28 พฤศจิกายน ฉันตื่นนอนแต่เช้าด้วยอาการระบมเหมือนเคย แต่ก็ฝืนลุกมาอาบน้ำและก็ยังลังเลว่าจะออกไปข้างนอกดีไหม อยากจะใส่บาตรและ..อยากจะได้รูปและข้อมูลเกี่ยวกับปายให้เยอะกว่านี้ มองดูนาฬิกาก็ยังแค่ตีห้าเอง ข้างนอกนั่นก็มืดไปด้วยหมอกเหมยที่หล่นเป็นสายฟุ้งกำจายอยู่ทั่วผืนบริเวณ เอาล่ะ..ไม่มีโอกาสแก้ตัวในวันรุ่งขึ้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้น..ต้อง "ไปให้ถึงปาย" ให้ได้
ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าความมืดไปตามหนทางข้างหน้าเข้าสู่ตัวเมืองปาย จอดรถไว้ที่หน้าร้าน 7-11 และเดินไปซื้อชุดใส่บาตรที่มีคนตั้งโต๊ะขาย ดูเหมือนฉันจะเป็นลูกค้ารายแรกๆ และสายตาของคนพื้นที่มองดูเหมือนจะบอกต่อๆ กันว่า "นักท่องเที่ยวคนนี้ตื่นเช้าจัง" ฉันอยากจะร้องตะโกนบอกพวกเขาไปดังๆ ว่า "มันจำเป็น" T_T และแล้วฉันก็ได้ใส่บาตร สาธุๆๆ

ฉันเดินหาร้านโจ๊กลุงอ๊อดที่เขาลือกันนักหนาว่าอร่อย เปล่าหรอกค่ะ..เช้าเกินไปที่ฉันจะหาอะไรทาน แต่ก็ขอถ่ายรูปมายืนยันกับพี่ๆ นะคะ ว่าได้ไปเห็นกับตามาแล้วจริงๆ แต่ตอนนั้น..ยังเช้าไปหรือเปล่า ฉันจึงไม่เห็นคนมาทานโจ๊กกันเลย แต่พอฉันยกกล้องลงเก็บ..ปรากฏว่าทั้งคนพื้นที่และนักท่องเที่ยวยืนมุงเต็มหน้าร้านเลย

ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ออกมายังถนนอีกเส้นเพื่อหาสี่แยกไฟแดง
ก็ท่องเอาไว้ตั้งนานว่าอีกร้านหนึ่งที่จะต้องไม่พลาดก็คือ
"ร้านน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋เมืองปาย"
ลืมดูจนได้ว่ามีไฟแดงไหม..แต่มันอยู่ตรงสี่แยกใกล้ๆ
กับร้านส้มตำหน้าอำเภอ
ฉันจอดรถและเดินเข้าไปนั่งสั่นเพราะความหนาวในร้าน
สั่งน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋
พี่เจ้าของร้านเอาชามะลิมาเสริฟ์ก่อน..หอมมากๆๆ ^^
ร้านนี้อร่อยค่ะ
และตอนที่กำลังทานก็โทรคุยกับบล็อกเกอร์ใน G2K ที่ชื่อ
ครูแอน
ถามทางไปสะพานประวัติศาสตร์
และเธอบอกว่าฉันต้องขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนกลับไปทางบ้านปายตาอีกเกือบเจ็ดกิโลเมตร
o_O (ขอแก้ไข จากเดิมเขียนไว้
20 กิโลเมตร โดยคุณ
จตุพร
วิศิษฏ์โชติอังกูร--ขอบพระคุณค่ะ)


ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากร้านน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋เมืองปายสู่เส้นทางถนนสายปาย-ห้วยน้ำดัง-เชียงใหม่ เป็นระยะทางกว่ายี่สิบกว่ากิโล รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนบ้าหรือเปล่าที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ ขี่รถมอเตอร์ไซค์ฝ่าไอหมอกในระยะทางไกลๆ ในเวลาที่ชาวบ้านชาวเมืองก็ยังคงนอนหลับอุ่นๆ อยู่บนที่นอน แต่ความรู้สึกที่ละอองหมอกติดตรงที่เปลือกตานั้น..มันสุดจะบรรยายจริงๆ ความสุขๆๆ..ฉันมีความสุขกับอารมณ์ที่พบโดยบังเอิญนี้เหลือเกิน คุณเคยมีละอองหมอกเหมยติดอยู่ที่ตรงเปลือกตาบ้างไหม? ในที่สุด..ฉันก็ถึงจุดที่ตั้งของสะพานประวัติศาสตร์ และถ่ายรูปเก็บมาฝากพี่ๆ ได้

และ..เดินข้ามไปอีกฝั่งของถนนจะเป็นร้านกาแฟวาวี

ขอขอบคุณ
ภาพนี้..ร้านกาแฟวาวี อภินันทนาการจากท่านหัวหน้า
(คุณพิทักษ์)
รีบกลับมาบ้านปายตาเพื่อเก็บของใส่เป้ใบใหญ่ รู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน.. ภายในบริเวณบ้านยังคงเงียบสงบเหมือนเคย ฉันออกมานั่งผิงไฟบนศาลาทานข้าว พี่กบให้แม่บ้านจุดไฟบนเตา ฉันเดินไปชงกาแฟ+ไมโลมาหนึ่งแก้ว แต่นึกไปนึกมาแล้วการจะนั่งทานมื้อเช้าใกล้ๆ เตาไฟคงทุลักทุเลน่าดู เลยตัดสินใจย้ายไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวนั่นล่ะ.. มื้อเช้าวันนี้ของฉันเป็นอเมริกัน เบร็คฟัสท์ แสนอร่อย ที่ประกอบไปด้วยไข่ดาวสองฟอง-ไส้กรอก-ขนมปัง และสลัดผักแสนอร่อย นั่งทานมื้อเช้าพร้อมๆ กับชื่นชมละอองหมอกที่หล่นเป็นสายอยู่ภายนอกศาลาแห่งนี้ เหมือนเมืองในฝันเชียว และฉันมีความสุขจัง

ระหว่างทานมื้อเช้าก็มีแขกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเดินถ่ายรูปบริเวณนั้น และว่าแล้วเชียว..เธอขอถ่ายรูปฉัน แบบว่าให้ฉันเป็นนางแบบนั่งทานมื้อเช้าบนศาลายังไงล่ะ อืม..งานเข้า ก็ร้องบอกไปว่า.."ช่วยถ่ายให้ตัวผอมๆ หน่อยนะคะ" ^^ ทานมื้อเช้าเสร็จก็ยกถ้วยกาแฟไปนั่งจิบที่ข้างๆ เตาไฟ ในถ้วยกาแฟที่เข้มข้นคลั่กไปด้วยความหอมหวานละมุนกับอารมณ์ละเมียดของฉันอาจจะเป็นที่น่าอิจฉาของใครๆ ที่มีช่วงเวลารีบเร่ง บางที..สิ่งที่จรรโลงจิตใจของเราก็อาจจะเป็นเพียงแค่ความเรียบง่าย ที่แม้แต่เราเองก็ยังนึกไม่ถึง

ฉันใช้เวลาก่อนเช็คเอ้าท์เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยเปื่อย จนพี่ปันเรียกให้เข้าไปชมข้างในบ้านพักหลังใหญ่ที่ชื่อข้าวหอมที่แขกได้ทำการเช็คเอ้าท์และแม่บ้านได้ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เป็นบ้านดินหลังใหญ่ทรงแปดเหลี่ยม ตั้งอยู่บนเนินเขาที่เราจะสามารถมองเห็นวิวปายบางส่วนได้ คงเป็นหลังเดียวที่มีมุมนั่งเล่นกว้างขวางตรงระเบียงด้านนอก แถมข้างในตัวบ้านยังมีมุมกาแฟ มุมหนังสือ ตู้เย็น นับว่าความสะดวกครบครัน ราคาเริ่มต้นที่ 3000 บาท/คืน พร้อมอาหารเช้าตะกร้าผลไม้ ถ้าพี่ๆ คนไหนสนใจอยากจะค้างที่บ้านข้าวหอมหลังนี้และไม่มีเพื่อน..ฉันขออาสามานอนเป็นเพื่อนด้วยความเต็มใจเลยนะ จะบอกให้ ^^

