ชายผู้นี้ใช้ชีวิตอย่างไรเพื่อขุดค้นหา "ความหมาย" แห่ง "การดำรงอยู่" ของชีวิต ด้วยการพยายามเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ใน "จิตไร้สำนึก" โดยผ่านทาง "ความฝัน" และเขา "คิดคำนึง" เพื่อตีความ "ความหมาย" เหล่านั้นออกมาได้อย่างไร
ตามปกติแล้ว หนังสือทุกเล่มที่ผมอ่านแล้วนำมาบอกเล่าต่อนั้น ผมจะเชียร์ให้กัลยาณมิตรได้หาโอกาสอ่านกัน
แต่เล่มนี้ต่างไปครับ
หนังสือเล่มนี้คืออัตชีวประวัติ ของ คาร์ล กุสตาฟ ยุง (Carl G. Jung) นักจิตวิทยาชื่อก้องโลก
แปลจากหนังสือชื่อ Memories, Dreams, Reflections
ในชื่อภาษาไทยว่า ความทรงจำ ความฝัน ความคิดคำนึง
แปลโดยคุณ พจนา จันทรสันติ สำนักพิมพ์คบไฟ ความหนา 520 หน้า ราคาหน้าปก 400 บาท

อัตชีวประวัติเล่มนี้เป็นหนังสือที่ท่าน "จุง" นั้นเป็นผู้เล่าเอง
ผมต้องขออนุญาตเรียกชื่อท่านสั้นๆ ว่า ท่าน "จุง" นะครับ
แม้ในหนังสือเล่มนี้จะใช้คำว่า "ยุง" (น่าจะเป็นสำเนียงการออกเสียงที่ถูกต้องของ Jung)
แต่ผมคิดว่ามันชวนให้คิดไปถึง ยุงลาย ยุงรำคาญ อะไรประมาณนั้น
เป็นความชอบส่วนตัวนะครับ มิได้มีเจตนาจะลบหลู่ ท่านผู้แปลแต่อย่างใด
อย่างที่เรียนไว้ข้างต้นนั่นแหละครับ สำหรับหนังสือเล่มนี้
อยากบอกว่า
ต้องเป็นแฟนพันธ์แท้ของท่าน คาร์ล จุง เท่านั้นจึงควรหามาอ่าน
หรืออย่างน้อยก็ควรจะทราบอะไรเบื้องต้นของท่าน จุงมาบ้าง
แล้วอยากรู้จักตัวตนท่านให้ลึกขึ้น
ขอเรียนตามตรงว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านยากที่สุดเล่มหนึ่ง ที่ผมเคยอ่านมา อ่านไปก็ชื่นชมในลีลาการแปลของท่านพจนา จันทรสันติ จริงๆ ครับ ขณะที่อ่านไปนั้น ผมรู้สึกสัมผัสได้ถึงตัวตนของทั้งท่าน คาร์ล จุง และท่าน พจนา ไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ งานแปลชิ้นนี้ต้องบอกว่า หากผู้แปลมิได้เป็นบัณฑิตผู้แสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิต เฉกเช่นเดียวกับท่านคาร์ล จุง แล้วล่ะก็ อ่านแล้วคงจะไม่สามารถเข้าถึงตัวตน และจิตวิญญาณ ของท่านจุงได้
แต่โปรดไตร่ตรองอีกครั้งนะครับ ก่อนซื้อหามาอ่านกัน จะได้ไม่ต้องมาเสียความรู้สึกกันในภายหลัง
เพราะแม้แต่ท่าน ซิกมันด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งวิชาจิตวิเคราะห์ ผู้เคยหมายมั่นปั้นมือให้ท่าน จุง เป็นทายาททางวิชาการ เมื่อคบกับท่านจุงจนเริ่มรู้เลาๆ ถึงตัวตนที่แท้ของเขา ก็ยังต้องแยกทางกันเดิน เพราะแนวคิดหลายๆ อย่างนั้น ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
(เฮ้อ...เขียนๆ ไป รู้สึกว่าจะเชียร์ไม่ให้ซื้อซะแล้ว
