณ ภาพนี้..ร้านกาแฟวาวี  อภินันทนาการจากท่านหัวหน้า P (คุณพิทักษ์)

 

 

รีบกลับมาบ้านปายตาเพื่อเก็บของใส่เป้ใบใหญ่    รู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน..     ภายในบริเวณบ้านยังคงเงียบสงบเหมือนเคย     ฉันออกมานั่งผิงไฟบนศาลาทานข้าว    พี่กบให้แม่บ้านจุดไฟบนเตา   ฉันเดินไปชงกาแฟ+ไมโลมาหนึ่งแก้ว    แต่นึกไปนึกมาแล้วการจะนั่งทานมื้อเช้าใกล้ๆ เตาไฟคงทุลักทุเลน่าดู    เลยตัดสินใจย้ายไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวนั่นล่ะ..    มื้อเช้าวันนี้ของฉันเป็นอเมริกัน เบร็คฟัสท์ แสนอร่อย     ที่ประกอบไปด้วยไข่ดาวสองฟอง-ไส้กรอก-ขนมปัง และสลัดผักแสนอร่อย   นั่งทานมื้อเช้าพร้อมๆ กับชื่นชมละอองหมอกที่หล่นเป็นสายอยู่ภายนอกศาลาแห่งนี้    เหมือนเมืองในฝันเชียว   และฉันมีความสุขจัง   

 

ระหว่างทานมื้อเช้าก็มีแขกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเดินถ่ายรูปบริเวณนั้น    และว่าแล้วเชียว..เธอขอถ่ายรูปฉัน    แบบว่าให้ฉันเป็นนางแบบนั่งทานมื้อเช้าบนศาลายังไงล่ะ    อืม..งานเข้า    ก็ร้องบอกไปว่า.."ช่วยถ่ายให้ตัวผอมๆ หน่อยนะคะ" ^^   ทานมื้อเช้าเสร็จก็ยกถ้วยกาแฟไปนั่งจิบที่ข้างๆ เตาไฟ    ในถ้วยกาแฟที่เข้มข้นคลั่กไปด้วยความหอมหวานละมุนกับอารมณ์ละเมียดของฉันอาจจะเป็นที่น่าอิจฉาของใครๆ ที่มีช่วงเวลารีบเร่ง    บางที..สิ่งที่จรรโลงจิตใจของเราก็อาจจะเป็นเพียงแค่ความเรียบง่าย    ที่แม้แต่เราเองก็ยังนึกไม่ถึง

 

ฉันใช้เวลาก่อนเช็คเอ้าท์เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยเปื่อย    จนพี่ปันเรียกให้เข้าไปชมข้างในบ้านพักหลังใหญ่ที่ชื่อข้าวหอมที่แขกได้ทำการเช็คเอ้าท์และแม่บ้านได้ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว     เป็นบ้านดินหลังใหญ่ทรงแปดเหลี่ยม    ตั้งอยู่บนเนินเขาที่เราจะสามารถมองเห็นวิวปายบางส่วนได้    คงเป็นหลังเดียวที่มีมุมนั่งเล่นกว้างขวางตรงระเบียงด้านนอก    แถมข้างในตัวบ้านยังมีมุมกาแฟ  มุมหนังสือ  ตู้เย็น     นับว่าความสะดวกครบครัน   ราคาเริ่มต้นที่ 3000 บาท/คืน    พร้อมอาหารเช้าตะกร้าผลไม้     ถ้าพี่ๆ คนไหนสนใจอยากจะค้างที่บ้านข้าวหอมหลังนี้และไม่มีเพื่อน..ฉันขออาสามานอนเป็นเพื่อนด้วยความเต็มใจเลยนะ  จะบอกให้ ^^

    

  

 

ฉันชอบระเบียงของบ้านหลังนี้มาก..นอนดูดาวคงสุขใจดีแท้

 

จริงๆ แล้วจะบอกว่าฉันตีซี๊กะแม่บ้าน    คงเพราะพูดจาภาษาเหนือเหมือนกัน    และพอแม่บ้านทำความสะอาดบ้านหลังไหนเสร็จก็จะมาเรียกฉันไปถ่ายรูปบ้านพักหลังนั้นทันที ^^  

    