ฉันชอบระเบียงของบ้านหลังนี้มาก..นอนดูดาวคงสุขใจดีแท้

จริงๆ แล้วจะบอกว่าฉันตีซี๊กะแม่บ้าน คงเพราะพูดจาภาษาเหนือเหมือนกัน และพอแม่บ้านทำความสะอาดบ้านหลังไหนเสร็จก็จะมาเรียกฉันไปถ่ายรูปบ้านพักหลังนั้นทันที ^^
หลังจากเก็บของใส่เป้จนหมด.. นั่งเอ้อระเหยวาดรูปจนเสร็จ ฉันใช้เวลาว่างมานั่งระบายสีเล่นจนได้รูปนี้ มันอาจจะไม่สวยและไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกับ "ปาย" ตรงไหนเลย แต่ฉันชอบของฉันแบบนี้ ตั้งใจจะวาดเปลญวนผูกที่ต้นไม้ทั้งสอง..แต่ก็ลืมจนได้ ภาพนี้มีราคาแพงจังตั้งสี่พันแน่ะ จริงๆ แล้วฉันวาดรูปแบบนี้ที่บ้านก็ได้นะเนี่ย แงๆๆ T_T
เดินแบกเป้ออกมาจากบ้านข้าวตัง เรียกแม่บ้านที่เดินอยู่แถวๆ นั้นให้เข้ามาตรวจดูความเรียบร้อย แล้วฉันก็เดินออกไปที่หน้าบ้านเพื่อจ่ายค่าเครื่องดื่มที่เคยสั่งๆ เอาไว้ในระหว่างที่พักอยู่ที่นี่กับพี่ปัน ระหว่างนั้นคุณแต้กก็ออกมาเช็คเอ้าท์ในเวลาไล่เลี่ยกัน และฉันก็สังเกตว่าใกล้ๆ เค้าน์เตอร์มีตาลุงคนหนึ่งกับเด็กหนุ่มนั่งก๊งเหล้าแต่หัววัน แล้วยังไงก็ไม่รู้..พี่ปันก็แนะนำคุณแต้กว่าถ้าวันนี้ยัง walk in หาที่พักที่ไหนไม่ได้ก็ขอแนะนำโฮมสเตย์ของน้าฉายคนนี้ ฉันแอบนึกในใจว่าพี่ปันคิดยังไงจะให้คุณแต้กไปพักบ้านตาลุงขี้เมาคนนี้เนี่ยนะ มีน้องคนหนึ่งชื่อหนึ่งมานั่งคุยในวงสนทนาวงใหญ่ (ฉันนับรวมฉันเข้าไปด้วย) น้องหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาพอดีและแวะสั่งข้าวทานที่นี่และระหว่างรอก็เลยได้คุยกัน ตาลุงขี้เมานี่บอกว่ากลุ่มเด็กหนุ่มนี่มาถ่ายทำสกู๊ปชีวิตเขา ฉันแปลกใจมาก..ชีวิตตาลุงเนี่ยนะ??????? พี่ปันบอกคุณแต้กว่าน้าฉายคนนี้ไว้ใจได้ และที่น่าตกใจก็คือคุณแต้กตกลง(ว่ะ) กลุ่มสนทนาออกรสชาติกันมากและคุณแต้กบอกว่าจำได้แล้วว่าตาลุงนี่คือใคร?..คือพ่อของดากานดา นางเอกเรื่อง "เพื่อนสนิท" นี่เอง ทุกคนในวงสนทนารู้จักหมด..ยกเว้นฉัน ก็ฉันดูหนังเสียที่ไหนล่ะ แล้วตาลุงนี่ก็ถามว่าฉันมีแพลนจะไปไหนต่อ ฉันบอกไปว่าจะไปทานมื้อกลางวันที่ร้านส้มตำหน้าอำเภออันเลื่องชื่อ ตาลุงบอกว่าฉันกับคุณแต้กน่าจะไปทานที่ครัวอีสานกับเขาและทีมงาน พอดีพี่ปันสำทับมาว่าร้านครัวอีสานอร่อย..