ก็แค่...โยนมันทิ้งไป...ทั้งที่ชอบและไม่ชอบนั่นแหละ...

 

       หลายวันที่ผ่านมา เป็นช่วงระยะเวลาทำให้มีเรื่องต้องใคร่ครวญ ครุ่นคิด ไตร่ตรองหลายเรื่อง

       เนื่องจากอยู่ในช่วง “ลาศึกษา” อยู่  จึงมีเวลาและสุขสนุกสนาน สบายใจกับ สถานภาพของ “นักเรียนรู้”  ตั้งใจไว้แต่แรกลาเรียนว่าต้องรีบเรียนให้จบโดยใช้เวลาน้อยที่สุด จะได้กลับไปทำงาน แม้ว่างานที่จะต้องกลับไปทำนั้น จะชอบจะรักไม่เท่างานเก่าที่เคยทำ

 

       ผู้ใหญ่ที่นับถือโทรมาตามให้กลับไปทำงานได้แล้ว พร้อมคำเตือนแกมขู่เล็ก ๆ ว่า ...มัวสนุกสบายอยู่ เงินเดือนก็ไม่ขึ้น ระวังตำแหน่งจะถูกยึดคืน (ทำงี้ได้ด้วย?) โต๊ะเก้าอี้ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ก็จะหายไป เพราะยกไปให้คนอื่นใช้...(ก็ดีแล้ว วางไว้เฉย ๆ ทำไมกันล่ะ) คำเตือนทำให้ต้องหันมาทบทวนชีวิตการทำงานที่ผ่านมา

     คนไม่มีรากเคยทำงาน ด้านภูมิปัญญาไทย จึงได้สัมผัสตัวตนอันอ่อนน้อม ถ่อมตน สละตน แม้จะผ่านความทุกข์ยาก แสนสาหัสจากประสบการณ์ชีวิตมาโชกโชนเพียงใด ท่านเหล่านี้ก็ยังยืนหยัด และยังมีใจเผื่อแผ่พอที่จะนำประสบการณ์ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ น้ำตา และบางส่วนเสี้ยวของชีวิต มาถ่ายทอดให้คนอื่นได้เรียนรู้ ได้มีประสบการณ์ ได้นำไปใช้...

 

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้รัก ยกย่อง และชื่นชมปราชญ์ ผู้รู้ และครูภูมิปัญญาไทยทุกท่านได้อย่างไร

 

            ตอนทำงานกับครูภูมิปัญญาไทย จะมีความสุข ทั้งปิติ อิ่มเอิบ เบิกบานใจ คิดถึงงานอยู่ตลอดว่าจะต้องทำอะไรต่อไป จึงจะพัฒนาโครงการให้ประโยชน์เกิดแก่ ภูมิปัญญาไทย ให้มากที่สุด...ด้วยความคิดเช่นนี้เอง จึงขึ้นชื่อว่า...บ้างาน ทำงานแบบที่เรียกกันว่า...เป็นวัวเป็นควาย (เพื่อนบอกว่า...โง่จัง ทำงานแบบนี้ Work hard but not Smart) ไม่มีวันหยุด ทำงานแบบยึดมั่นว่าเราเป็นเจ้าของงาน ต้องทำให้ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด

 

      

      สิ่งที่แถมท้ายมาด้วยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวคือ ...อัตตาตัวตน อันใหญ่โตคับห้อง แม้พยายามจะไม่โตกตากให้ใครรู้ แต่มันก็คงคอยจะเยี่ยมหน้าเยี่ยมตาออกมาแสดงตัวตน ยามที่เราเผลอตัวอยู่เสมอ...

อย่างนี้เองสิเล่า…..

     วันหนึ่งได้รับคำสั่ง...ให้ไปทำงานอีกงานหนึ่ง...ที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่คุ้นเคย ไม่มีเครือข่าย  ต่อมาด้วยความรู้สึก...ไม่ชอบ ไม่อยากทำ...

 

คนทำงานที่ถูกมอบหมายให้ไปทำงานที่ตนไม่เคยทำ...คงมีความรู้สึกหลายอย่าง

...เหมือนโดนตัดยอดงาน โธ่เอ๋ย...เฝ้าทนุถนอม รดน้ำ พรวนดิน ดูแลมาจนเติบโต โครงการออกจะเป็นที่รู้จักกันดี

...ทำดีเกินหน้าเกินตา บางคนเขาก็ไม่ชอบนะ...

...เอ..เราทำอะไรผิดหนอ ทำไม่ดีตรงไหนกันล่ะนี่

...ดีเหมือนกันน่า จะได้เรียนรู้งานใหม่ ๆ บ้าง จะโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป เลือกงานไม่ได้ ต้องรู้ ต้องทำได้ทุกงานจ้ะหนู...

 

     อย่ากระนั้นเลย หาทางไปเรียนหนังสือต่อดีกว่า...ไม่ให้ทำงานที่ชอบ ก็จะไปหาสิ่งที่ชอบทำเอง...แล้วก็พบว่าการได้เป็น “นักเรียน” อีกครั้ง เป็นสิ่งที่ชอบจริงๆ เสียด้วย....

 

       กำลังมีความสุขกับการเป็น “นักเรียนรู้” อยู่เพลิน ๆ เชียว...โดนตามเสียแล้ว  คำถามจึงเวียนวน...เอาไงดีล่ะนี่ จะดึงดันลาต่อไป ก็คงไม่มีใครว่าได้หรอก ทำตามสิทธิ์และถูกต้องตามกฎของการลาศึกษาต่อ แต่อีกเสียงหนึ่งก็ถามว่า....

ไอ้ที่ยังลาเรียนต่อนี่เพราะหนีสิ่งที่ไม่ชอบใช่ไหมล่ะ....

ก็ใช่สิ...ไม่ชอบไม่อยากทำ ยังจะให้ทำอีก...แปลกจัง

อยากทำแต่ที่ชอบ ที่พอใจหรือ ....

อ้าว ใช่สิ... ใครจะอยากทำสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถนัดล่ะ...

แล้วในชีวิตจะมีสิ่งที่ชอบที่ถนัดกี่อย่างกันล่ะ...จะอยู่กับมันได้ตลอดไปล่ะหรือ เอาแค่ที่รักที่ชอบ ที่พอใจเท่านั้นหรือ...

 

     ผู้ใหญ่ที่นับถือสุดใจท่านหนึ่ง ซึ่งต้องขออนุญาตเอ่ยนามของท่านไว้ด้วยความเคารพ (ไม่ใช่เอ่ยอ้างเพื่อสร้างเครดิตส่วนตัว) ดร.พิสิฐ เจริญวงค์ ท่านให้ข้อคิดว่า....

เกลียดใคร โกรธใคร ทำได้ แต่อย่านานนัก มันหมักหมมและมักจะเป็นพิษอยู่ในใจของเรา ไม่ดี ไม่มีประโยชน์

รักชอบใคร อะไร สิ่งไหน ก็ให้เผื่อทำใจไว้ด้วย ... สักวันก็ต้องจากกันไปอยู่ดี...

    ต้องกราบขอบคุณท่านค่ะ ที่ให้ข้อคิด...วันนี้แม้ยังไม่ตัดสินใจ แต่...ก็ยิ้ม ๆ และบอกตัวเองได้แล้วว่า....

 

ก็แค่...โยนมันทิ้งไป...ทั้งที่ชอบและไม่ชอบนั่นแหละ...

                  (^___^)