แต่ก็ยังดีกว่าเชียร์ไปแล้ว หลวมตัวซื้อ
แล้วมาว่ากันทีหลังใช่มั๊ยครับ
)
ขอวกกลับมาถึง มูลเหตุที่ทำให้ผมสนใจในตัวของท่าน คาร์ล จุง ผู้นี้
ผมคิดว่ามันมีแนวคิดอยู่สองเรื่องที่ผมสนใจ แต่ยังไม่กระจ่าง และทราบมาว่า แนวคิดทั้งสองเรื่องนี้ ท่านคาร์ล จุง น่าจะเป็นคนที่รู้ซึ้งถึงเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี
เรื่องแรกคือเรื่อง จิตไร้สำนึก (The Unconscious)
และเรื่อง Synchronicity (ในภาษาไทยเห็นมีการแปลออกมาเป็นคำว่า "สังกาลภาพ" หรือ "ความพ้องพาน")
ในเรื่องของ "จิตไร้สำนึก" นั้น ผมสงสัยมานานแล้วว่า มันเหมือนหรือมันต่างกับ "จิตใต้สำนึก" - Subconscious อย่างไร ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็สามารถให้คำตอบได้เป็นอย่างดี เพราะ ท่านจุง ถือได้ว่าเป็น "บิดาแห่งจิตไร้สำนึก" โดยแท้ เนื้อหาส่วนใหญ่หรืออาจเรียกได้ว่าทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงชีวิตและผลงานเกือบทั้งชีวิตของท่าน ก็จะมีนัยยะที่เกี่ยวพันกับจิตไร้สำนึกมาตลอด
จริงๆ แล้วในหนังสือเล่มนี้ ก็ไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ ว่าอะไรคือ "จิตไร้สำนึก" ซึ่งหลังจากอ่านจนจบเล่มไปแล้วผมก็ยังงงว่า แล้วมันคืออะไร แต่หนังสือเล่มนี้ก็ยังเข้าใจความรู้สึกของผู้อ่านหน้าใหม่ๆ อย่างผม ที่สติปัญญาอาจจะยังไม่แตกฉานนัก ด้วยการมีอภิธานศัพท์ อยู่ในภาคผนวกเอาไว้ให้ค้นความหมายของศัพท์เฉพาะต่างๆ ซึ่งการอธิบายความหมาย ก็จะเป็นการยกเอาคำพูดของท่านจุง จากหนังสือเล่มต่างๆ ที่ท่านได้พูดอธิบายไว้ต่างกรรมต่างวาระ มารวบรวมให้ผู้อ่านได้เชื่อมโยงเพื่อให้เห็นภาพเอาเอง ซึ่งผมคงไม่ยกมาบอกเล่าในที่นี้หรอกนะครับ ต้องกั๊กไว้ให้ผู้สนใจไปตามอ่านกันเองนะครับ

แต่สำหรับผมนั้น ผมชอบที่ท่านจุง ได้เปรียบเปรย ชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีแง่มุมที่พูดถึงลักษณะของจิตไร้สำนึกไว้อย่างค่อนข้างชัดเจนเป็นรูปธรรมดังข้อความในหน้า 23 ของหนังสือ
"สำหรับข้าพเจ้าแล้วถือว่าชีวิตเป็นเหมือนกับพืชตระกูลหัวที่มีชีวิตอยู่ด้วยรากเหง้าใต้ดิน (น่าจะหมายถึง จิตไร้สำนึก --- ผมคิดเองนะ) ชีวิตอันแท้จริงของมันมิอาจแลเห็น ทว่าซ่อนเร้นอยู่ในราก ส่วนที่โผล่พ้นพื้นดินขึ้นมา (หมายถึงชีวิตปัจจุบัน หรือไม่ก็จิตสำนึก -- ผมเดาเองนะ) คงจะอยู่เพียงแค่ชั่วฤดูร้อนเท่านั้น ครั้นแล้วมันก็จะแห้งเหี่ยวไปสิ้นดุจดั่งรูปเงามายาอันไม่จีรัง เมื่อเรามาหวนคำนึงถึงวัฏจักรแห่งความรุ่งเรืองและความล่มสลายของชีวิตและอารยธรรม เราย่อมไม่อาจหลีกหนีความรู้สึกอันว่างเปล่าอย่างยิ่งยวดไปได้ กระนั้นก็ตาม ข้าพเจ้าก็ไม่เคยสูญเสียความรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ดำรงอยู่ภายใต้ความแปรเปลี่ยนกลับกลายอันเป็นนิรันดร์ สิ่งที่เราแลเห็นเป็นเพียงดอกผลซึ่งจะผ่านพ้นไป ทว่ารากเหง้าของมันยังคงดำรงอยู่"