น่าจะลองไปกันละ ฉันยังลังเล แล้วตาลุงขี้เมาก็บอกฉันว่าเขามีแกลอรี่ด้วย ได้ยินคำว่า "แกลอรี่"..ฉันหูผึ่งเลยตอบตกลงไปทานข้าวกับพวกเขา ตาลุงคนนั้นให้หนุ่มคนหนึ่งในทีมงานเอาสมุดบันทึกของฉันไปจดเวบไซต์ให้ฉัน <คลิกที่นี่> และเขาแนะนำทีมงานให้รู้จักกับพวกฉัน แต่ละคนน่ารักและอัธยาศัยดีเสียจนฉันสงสัยว่าเป็นการมาถ่ายทำสกู๊ปจริงๆ หรือเปล่า??????? วงสนทนาครื้นเครงเสียจน..ฉันรู้สึกชอบฟังทุกเรื่องเล่าของตาลุงนี่เสียจริงๆ
ตาลุงขี้เมารอจนทีมงานมาครบทุกคนก็ให้หนุ่มคนหนึ่งยกเป้ของฉันกับคุณแต้กไปไว้ในรถทีมงาน และเขารวมทั้งคุณแต้กกับฉันจะขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปที่ร้านครัวอีสาน (พิกัดอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้..ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ตามตาลุงขี้เมาไปเรื่อยๆ) แต่ตอนที่กำลังจะเคลื่อนทัพ..ตาลุงคนนี้ก็ทำมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาล้มเสียก่อนที่หน้าบ้านปายตานั่นเอง ฉันยิ้มแหยๆ พร้อมกับนึกในใจว่า.."คิดถูกหรือคิดผิดวะเนี่ย?" แล้วก็ถึงร้านครัวอีสานเสียที อาหารอร่อยมากๆๆ++ ไก่ย่างเนื้อนุ่มรสชาติหอมหวาน ปลาดุกเผาที่เคยไม่ชอบทาน..ฉันก็ยังเล็มๆ ด้วยความเอร็ดอร่อย ฉันคุยกับเขา (ซึ่งตอนนี้พอจะรู้แล้วว่าเคยเป็นอาจารย์)และภรรยามากมายหลายเรื่อง เรื่องที่ฉันสนใจก็คืออาจารย์คนนี้ (เห็นใครๆ เรียก "น้าฉาย") สอนศิลปะเด็กในวันเสาร์ด้วย และเธอชวนฉันไปชมแกลอรี่ ฉันตอบตกลงจะไปดูแกลอรี่ที่ว่านั่นและเกริ่นๆ ไปว่าอยากเรียนวาดรูปเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ก็นึกในใจว่าอย่างตาลุงขี้เมานี่จะสอนเด็กได้อย่างไรกัน แล้วเราก็เตรียมเคลื่อนพลอีกครั้ง และตาลุงขี้เมาก็ซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปชนรถอีกคันที่จอดอยู่ใกล้ๆ กัน พวกทีมงานกับฉันตกใจ(ฉิบหาย--หรือแค่ฉันคนเดียว) ฉันนึกในใจอีกครั้ง.."คิดถูกหรือคิดผิดวะเนี่ย?" พวกทีมงานเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับนักท่องเที่ยวคนนั้น..แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไร เพราะมันเป็นอุบัติเหตุ น่ารักจัง ^^