หลังจากเก็บของใส่เป้จนหมด..  นั่งเอ้อระเหยวาดรูปจนเสร็จ    ฉันใช้เวลาว่างมานั่งระบายสีเล่นจนได้รูปนี้    มันอาจจะไม่สวยและไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกับ "ปาย" ตรงไหนเลย    แต่ฉันชอบของฉันแบบนี้    ตั้งใจจะวาดเปลญวนผูกที่ต้นไม้ทั้งสอง..แต่ก็ลืมจนได้    ภาพนี้มีราคาแพงจังตั้งสี่พันแน่ะ    จริงๆ แล้วฉันวาดรูปแบบนี้ที่บ้านก็ได้นะเนี่ย  แงๆๆ T_T

 

 

เดินแบกเป้ออกมาจากบ้านข้าวตัง     เรียกแม่บ้านที่เดินอยู่แถวๆ นั้นให้เข้ามาตรวจดูความเรียบร้อย    แล้วฉันก็เดินออกไปที่หน้าบ้านเพื่อจ่ายค่าเครื่องดื่มที่เคยสั่งๆ เอาไว้ในระหว่างที่พักอยู่ที่นี่กับพี่ปัน    ระหว่างนั้นคุณแต้กก็ออกมาเช็คเอ้าท์ในเวลาไล่เลี่ยกัน    และฉันก็สังเกตว่าใกล้ๆ เค้าน์เตอร์มีตาลุงคนหนึ่งกับเด็กหนุ่มนั่งก๊งเหล้าแต่หัววัน    แล้วยังไงก็ไม่รู้..พี่ปันก็แนะนำคุณแต้กว่าถ้าวันนี้ยัง walk in หาที่พักที่ไหนไม่ได้ก็ขอแนะนำโฮมสเตย์ของน้าฉายคนนี้    ฉันแอบนึกในใจว่าพี่ปันคิดยังไงจะให้คุณแต้กไปพักบ้านตาลุงขี้เมาคนนี้เนี่ยนะ    มีน้องคนหนึ่งชื่อหนึ่งมานั่งคุยในวงสนทนาวงใหญ่ (ฉันนับรวมฉันเข้าไปด้วย)     น้องหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาพอดีและแวะสั่งข้าวทานที่นี่และระหว่างรอก็เลยได้คุยกัน     ตาลุงขี้เมานี่บอกว่ากลุ่มเด็กหนุ่มนี่มาถ่ายทำสกู๊ปชีวิตเขา    ฉันแปลกใจมาก..ชีวิตตาลุงเนี่ยนะ???????    พี่ปันบอกคุณแต้กว่าน้าฉายคนนี้ไว้ใจได้    และที่น่าตกใจก็คือคุณแต้กตกลง(ว่ะ)     กลุ่มสนทนาออกรสชาติกันมากและคุณแต้กบอกว่าจำได้แล้วว่าตาลุงนี่คือใคร?..คือพ่อของดากานดา นางเอกเรื่อง "เพื่อนสนิท" นี่เอง     ทุกคนในวงสนทนารู้จักหมด..ยกเว้นฉัน     ก็ฉันดูหนังเสียที่ไหนล่ะ     แล้วตาลุงนี่ก็ถามว่าฉันมีแพลนจะไปไหนต่อ    ฉันบอกไปว่าจะไปทานมื้อกลางวันที่ร้านส้มตำหน้าอำเภออันเลื่องชื่อ    ตาลุงบอกว่าฉันกับคุณแต้กน่าจะไปทานที่ครัวอีสานกับเขาและทีมงาน    พอดีพี่ปันสำทับมาว่าร้านครัวอีสานอร่อย..น่าจะลองไปกันละ    ฉันยังลังเล    แล้วตาลุงขี้เมาก็บอกฉันว่าเขามีแกลอรี่ด้วย    ได้ยินคำว่า "แกลอรี่"..ฉันหูผึ่งเลยตอบตกลงไปทานข้าวกับพวกเขา    ตาลุงคนนั้นให้หนุ่มคนหนึ่งในทีมงานเอาสมุดบันทึกของฉันไปจดเวบไซต์ให้ฉัน <คลิกที่นี่>    และเขาแนะนำทีมงานให้รู้จักกับพวกฉัน    แต่ละคนน่ารักและอัธยาศัยดีเสียจนฉันสงสัยว่าเป็นการมาถ่ายทำสกู๊ปจริงๆ หรือเปล่า???????    วงสนทนาครื้นเครงเสียจน..ฉันรู้สึกชอบฟังทุกเรื่องเล่าของตาลุงนี่เสียจริงๆ   