สำหรับเรื่องที่สองที่ผมสนใจ Synchronicity นั้น ผมพอทราบเลาๆ มาก่อนแล้ว และในหนังสือเล่มนี้ ก็มีการกล่าวถึงเพียงแค่ ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ซึ่งก็แทบจะไม่ได้ให้ความกระจ่างเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ทำให้ผมต้องไปตามอ่านในอภิธานศัพท์ อีกครั้งหนึ่ง แต่ผมคิดว่า คำนี้ มันฟังดูวิชาการดีครับ ผมว่าจริงๆ แล้วมันคือเรื่องของ ลางสังหรณ์ หรือฝันบอกเหตุ ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดี ผมเชื่อว่ามันคือเรื่องเดียวกันร้อยเปอร์เซนต์ครับ แต่เวลาพูดอารมณ์มันจะต่างกันมากนะครับ เช่น
หากมีคนๆ หนึ่ง ท่าทางดูดีมีการศึกษา พูดขึ้นมาว่า
"ผมกำลังศึกษาเรื่อง Synchronicity"
ก็จะฟังดูดีมีชาติตระกูลมากเลยครับ
แต่กลับกัน หากตัวผมบอกว่า
"ผมเชื่อเรื่องลางสังหรณ์นะ"
ก็จะทำให้ผมดูเป็นคนงมงายขึ้นมาทันที
ความหมายที่ผมเข้าใจในขณะนี้ ของคำว่า Synchronicity มันก็คือ ความเกี่ยวเนื่องของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันในเชิง "เหตุผล" แต่เป็นความสัมพันธ์ในเชิงของ "ความหมาย" ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องงมงาย เพราะเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำอธิบายได้
และอาจเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้ท่านฟรอยด์ ผู้ซึ่งมีมุมมองต่อชีวิตและจิตวิทยาเชิงเหตุผล ผ่านทางศาสตร์จิตวิเคราะห์ จึงมองว่า ผู้ที่จะมาเป็นทายาททางวิชาการของเขานั้นเพี้ยน และงมงายกับเรื่องเหลวไหลไร้สาระ จนในที่สุดก็ต้องแยกทางกันเดิน และสูญเสียสัมพันธภาพที่ดีต่อกันไปอย่างถาวร
ท้ายที่สุดนี้อยากบอกว่าหากกัลยาณมิตรท่านใดอ่านมาถึงตรงนี้ อย่างตั้งใจ ก็แสดงว่า ท่านน่าจะเป็นแฟนพันธ์แท้ของท่าน จุง แล้วล่ะ น่าจะไปลองหามาอ่านกันแบบเต็มๆ
แล้วท่านจะได้ทราบว่า
ชายผู้นี้ใช้ชีวิตอย่างไรเพื่อขุดค้นหา "ความหมาย" แห่ง "การดำรงอยู่" ของชีวิต ด้วยการพยายามเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ใน "จิตไร้สำนึก" โดยผ่านทาง "ความฝัน" และเขา "คิดคำนึง" เพื่อตีความ "ความหมาย" เหล่านั้นออกมาได้อย่างไร
ขอคารวะแด่ท่าน คาร์ล กุสตาฟ ยุง
ผู้เปิดตำนานแห่งจิตไร้สำนึก ให้เราได้พิศวง งงงวย