และแล้วฉันก็หลวมตัวตามตาลุงขี้เมาที่ฉันเรียกเขาว่า "อาจารย์ๆๆ" ไปจนถึงบ้านของเขาจนได้ ซึ่งตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับวัดน้ำฮูนั่นเอง ตาลุงพาฉันทัวร์บ้านแกระหว่างที่คณะทีมงานอาบน้ำอาบท่าเพื่อเตรียมตัวไปงานโตรอน บ้านของตาลุงเป็นแกลอรี่และโฮมสเตย์ด้วย บนชั้นสองจะมีห้องพักอยู่สองห้องและสนนราคาก็คงหลายร้อยบาท ส่วนลานสนามหญ้าก็มีเต้นท์กางไว้อยู่หลายหลัง ได้ยินแว่วๆ ว่าราคาช่วงไม่ค่อยมีผู้คนจะตกที่ 150 บาท แต่หากเป็นช่วงนี้ที่ผู้คนมากมายก็ 300 บาท
ฉันถอดรองเท้าเข้าไปชมส่วนที่แกเรียกว่าเป็นแกลอรี่ ภาพเขียนแต่ละภาพทำเอาฉันอึ้ง แต่ที่อึ้งมากกว่าก็คือบทสัมภาษณ์และประวัติของตาลุงขี้เมาคนที่ฉันตามเขามาโดยที่ไม่รู้ว่าคือใครนี่ เขาคนนี้คือ ดร.ภูฉาย ณ พัทลุง นักดนตรีเปิดหมวกรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย ที่เดินทางไปเล่นดนตรีในสถานที่ต่างๆ ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ สมัยอยู่อเมริกาก็เขียนพ้อกเก็ตบุ๊ค เขียนรูป ร้องเพลงไปตามถนนบรอดเวย์
ดร.ภูฉาย ณ พัทลุง

ขอขอบคุณ..ภาพนี้จาก www.pantawn.com
ผลงานของอาจารย์..บางส่วนในแกลอรี่

เรานั่งคุยกันเรื่องวาดรูปอย่างออกรส จู่ๆ อาจารย์ภูฉายก็ถามฉันว่าชอบรูปไหนที่สุด ฉันบอกไปว่าชอบรูปนั้น อาจารย์บอกว่าภาพนั้นชื่อสุริยัน-จันทรา ราคาสามหมื่นกว่าบาทและมีคนซื้อแล้ว โอ้..แม่เจ้า ฉันบอกกับอาจารย์ไปว่าทั้งชีวิตคงจะไม่มีโอกาสได้ครอบครองรูปราคาแพงๆ แบบนี้
ชื่อภาพ..สุริยัน-จันทรา

อาจารย์ภูฉายถามฉันว่าชอบรูปไหนอีก ชี้ไปที่รูปไหนก็ดูเหมือนว่าไม่ต่ำกว่าสองหมื่นเลย แล้วอาจารย์ก็ให้ฉันทายว่ารูปขนาดฝ่ามือที่อาจารย์ชี้นั่นราคาตกที่จำนวนเท่าไหร่? ฉันบอกไปว่าไม่ชอบทายและถึงทายก็คงไม่ถูก อาจารย์บอกว่าชิ้นละ 5000 บาท ฉันกับคุณแต้กร้องห๊า! อาจารย์บอกฉันว่า.."ชอบรูปไหนก็เลือกไปสิ คิดราคา 200 ทั้งๆ ที่กรอบก็ปาเข้าไปจะ 300-500 แล้วนั่น งั้นเอาไปแต่รูปก็แล้วกัน..ถอดกรอบไว้ ฮ่าๆๆ" ฉันนั่งนิ่งพลางคิดบวกลบคูณหารอยู่ในใจ ฉันมาปายในคราวนี้ต้องเสียค่าที่พักโดยใช่เหตุตั้งสี่พันบาทบวกกับค่าจิปาถะอีกร่วมสองพันกว่า ถ้าฉันซื้อรูปของอาจารย์ภูฉายในราคา 200 บาทนี้สักหนึ่งรูปหรือจะสองสามรูปก็นับว่าได้กำไร ทุก ๆ สิ่งรอบๆ ตัวเหมือนหยุดนิ่งไปหมดเพื่อรอคำตอบจากฉัน แล้วฉันก็ตอบอาจารย์ภูฉายไปว่า "ขอบคุณค่ะ ต้อมชอบนะคะ..แต่อาจารย์ไว้ขายคนที่เขาอยากได้จริงๆและซื้อเต็มราคาดีกว่าค่ะ" และฉันก็รู้สึกว่าตัวเองหัวใจพองโตและยิ้มได้จากหัวใจจริงๆ ^^
ชิ้นละห้าพันบาท ^^