ตาลุงขี้เมารอจนทีมงานมาครบทุกคนก็ให้หนุ่มคนหนึ่งยกเป้ของฉันกับคุณแต้กไปไว้ในรถทีมงาน    และเขารวมทั้งคุณแต้กกับฉันจะขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปที่ร้านครัวอีสาน (พิกัดอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้..ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ตามตาลุงขี้เมาไปเรื่อยๆ)   แต่ตอนที่กำลังจะเคลื่อนทัพ..ตาลุงคนนี้ก็ทำมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาล้มเสียก่อนที่หน้าบ้านปายตานั่นเอง    ฉันยิ้มแหยๆ พร้อมกับนึกในใจว่า.."คิดถูกหรือคิดผิดวะเนี่ย?"    แล้วก็ถึงร้านครัวอีสานเสียที    อาหารอร่อยมากๆๆ++    ไก่ย่างเนื้อนุ่มรสชาติหอมหวาน    ปลาดุกเผาที่เคยไม่ชอบทาน..ฉันก็ยังเล็มๆ ด้วยความเอร็ดอร่อย       ฉันคุยกับเขา (ซึ่งตอนนี้พอจะรู้แล้วว่าเคยเป็นอาจารย์)และภรรยามากมายหลายเรื่อง    เรื่องที่ฉันสนใจก็คืออาจารย์คนนี้ (เห็นใครๆ เรียก "น้าฉาย") สอนศิลปะเด็กในวันเสาร์ด้วย    และเธอชวนฉันไปชมแกลอรี่    ฉันตอบตกลงจะไปดูแกลอรี่ที่ว่านั่นและเกริ่นๆ ไปว่าอยากเรียนวาดรูปเหลือเกิน     ทั้งๆ ที่ก็นึกในใจว่าอย่างตาลุงขี้เมานี่จะสอนเด็กได้อย่างไรกัน    แล้วเราก็เตรียมเคลื่อนพลอีกครั้ง    และตาลุงขี้เมาก็ซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปชนรถอีกคันที่จอดอยู่ใกล้ๆ กัน    พวกทีมงานกับฉันตกใจ(ฉิบหาย--หรือแค่ฉันคนเดียว)    ฉันนึกในใจอีกครั้ง.."คิดถูกหรือคิดผิดวะเนี่ย?"     พวกทีมงานเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับนักท่องเที่ยวคนนั้น..แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไร เพราะมันเป็นอุบัติเหตุ     น่ารักจัง ^^

    

 

และแล้วฉันก็หลวมตัวตามตาลุงขี้เมาที่ฉันเรียกเขาว่า "อาจารย์ๆๆ" ไปจนถึงบ้านของเขาจนได้   ซึ่งตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับวัดน้ำฮูนั่นเอง    ตาลุงพาฉันทัวร์บ้านแกระหว่างที่คณะทีมงานอาบน้ำอาบท่าเพื่อเตรียมตัวไปงานโตรอน    บ้านของตาลุงเป็นแกลอรี่และโฮมสเตย์ด้วย     บนชั้นสองจะมีห้องพักอยู่สองห้องและสนนราคาก็คงหลายร้อยบาท    ส่วนลานสนามหญ้าก็มีเต้นท์กางไว้อยู่หลายหลัง ได้ยินแว่วๆ ว่าราคาช่วงไม่ค่อยมีผู้คนจะตกที่ 150 บาท  แต่หากเป็นช่วงนี้ที่ผู้คนมากมายก็ 300 บาท   

    

ฉันถอดรองเท้าเข้าไปชมส่วนที่แกเรียกว่าเป็นแกลอรี่   ภาพเขียนแต่ละภาพทำเอาฉันอึ้ง    แต่ที่อึ้งมากกว่าก็คือบทสัมภาษณ์และประวัติของตาลุงขี้เมาคนที่ฉันตามเขามาโดยที่ไม่รู้ว่าคือใครนี่    เขาคนนี้คือ ดร.ภูฉาย  ณ พัทลุง   นักดนตรีเปิดหมวกรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย    ที่เดินทางไปเล่นดนตรีในสถานที่ต่างๆ ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ    สมัยอยู่อเมริกาก็เขียนพ้อกเก็ตบุ๊ค  เขียนรูป  ร้องเพลงไปตามถนนบรอดเวย์   