ขอคารวะแด่ท่าน อนีลา จาฟเฟ่ ผู้บันทึก และบรรณาธิการ
ผู้ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของท่านจุงได้อย่างมีอรรถรสเต็มเปี่ยม
ขอคารวะแด่ท่าน พจนา จันทรสันติ ผู้แปล
บัณฑิตผู้แสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิตด้วยดวงจิตที่เปิดกว้าง
และขอแสดงความขอบคุณจากใจจริง
แด่กัลยาณมิตรทุกท่านที่แวะเวียนมาอ่านครับผม



แวะมาอ่านครับ
ผมอ่านอย่างไม่ค่อยตั้งใจ แต่ก็เป็นกัลยาณมิตรนะครับ ^^
สงสัยต้องลองอ่านเล่มจริงดู
สวัสดีค่ะ ติดตามอ่าน Unconscious เป็นจิตขั้นพื้นฐานยังไม่ได้ขัดเกลา มีประโยชน์ดีค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ซวง
เมื่อก่อนกออ่านหนังสือเฉพาะหนังสือเรียนเท่านั้นค่ะ
แต่พอมาปี 49 กอได้อ่านหนังสือธรรมะ ออกแนวเชิงการ์ตูนสอนใจ
หลังจากนั้น กอก็เลยชอบอ่านหนังสือ
แต่อันนี้ไม่เคยอ่านเหมือนกันค่ะ คงจะเล่มหนามาก ๆ เลยน่ะค่ะ
พี่สามารถครับ
โปรดอ่านคำเตือนในบันทึกก่อนอ่านเล่มจริง
และ
ห้ามอ่านเกินวันละสองรอบ
และ
เด็ก สตรี มีครรภ์ ไม่ควรอ่าน
ยกเว้น
คนที่มีความ "คัน" ในหัวใจ
ขอบคุณครับ คุณครูป้อม ที่กรุณาแวะเวียน มาเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจศิษย์น้อยคนนี้
ขอบคุณครับ น้องกอ
เล่มนี้หนามากจริงๆ ขอบอก
ได้แวะมาเยี่ยมท่าน "ยุง" และท่านอาจารย์ ซวง ณ ชุมแสง ไปในคราเดียวกันด้วยจิตไร้สำนึก และมีสำนึกที่ให้เกียรติ
ขอบคุณครับ :)
ขอบคุณท่านอาจารย์ Wasawat ที่กรุณาให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนนะครับ
เคยสะกิดตา แต่ยังไม่เคยหามาอ่านครับ
ลางสังหรณ์เหมือนญาณทัสนะไหมครับ
ถ้ามีโอกาสจะหามาอ่านดูครับ
มีเล่มนึงผมชอบครับ เพิ่งอ่านจบไป
ชีวิต และ ญาณทัสนะของเชอเกียมตรุงปะ สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา
ถ้ายังไม่เคยอ่านลองหามาอ่านดูนะครับ
เป็นมุมมองที่แปลกตาของคุรุทางธรรม
ขอบคุณครับสำหรับความ "คิดถึง" ตัวใหญ่ๆ ที่มอบให้นะครับ
เปิดเทอมแล้ว คุณครูคงเหนื่อยกาย แต่ก็คงสุขใจที่ได้ใกล้ลูกศิษย์จอมซน แต่ก็น่ารัก ใช่มั๊ยครับ
สวัสดีค่ะ
มาทักทายในวันที่ฝนตกค่ะ
ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ
ขอบคุณนะครับ สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับหนังสือดีๆ มีคุณค่า
เล่มนี้ผมเห็นผ่านๆ ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ผ่านมา รู้สึกจะเห็นที่บู๊ทของสวนเงินมีมา แต่ไม่ได้ซื้อ เพราะปัจจัยเริ่มร่อยหรอครับ กะว่าวันหน้าถ้าเจอคงได้ซื้อมาอ่านกันครับ