อาจารย์บอกฉันว่าเทคนิคที่ใช้วาดภาพเหล่านี้คือ การใช้ดินสอสีกับปากกาแค่นี้เอง อาจารย์ถามฉันว่าแล้วตกลงจะมาเรียนวาดภาพกันเมื่อไหร่จะได้เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้ และสำหรับฉัน..อาจารย์จะสอนวาดภาพสีน้ำและต้องเป็นแบบที่สามารถใช้ทำเงินได้ ฉันยืนคิด สงสัยจะคิดนานไปหน่อย..จนอาจารย์ถามว่าคิดนานจัง(ว่ะ) ฉันบอกไปว่าค่ารถจากบ้านฉันเข้าตัวเมืองเชียงใหม่+ค่ารถต่อไปอาเขต+ค่ารถมาปาย+ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์+ค่าเช่าเต้นท์ที่สนามหน้าบ้านอาจารย์+ค่ากิน รวมกันมันก็มากเอาการอยู่นะ จะพยายามมาให้ได้เดือนละครั้งก็แล้วกัน อาจารย์ภูฉายนิ่งและอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งก่อนหัวเราะขำๆ แล้วบอกว่า "โอย..ย..ย ถามจริงๆ นะ ต้อมบ้าหรือเปล่า? อยู่ตั้งไกลและเสียค่าเดินทางขนาดนั้น" เออ..ตกลงใครบ้ากันแน่(วะ)เนี่ย ก็เลยตกลงว่าอาจารย์ขอที่อยู่ของฉันเพื่อจะส่งหนังสือมาให้ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเองแต่ขอเวลายี่สิบวัน ฉันกับคุณแต้กทำหน้าฉงนและก็ถามไปว่า.. "อาจารย์ทำไมไม่ให้ตอนนี้เลยล่ะ จะเสียค่าส่งไปทำไม ต้อมแบกกลับไปตอนนี้เลยก็ได้" อาจารย์บอกว่า.."ก็มันอยู่ที่กรุงเทพโน่น" อาจารย์ภูฉายมีแกลอรี่ที่โรงแรมนารายณ์ แถวย่านสีลมด้วยแฮะ ขอใช้พื้นที่ตรงบรรทัดนี้ทวงหนังสืออาจารย์ออกอากาศ ถ้าครบยี่สิบกว่าวันแล้วหนังสือยังเดินทางมาไม่ถึงจะทวงๆๆๆ อิอิ ^^ ซึ่งฉันสัญญากับอาจารย์ว่าฉันจะหัดวาดรูปให้ได้ภายในหนึ่งเดือนแล้วจะเอาการบ้านมาให้ตรวจถึงที่.. ระหว่างที่คุยอาจารย์ก็ยื่นแก้วเตกิล่าให้ฉัน ฉันได้แต่หัวเราะแล้วบอกไปว่า.."ถ้าไม่ติดว่าจะต้องนั่งรถกลับบ้านเป็นระยะทางไกลๆ และนานๆ นี่นะ จะนั่งดื่มให้เมากลิ้งตรงนี้เลยค่ะ อาจารย์" คุณแต้กได้แต่นั่งขำกับคำพูดฉันที่ดูเหมือนว่าตัวเองนี่ก็ขี้เมาตัวน้อยๆ เลยนะ ^^ มาถึงตอนนี้..ฉันอิจฉาคุณแต้กจังที่ได้อยู่ต่อที่นี่ในคืนนี้ ฉันใช้เวลานับสามชั่วโมงเพื่อที่จะอยู่คุยกับผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ต้นจนถึงวินาทีสุดท้าย ฉันยอมรับว่า..ยังไม่อยากจะกลับบ้าน ถ้าไม่ติดว่าต้องรีบกลับมาทำงานในอีกวัน ฉันคงจะตะลอนไปงานนิทรรศการโตรอนกับคณะของเขาคนนี้