ดร.ภูฉาย   ณ พัทลุง

ขอขอบคุณ..ภาพนี้จาก www.pantawn.com 

 

ผลงานของอาจารย์..บางส่วนในแกลอรี่ 

เรานั่งคุยกันเรื่องวาดรูปอย่างออกรส     จู่ๆ อาจารย์ภูฉายก็ถามฉันว่าชอบรูปไหนที่สุด    ฉันบอกไปว่าชอบรูปนั้น    อาจารย์บอกว่าภาพนั้นชื่อสุริยัน-จันทรา ราคาสามหมื่นกว่าบาทและมีคนซื้อแล้ว   โอ้..แม่เจ้า    ฉันบอกกับอาจารย์ไปว่าทั้งชีวิตคงจะไม่มีโอกาสได้ครอบครองรูปราคาแพงๆ แบบนี้   

 

ชื่อภาพ..สุริยัน-จันทรา 

 

อาจารย์ภูฉายถามฉันว่าชอบรูปไหนอีก    ชี้ไปที่รูปไหนก็ดูเหมือนว่าไม่ต่ำกว่าสองหมื่นเลย    แล้วอาจารย์ก็ให้ฉันทายว่ารูปขนาดฝ่ามือที่อาจารย์ชี้นั่นราคาตกที่จำนวนเท่าไหร่?    ฉันบอกไปว่าไม่ชอบทายและถึงทายก็คงไม่ถูก    อาจารย์บอกว่าชิ้นละ 5000 บาท    ฉันกับคุณแต้กร้องห๊า!    อาจารย์บอกฉันว่า.."ชอบรูปไหนก็เลือกไปสิ    คิดราคา 200 ทั้งๆ ที่กรอบก็ปาเข้าไปจะ 300-500 แล้วนั่น   งั้นเอาไปแต่รูปก็แล้วกัน..ถอดกรอบไว้  ฮ่าๆๆ"    ฉันนั่งนิ่งพลางคิดบวกลบคูณหารอยู่ในใจ    ฉันมาปายในคราวนี้ต้องเสียค่าที่พักโดยใช่เหตุตั้งสี่พันบาทบวกกับค่าจิปาถะอีกร่วมสองพันกว่า    ถ้าฉันซื้อรูปของอาจารย์ภูฉายในราคา 200 บาทนี้สักหนึ่งรูปหรือจะสองสามรูปก็นับว่าได้กำไร    ทุก ๆ สิ่งรอบๆ ตัวเหมือนหยุดนิ่งไปหมดเพื่อรอคำตอบจากฉัน    แล้วฉันก็ตอบอาจารย์ภูฉายไปว่า "ขอบคุณค่ะ   ต้อมชอบนะคะ..แต่อาจารย์ไว้ขายคนที่เขาอยากได้จริงๆและซื้อเต็มราคาดีกว่าค่ะ"   และฉันก็รู้สึกว่าตัวเองหัวใจพองโตและยิ้มได้จากหัวใจจริงๆ ^^   

ชิ้นละห้าพันบาท  ^^

 