สำหรับที่ถามเรื่องความแตกต่างของ "ลางสังหรณ์" กับ "ญาณทัศนะ" ผมคงไม่สามารถตอบจากประสบการณ์ได้ครับ เพราะยังไม่มีทั้งสองอย่าง
แต่เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังคนอื่นว่ามา น่าจะประมาณว่า ลางสังหรณ์นั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกว่าน่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้น
ส่วนญาณทัศนะ คิดว่าน่าจะเป็นการรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซื้งขึ้นมาเอง (น่าจะหมายถึงธรรมะเป็นส่วนใหญ่) โดยไม่ผ่านกระบวนการคิดครับ
ขอบคุณครับ คุณพี่แดง
สำหรับดอกไม้สวยๆ
ปลูกเองทั้งหมดเลยหรือเปล่าครับเนี่ย
พี่ซวง..........อิอิ
แวะมาเรียนรู้ คิดถึงค่ะ ตอนนี้พอลล่าอยู่หนองคายค่ะ
ขอบคุณครับ คุณพี่แดง
สำหรับดอกไม้สวยๆ
ปลูกเองทั้งหมดเลยหรือเปล่าครับเนี่ย
มาอ่านอย่างตั้งใจค่ะ
จิตไร้สำนึก เป็นส่วนของพฤติกรรมภายในที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวเลย หรืออาจเนื่องมาจากเจ้าตัวพยายามเก็บกดไว้ ดิฉันว่า รู้จักคนแบบนี้นะคะ เคยสงสัย ในพฤติกรรมของเขา และเฝ้าครุ่นคิดว่า เป็นเพราะอะไร คิดไม่ค่อยออก ไม่อยากคิดด้านร้าย แต่ก็แก้ด้วย การผ่านเลย ไม่ไปคิดถึงเขามากนัก
อาการเช่นว่า เช่น อิจฉา.... เก็บกดไว้ หรือ พยายามที่จะลืม ในที่สุดดูเหมือนลืมได้
แต่ที่จริงไม่ได้หายไปไหนยัมีอยู่ในสภาพจิตไร้สำนึก ส่วนของจิตไร้สำนึกจะแสดงออกมาในรูปของความฝัน การละเมอ การพลั้งปากพูด แม้กระทั่งการระเบิดอารมณ์ รุนแรงเกินเหตุ
เรื่องนี้ น่าสนใจค่ะ
แหม...ไปทำงานแบบใช้หัวใจ
แล้วได้ใจกลับมานี่มันอบอุ่นเนอะ
ขออิจฉาคนหน้าตาดีแบบดังๆ ๆ ๆ
สวัสดีครับ คุณพี่ Sasinand
ขอบคุณมากครับสำหรับการแลกเปลี่ยน สิ่งที่คุณพี่เล่านั้น ก็เป็นแง่มุมหนึ่งของจิตไร้สำนึก ที่พยายามแสดงตัวให้ปรากฏ ผ่านทางความฝัน หรือพฤติกรรมต่างๆ
เท่าที่ผมเข้าใจนะครับ "จิตไร้สำนึก" ตามความหมายของท่านจุง น่าจะดูคล้ายๆกับการผนวกเอาแนวคิดของ "จิตใต้สำนึก" กับ แนวคิดเรื่อง "กรรมเก่า" แต่อดีตชาติ ในทางพุทธของเรา
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ปักใจเชื่อ ว่ามีการเวียนว่ายตายเกิด แต่เขาเชื่อว่า จิตไร้สำนึกของเราทุกคนนั้น เป็นผลมาจากการสั่งสมมาอย่างยาวนาน ผ่านจากคนรุ่นบรรพบุรุษ มาสู่เรา
นอกจาก จิตไร้สำนึกแบบปัจเจกแล้ว เขายังพูดถึง Collective Unconscious ซึ่งเป็นจิตไร้สำนึกร่วม ของคนในยุคสมัยเดียวกันอีกด้วย ในทางพุทธ ผมเคยได้ยินคำว่า "กรรมหมู่" ที่อาจเทียบเคียงได้ แต่ก็ไม่ตรงนัก
ขอบคุณครับที่อ่านอย่างตั้งใจ