ใครๆ ก็บอกว่าชีวิตของฉันมักจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านเข้ามาอยู่บ่อยๆ โดยไม่ตั้งใจ ฉันไม่แน่ใจว่า "การมาเยือนปายในครั้งนี้" ควรจะถูกนับรวมอยู่ในนั้นด้วยไหม แต่ท้ายที่สุดฉันก็ยังยิ้มให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างสามวันนี้ ตราบใดที่หัวใจมีไว้ให้เดินทาง.. เราก็คงจะยังพบปะกับเรื่องราวต่างๆ หรือแม้กระทั่งผู้คนมากมายที่มีความน่าสนใจอยู่ในตัวเอง ฉันหวังเอาไว้ว่า..แล้วหัวใจก็คงจะได้ออกเดินทางอีกครั้ง
<คลิกที่นี่> <คลิกที่นี่> <คลิกที่นี่> ฉันเชื่อว่าแล้วคุณจะหลงรักบ้านปายตา
รีบมาดูก่อนใครๆนะคะเนี่ย.รักจังนะน้องสาว
น้องต้อมๆๆๆ
ชอบกาต้มน้ำรุ่นแรกแบบนี้...ดูท่ากาแฟจะอร่อยเป็นพิเศษ
สบายดีนะครับ
ดูด้วยคนสาวน้อย ถึงไงส่งมาให้ดูแล้วไม่ดูไม่ได้ เด่วน้อยใจ อิอิ
รักกัน..ต้องติดตามอ่านบันทึกกันต่อไปค่ะ อิอิ ^^ มาถึงก่อนใครๆ ได้รับรางวัลไปเลยค่ะ ยังนึกไม่ออกว่ารางวัลจะคืออะไร ขอเวลาคิดก่อน(คงนานหลายวัน-และอาจจะหลายเดือน)
ในกาแบบที่เห็นในรูปนั้นมีน้ำชาอยู่มั้ง..ไม่แน่ใจ แต่กาแฟต้อมน่ะ..กดเอาน้ำร้อนจากกาไฟฟ้า อิอิ กาแฟมื้อเช้าเป็นแบบซองๆ น่ะ ส่วนแบบหรูๆ ต้องจ่ายตังค์
ปรับๆๆ พิมพ์ผิดๆๆ >> เด่วน้อยใจ
ยังปวดหัว ตัวร้อนอยู่เลย T_T เสียงต้อมเซ็กซี่มากไหมคะ?
✿สวัสดีเจ้า พี่ต้อมของน้องพอ
✿อ่านตอนจบ แล้ว ยังไม่โชว์ บาดแผล เลย เจ้า
✿มีหัวใจไว้เดินทาง ส่งหนังสือ นิตยสารท่องเที่ยว ดีไหม น้องต้อม น่าอ่าน มากกกกกก
✿รับ ค่า ตัวผู้จัดการ ไป 5 จุ๊บ เท่าอายุ น้องพอ คริ คริ
อืมม...นักท่องเที่ยวคนนี้ตื่นตั้งแต่เช้าจริงๆ ด้วยเนาะ
เลยได้ชมสะพาน "ปาย" เงียบๆคนเดียว
เมื่อครั้งที่เที่ยวปาย อดชิมกาแฟร้านดังเพราะว่าคนเยอะมากๆๆๆๆ (ก็มันเป็นวันหยุดศุกร์-เสาร์นี่นา)...แต่กัดฟันขับรถฝ่าความหิว..(แทบลงแดง)...ไปกินกาแฟสดที่ร้าน "วาวี"...อร่อยดี..