อาจารย์บอกฉันว่าเทคนิคที่ใช้วาดภาพเหล่านี้คือ การใช้ดินสอสีกับปากกาแค่นี้เอง    อาจารย์ถามฉันว่าแล้วตกลงจะมาเรียนวาดภาพกันเมื่อไหร่จะได้เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้    และสำหรับฉัน..อาจารย์จะสอนวาดภาพสีน้ำและต้องเป็นแบบที่สามารถใช้ทำเงินได้    ฉันยืนคิด    สงสัยจะคิดนานไปหน่อย..จนอาจารย์ถามว่าคิดนานจัง(ว่ะ)    ฉันบอกไปว่าค่ารถจากบ้านฉันเข้าตัวเมืองเชียงใหม่+ค่ารถต่อไปอาเขต+ค่ารถมาปาย+ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์+ค่าเช่าเต้นท์ที่สนามหน้าบ้านอาจารย์+ค่ากิน รวมกันมันก็มากเอาการอยู่นะ    จะพยายามมาให้ได้เดือนละครั้งก็แล้วกัน    อาจารย์ภูฉายนิ่งและอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งก่อนหัวเราะขำๆ แล้วบอกว่า "โอย..ย..ย  ถามจริงๆ นะ   ต้อมบ้าหรือเปล่า?  อยู่ตั้งไกลและเสียค่าเดินทางขนาดนั้น"    เออ..ตกลงใครบ้ากันแน่(วะ)เนี่ย    ก็เลยตกลงว่าอาจารย์ขอที่อยู่ของฉันเพื่อจะส่งหนังสือมาให้ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเองแต่ขอเวลายี่สิบวัน    ฉันกับคุณแต้กทำหน้าฉงนและก็ถามไปว่า.. "อาจารย์ทำไมไม่ให้ตอนนี้เลยล่ะ   จะเสียค่าส่งไปทำไม   ต้อมแบกกลับไปตอนนี้เลยก็ได้"    อาจารย์บอกว่า.."ก็มันอยู่ที่กรุงเทพโน่น"     อาจารย์ภูฉายมีแกลอรี่ที่โรงแรมนารายณ์ แถวย่านสีลมด้วยแฮะ     ขอใช้พื้นที่ตรงบรรทัดนี้ทวงหนังสืออาจารย์ออกอากาศ    ถ้าครบยี่สิบกว่าวันแล้วหนังสือยังเดินทางมาไม่ถึงจะทวงๆๆๆ  อิอิ ^^   ซึ่งฉันสัญญากับอาจารย์ว่าฉันจะหัดวาดรูปให้ได้ภายในหนึ่งเดือนแล้วจะเอาการบ้านมาให้ตรวจถึงที่..    ระหว่างที่คุยอาจารย์ก็ยื่นแก้วเตกิล่าให้ฉัน   ฉันได้แต่หัวเราะแล้วบอกไปว่า.."ถ้าไม่ติดว่าจะต้องนั่งรถกลับบ้านเป็นระยะทางไกลๆ และนานๆ นี่นะ   จะนั่งดื่มให้เมากลิ้งตรงนี้เลยค่ะ   อาจารย์"   คุณแต้กได้แต่นั่งขำกับคำพูดฉันที่ดูเหมือนว่าตัวเองนี่ก็ขี้เมาตัวน้อยๆ เลยนะ ^^    มาถึงตอนนี้..ฉันอิจฉาคุณแต้กจังที่ได้อยู่ต่อที่นี่ในคืนนี้    ฉันใช้เวลานับสามชั่วโมงเพื่อที่จะอยู่คุยกับผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ต้นจนถึงวินาทีสุดท้าย    ฉันยอมรับว่า..ยังไม่อยากจะกลับบ้าน    ถ้าไม่ติดว่าต้องรีบกลับมาทำงานในอีกวัน    ฉันคงจะตะลอนไปงานนิทรรศการโตรอนกับคณะของเขาคนนี้ 

 

ใครๆ ก็บอกว่าชีวิตของฉันมักจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านเข้ามาอยู่บ่อยๆ โดยไม่ตั้งใจ     ฉันไม่แน่ใจว่า "การมาเยือนปายในครั้งนี้" ควรจะถูกนับรวมอยู่ในนั้นด้วยไหม    แต่ท้ายที่สุดฉันก็ยังยิ้มให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างสามวันนี้    ตราบใดที่หัวใจมีไว้ให้เดินทาง..    เราก็คงจะยังพบปะกับเรื่องราวต่างๆ หรือแม้กระทั่งผู้คนมากมายที่มีความน่าสนใจอยู่ในตัวเอง    ฉันหวังเอาไว้ว่า..แล้วหัวใจก็คงจะได้ออกเดินทางอีกครั้ง

 

 

<คลิกที่นี่>  <คลิกที่นี่>   <คลิกที่นี่>   ฉันเชื่อว่าแล้วคุณจะหลงรักบ้านปายตา

บอร์ดคนรักปาย   กระดานถาม-ตอบเรื่องท่องเที่ยวปาย