นมจีน เป็นอาหารยอดนิยมของชาวปักษ์ใต้อีกอย่างหนึ่งค่ะ 

ในแต่ละจังหวัดนั้นรสชาติของน้ำยาหรือน้ำแกงนั้นอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย 

แถวๆนครศรีฯ น้ำยาจะไม่มีรสเปรี้ยว(ไม่ใส่ส้ม)เน้นความเผ็ดร้อน ส่วนที่สงขลา,

และยะลาจะใส่ส้มแขกหรือ ส้มท้อน(กระท้อน)เพื่อให้เกิดรสเปรี้ยว 

แต่วันนี้จะนำเสนอน้ำยาที่ใส่ส้มแขกค่ะ

เมื่อเรารับประทานขนมจีนจะต้องมีผักที่กินคู่กับขนมจีนที่หลากหลาย 

คนปักษ์ใต้จะเรียกว่า “ผักเหนาะ” พูดถึงผักเหนาะก็นำเสนอ ผักบ้านๆ เช่น

ยอดยาร่วง(ยอดมะม่วงหิมพานต์)

 

ยอดมันปู

ยอดหมุย

ผักชีล้อม

ลูกเหรียง(หน่อเหรียง)

ลูกเนียง(ลูกเนียงใหญ่)

ลูกเนียงนก

ลูกตอ(สะตอ)

ารทำน้ำยาขนมจีนปักษ์ใต้นั้นที่สำคัญคือปลาที่นำมาทำต้องสดมากๆ

น้ำยาจะอร่อยกลมกล่อม จะใช้ปลาชนิดไหนก็ได้ แต่ที่บ้านจะใช้ปลาน้ำดอกไม้

(ปักษ์ใต้ที่สงขลาเรียกว่าปลาสาก,ส่วนที่ยะลาจะเรียกว่าปลาถั่วค่ะ) 

เครื่องแกงต้องโขลกกันสดๆเช่นกัน 

การโขลกน้ำพริกแกงจะให้กลิ่นหอมของเครื่องแกงที่ดีกว่าการปั่น 

เพราะการโขลกนั้นจะช่วยให้น้ำมันหอมระเหย

ที่อยู่ในเครื่องเทศจะออกมาได้มากกว่าการปั่นค่ะ 

เรามาดูส่วนผสมกันค่ะ

•ส่วนผสมเครื่องแกง : ตะไคร้ 2ต้น, พริกขี้หนูแห้งใส่ตามชอบ

ข่าซอย 2แว่น, กระเทียม 1หัว, หอมแดง 2หัว, ขมิ้น 1แง่ง (ประมาณ 1นิ้ว)

พริกไทยดำ 1 ช้อนชา, กะปิประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือป่นประมาณ 1ช้อนชา

•ส่วนผสมน้ำยา : กะทิคั้นจากมะพร้าว ½ กิโลกรัม (หัวกะทิ 1ถ้วย หางกะทิ 2ถ้วย), 

ปลาทั้งตัว ประมาณ ½ กิโลกรัม, ส้มแขก 5-6 ชิ้น, น้ำปลา (เติมแล้วชิมรสตามชอบ)

น้ำตาลแว่น ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ

**ส้มแขก...>http://gotoknow.org/blog/naree122/214251

วิธีการทำน้ำยา

1.โขลกทุกอย่างรวมกันจนละเอียดแล้วเติมกะปิ

2.ต้มปลาแล้วแกะเอาแต่เนื้อปลา

3.ใส่เนื้อปลาลงโขลกรวมกับเครื่องแกง (ข้อ1)

4.คั้นกะทิแยกหัวกะทิและหางกะทิ

5.นำหางกะทิตั้งไฟพอเดือด ใส่น้ำพริกแกง(ข้อ3)คนให้ละลาย ปรุงรสด้วยน้ำปลา 

น้ำตาลแว่นและส้มแขก(ล้างแล้วแช่น้ำให้นิ่มก่อนค่ะ) 

เคี่ยวไฟอ่อนๆสักครู่รอให้ส้มแขกออกรสเปรี้ยว ชิมรสดูตามชอบใจ 

แล้วจึงเติมหัวกะทิลงไปต้มจนเดือดอีกครั้ง ปิดไฟยกลง รับประทานได้แล้วค่ะ