เกือบได้ไปค่ะ เพียงแต่ทัวร์ที่ทำงานจัดเต็ม เลยอด
อ้อ เอา รอยยิ้มพิมพ์ ใจ ของน้องพอ ไปคลาย ร้อนดีกว่า
ฝ่าสายฝนจากใต้มาเที่ยว ...ปาย... ต้อง ..ฝ่าความหนาวเย็น เพื่อเก็บภาพบรรยากาศมาฝากกัน...ขอบคุณมาก
.."ช่วยถ่ายให้ตัวผอมๆ หน่อยนะคะ" ^^ โห เอาภาพมาเป็นประจักษ์พยานทั้งที...แหม มาเบื้องหลัง
น้องจ๊ะๆ...เหงื่อแตก(ออก)วันนี้ก็ผอมได้อีกนะ (เพราะอิ่มใจ งดกินข้าวเย็นได้ไง) เย็นวันนี้จะได้เจอกันไหม...ไมแหงๆ เลย
ป.ล. ฮึ่ม ทำงานไปด้วย เฝ้าหน้าจอไปด้วยเลยนะ
พี่ต้อมคะ
เห็นชื่อเรื่องบันทึกเกี่ยวกับปายของพี่ต้อมมาหลายวัน แต่ยังไม่ได้มาอ่านแบบเต็มๆ สักที เพราะช่วงนี้งานเข้าค่ะ
แต่เห็นคำบรรยายแล้วคาดว่าอ่านแล้วคงเหมือนกับได้ไปเอง เดี๋ยวถ้ามีเวลาว่างปุ๊บจะมาตามอ่านนะคะ รอบนี้มาลงชื่อไว้ก่อนค่ะ ^__^
ลืมไปหรือเปล่าเจ้า??????? ค่าตัวหลานสองคนต้องสองเท่า อิอิ และโชว์แผลไม่ได้ ประเดี๋ยวพี่ๆ จะบ่นว่าสำออย
มีความสุขค่ะ ^^ เพราะทุกๆ เรื่องราวในชีวิตประจำวันทำให้เราได้เรียนรู้เนอะ
ที่เชียงใหม่ตอนนี้หนาวมากๆๆ ขอบอก ^^
รอให้เขียนจบแล้วค่อยเม้นต์..อิอิ
ไม่เชื่อหรอกว่าอร่อยจริง นอกเสียจากว่าปีหน้าแวะมารับน้องตัวกลมๆ ไปพิสูจน์ความอร่อยด้วยตัวเอง อิอิ
ทั้งหมดนี้..ก็ "มันจำเป็น" จริงๆ ค่ะ ^^ ขอบพระคุณนะคะที่แวะมาอ่านสม่ำเสมอ
ลืมบอกไปอ่ะ ว่าสาวคนนั้นไม่ใช่ต้อม อิอิ ต้อมคงไม่ผอมขนาดนั้นหรอก ไม่เชื่อถามพี่จ๊ะดู จะถามพี่กั๊ตหรือท่านหัวหน้าดูก็ได้นะเจ้า สาวคนนั้นคงเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกันนะ แต่ดูแล้วคล้ายต้อมจัง..ยกเว้น "ความผอม"
มีโอกาส ต้อมก็ว่าจะไปอีกค่ะ ^^
หวัดดีค่ะ พี่ต้อม
แวะมาเที่ยว ปาย ด้วยคนค่ะ.....