ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของ รากเหง้า เป็นวัฒนธรรม เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชน หรือเรากลายพันธุ์ เป็นพวก โลกาภิวัตน์ชน กันไปหมดแล้ว

 

       

       ในวงอาหารเย็นเมื่อวานนี้ คนไม่มีราก ได้ยินพี่สาวเล่าแกมบ่นว่าลูกชายคนโตต่อว่าที่ม่าม้ากับป่าป้าไม่สอนพูดภาษาจีนเลย...ไปสมัครงาน เขาถามว่าพูดภาษาจีนได้หรือเปล่า...หลานตอบว่า พูดได้บ้างนิดหน่อย เขาเลยว่า...ทำไมลูกจีนถึงพูดภาษาจีนได้นิดหน่อยล่ะ...

 

       คนไม่มีรากเกิดในครอบครัวที่มีคุณพ่อคุณแม่มีเชื้อสายจีนทั้งคู่ตั้งแต่เด็กก็จะได้ยินพ่อแม่และพี่ ๆ พูดภาษาจีนแต้จิ๋วกันในบ้าน เพราะพ่อจะบังคับให้ลูกทุกคนพูดภาษาจีน คงกลัวว่าลูก ๆ จะลืมเชื้อสายเดิม ลูกรุ่นหลัง ๆ อย่างคนไม่มีรากนั้นฟังได้ แต่พูดได้น้อยมาก พอรุ่นหลาน ๆ ยิ่งห่างจากภาษาจีนแต้จิ๋ว แต่กลับใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกันมากกว่าตอนพูดเรื่องส่วนตัว

 

       ลองถามต่อ...ทำไมต้องพูดภาษาจีนได้ล่ะ

       เขาว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจีน... จะส่งไปเมืองจีนด้วย

       เอาล่ะสิ..ถามต่อ  แล้วไงต่อล่ะทีนี้....

เขาให้พูดแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ...มันก็พูดได้สบายสิ... แน่ละก็เจ้าหลานคนนี้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่สอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก  คราวนี้ก็เลยเกิดอยากพูดภาษาจีนขึ้นมา ตื้อจะให้แม่สอนพูด คนเป็นแม่ก็อ่อนใจ

อ้าว...ทำไมล่ะ เด็กมันอยากหัดพูดก็ดีแล้วนี่

มันไม่เคยพูดกับลูกเป็นภาษาจีนนี่...  

ไม่เคยพูดก็พูดเสียสิ...  จะไปยากอะไรเล่า...แอบคิดในใจ

 

       เลยลองกลับมาดูที่เล่าเรียนมา ไอ้การจะสอน ผู้ใหญ่นี่จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่ายราวพลิกฝ่ามือ

      

       Malcolm Knowles (1980) ให้นิยามของคำว่า Andragogy ไว้ว่า เป็นศิลป์และศาสตร์ในการช่วยให้ผู้ใหญ่เกิดการเรียนรู้  

จะช่วยให้ผู้ใหญ่เกิดการเรียนรู้ ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ใหญ่นั้นมีลักษณะอย่างไร

       1. มโนภาพต่อตนเอง (self-concept) เมื่อบุคคลเจริญเติบโตและมีวุฒิภาวะแล้ว มโนภาพต่อตนเองจะเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาผู้อื่นไปเป็นการนำตนเอง (Self Directed Learning) Knowles กล่าวว่าเมื่อบุคคลได้บรรลุถึงการควบคุมและการนำตนเองได้ บุคคลนั้นถือเป็นผู้ใหญ่ และจะเกิดความต้องการที่จะให้ผู้อื่นตระหนักว่าตนเองสามารถควบคุมและนำตนเองได้

       2. ประสบการณ์ (experience) เมื่อบุคคลมีวุฒิภาวะขึ้นจะมีการสะสมประสบการณ์อย่างหลากหลาย ทำให้เป็นแหล่งทรัพยากรอันมีคุณค่าของการเรียนรู้และจะเป็นผู้เปิดกว้างในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา

       3. ความพร้อม (readiness)  ผู้ใหญ่มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ เมื่อรู้สึกว่าสิ่งนั้น จำเป็นต่อบทบาท หน้าที่ และสถานภาพทางสังคม  ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมนั้น

       4. แนวโน้มต่อการเรียนรู้ (orientation to learning) การเรียนรู้ของผู้ใหญ่มีแนวโน้มที่จะยึดปัญหาเป็นแกนของการเรียนรู้ เนื่องจากการมีมโนทัศน์ต่อ เวลา ที่แตกต่างกัน เด็กจะมองเวลาว่าเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ผู้ใหญ่จะมองเวลาเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว ความรู้นั้นจะต้องนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีในปัจจุบัน

 

 ถ้าเช่นนั้นแล้ว ปัจจัยที่จะส่งผลต่อกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ควรเป็น ดังนี้

1.ผู้ใหญ่จะตอบสนองต่อประสบการณ์การเรียนรู้ หรือข้อมูลตามการรับรู้ของตนเองโดยไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามทัศนะที่ครูเป็นผู้นำเสนอ

       2. ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตที่จัดนั้น เปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้ดำเนินการจัดการ และบูรณาการการเรียนรู้ใหม่ ประยุกต์เข้าสู่มโนทัศน์ของตนเอง

       3. ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อเนื้อหาที่เรียนเกี่ยวข้องกับประสบการณ์เดิม หรือความสนใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน และกระบวนการเรียนรู้ ควรจะต้องเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ชีวิตที่มีอยู่

4. ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุด ในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความสัมพันธ์อันไว้วางใจซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้มีการปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครู ตลอดจนสนับสนุนให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมใหม่อย่างสม่ำเสมอ

5. ประสบการณ์เดิมของของผู้ใหญ่จะเพิ่มพูนมากขึ้น และมีความสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อผู้ใหญ่มีอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งประสบการณ์เดิมดังกล่าวอาจจะสนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ก็ได้

      6.การเรียนรู้ควรจะเน้นที่การแก้ปัญหา การแสวงหาหนทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งควรจะต้องมาจากประสบการณ์ของผู้เรียน หรือผสมผสานมาจากความคาดหวัง มาจากตัวผู้เรียนเองในฐานะของแหล่งทรัพยากรอันทรงคุณค่า มากกว่าจะมาจากบุคคลภายนอกที่เรียกว่าผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย

       7. ผู้ใหญ่มีแนวโน้มที่จะเรียนรู้ได้เร็ว ในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง ผู้ใหญ่จะไม่เต็มใจที่จะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ หรือเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ หรือเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับความต้องการเร่งด่วน และไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตของผู้ใหญ่เอง

 

       หันมาวิเคราะห์เจ้าหลานชายอายุ 24 ปีคนนี้  เขาตระหนักว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว และกำลังจะเข้าสู่โลกของการทำงาน ตอนนี้มีประสบการณ์พอสมควร ต้องการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ จึงพร้อมที่จะเรียนรู้ เพราะตระหนักแล้วว่าภาษาจีนมีความจำเป็นและถ้าเรียนรู้แล้วจะนำไปใช้ในงานที่ต้องรับผิดชอบได้จริงทันทีทันใด ดังนั้นเขาจึงอยู่ในสภาวะที่พร้อมแล้วที่จะเรียนรู้...

 

       และเพื่อกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ภาษาจีนอย่างต่อเนื่อง โดยอิงอาศัยแนวคิด/ทฤษฎี Andragogy คนไม่มีรากก็เลย เสนอว่า วิธีการง่าย ๆ ก็คือ ตอนที่หลาน ๆ จะมาขอเงินไปลงทะเบียนเรียน  ขอเงินไปช้อบปิ้งก็ต้องพูดเป็นภาษาจีน อธิบายถึงความจำเป็นที่ต้องมาขอเงินเป็นภาษาจีน  แล้วก็ต้องมีคำถามเกี่ยวกับภาษาจีนมาคนละ 1 คำถามทุกวันตอนเย็น

 

       ทำไมลูกจีนถึงพูดภาษาจีนได้นิดหน่อยล่ะ... ฟังแล้วน่าคิดสะกิดใจ...ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของ รากเหง้า เป็นวัฒนธรรม เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชน หรือเรากลายพันธุ์ เป็นพวก โลกาภิวัตน์ชน กันไปหมดแล้ว คนไม่มีรากจำได้แม่นยำว่า ครูภาษาอังกฤษที่คนไม่มีรากแสนรัก เคารพเคยสอนว่า จะพูดภาษาอะไรก็ให้ชัดเจน อย่าพูดปนกัน ไทยคำฝรั่งคำ อย่านึกว่าเท่...

 

       หันมามองตัวเอง ท่าจะจริงล่ะ... ภาษาอังกฤษไม่เข้มแข็ง ภาษาไทยก็อ่อนแอ  ภาษาจีนก็งู ๆ ปลา ๆ ไม่ได้การแล้วต้องขอลาไปฝึกฝนกระบวนยุทธ์ใหม่ ไม่อยากเป็น ลูกครึ่งลูกค่อน  ที่เอาดีไม่ได้สักอย่างเดียว.

 

 อ้างอิง : Knowles,M.S. The ModernPractice of Adult Education. New York : Cambridge University Press,1980