สืบเนื่องจากเรื่องเล่าในblogของดิฉันจากการประชุมระดมความเห็นแนวทางการทำวิจัย (RtoR)ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ..
วันนี้ (๒๔ กค.) ดิฉันได้อ่านเอกสารข่าวโครงการผู้บริหารโรงเรียนทำวิจัย(ในพื้นที่ ๕ จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล พัทลุง และ สงขลา) ฉบับที่ ๒ ประจำเดือนกรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ของ สกว. น่าสนใจอย่างยิ่ง ..อ่านแล้ว "โดนใจ" คนที่ต้องการชิ้นงานวิจัยเอาไปใช้ได้จริง..จึงขอนำข้อคิดเรื่องการทำวิจัยจากปัญหาที่ปรากฏในเอกสารนี้มาเล่าต่อค่ะ..
-- การบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อเป้าหมายการใช้ประโยชน์นั้น การสนับสนุนในส่วนของ " แนวคิด" มีความสำคัญยิ่งกว่าการสนับสนุนงบประมาณ หากแนวคิดไม่ถูกต้อง งบประมาณที่ให้ไปก็ได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ คืออาจช่วยได้เพียงให้นักวิจัย "ฝึกทำวิจัย" อีกชิ้นหนึ่งเท่านั้น...
-- เราเห็นได้ชัดจากงานวิจัยหลายชิ้นว่า นักวิจัยถนัดที่จะทำวิจัยแบบ เอาเทคนิคนำทาง ( technique oriented ) คือใช้เทคนิคเป็นเครื่องมือ ( tool )
งานประเภทนี้ มักจะปรากฏเป็นวิทยานิพนธ์ คือฝึกให้คนทำวิจัยเป็น..งานจึงซ้ำๆๆ ในวิธีเดิมๆๆ (ที่ตนเองหรือคนอื่นเคยทำไว้แล้ว เพียงแต่เปลี่ยนตัวอย่างไปเท่านั้น)...
เหมือนคนมีค้อนแล้วไล่ตอกตะปูไปทุกที่ นานไปก็ตอกได้แม่น รู้น้ำหนักและจังหวะค้อน ที่จะทำให้ตะปูเข้าเนื้อไม้โดยไม่งอพับ คนที่ทำวิจัยแบบนี้จะเก่งในวิธีการ แต่เปลืองตะปูโดยไม่ได้เก้าอี้ที่อยากได้....
--- งานวิจัยที่จะใช้ประโยชน์ได้จริง ต้องมีเป้าหมายในการทำวิจัย เป้าหมายที่เห็นชัดเจนที่สุด คือการทำวิจัยแบบ "เอาปัญหาเป็นฐานความต้องการทำ" (problem based) และมีเป้าหมายให้ได้คำตอบ ( solution-targeted)..
โจทย์วิจัยที่มีเจ้าของเป็นสิ่งที่มีบริบท คือ จะตอกตะปูก็รู้ว่ามีปัญหาจากการไม่มีเก้าอี้นั่ง ( problem)จึงตอกตะปู เพื่อให้ชิ้นไม้ยึดติดกันเป็นเก้าอี้ (solution)
หากเราต้องการสร้างคนวิจัย ให้สอดคล้องกับความต้องการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องสร้างคนวิจัยที่ผลิตผลงานที่ใช้การได้จริง เปรียบเทียบได้กับ ต้องสร้างช่างเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตเก้าอี้นั่งได้...
ผมเห็นด้วยในกระบวนคิด กระบวนความในบันทึกนี้ทุกประเด็นครับ
ผมเองก็กำลังชวนทีมทำงานเปลี่ยนวิธีคิดเดิมๆ มาสู่การทำงานสู่การวิจัย
หลายอย่าง ให้นำปัญหามาเป็นตัวตั้งเพื่อนำไปสู่การค้นหาคำตอบ
โดยเฉพาะการลงพื้นที่ของนิสิตในแต่ละครั้งนั้นสำคัญมาก เพราะนั่นไม่ใช่แค่การเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการชวนให้ชาวบ้านได้ร่วมเรียนตัวเองไปในตัว
บางที เรื่องทักษะการลงพื้นที่จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรสอนสร้างให้เกิดขึ้นกับนิสิตมากที่สุดอีกด้วยเช่นกัน เพราะผลึกความรู้ที่ได้รับจาการลงพื้นที่นั้น จะเป็นกลไกสำคัญของการเป็นทุนในการใช้ชีวิตในสังคม
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับคุณนงนาท
อ่านแล้วเข้าใจมากขึ้นครับ...ทุกงานที่เราทำทุกวันสามารถทำวิจัยเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นได้ พัฒนาในงานได้
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ พี่นงนาจ
ยินดีค่ะ ครูแป๋ม ที่เห็นประโยชน์...