กระบวนการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญในองค์กรที่ต้องการการพัฒนา และหากต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด Benchmarking เป็นเครื่องมือที่สำคัญประเภทหนึ่ง

“... Benchmarking เป็นกระบวนการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงขององค์กร ในอันที่จะพิจารณาว่า มีสภาพใดบ้างที่จะสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม และทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับองค์กรอื่น แล้วนำความรู้ที่ได้มาจัดการวางแผนการปรับปรุงองค์กรของเรา ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดีขึ้น หรืออาจมองว่า เป็นกระบวนการเปรียบเทียบองค์กรกับหน่วยงานอื่น ในด้านต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะปรับปรุงให้ใกล้เคียง เพื่อเป็นผู้นำที่คนอื่นจะต้องใช้เราเป็น Benchmark ต่อไป ...” (Narongsak Boonyamalik)
“...การเรียนรู้และพัฒนาจากผู้ที่เก่งกว่าเช่นนี้ จะทำให้ตนเองมีเป้าหมายที่ท้าทายและเป็นไปได้ (เพราะผู้ที่เก่งที่สุดเคยทำได้มาก่อน) ย่อมทำให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จึงพอสรุปได้ว่า BENCHMARKING เป็นเครื่องมือ/ กลไกในการพัฒนา และนำไปสู่การจัดการบริหารองค์กร หรือ หน่วยงานหรือกระบวนงาน เพื่อวัด-เปรียบเทียบสมรรถนะของตนกับผู้เก่งกว่าหรือเก่งที่สุด และเรียนรู้วิธีการเพื่อก้าวสู่ความเป็นที่สุด หรือเหนือกว่าในด้านนั้นๆ …” (Narongsak Boonyamalik)
และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ ศ.นพ.สมบูรณ์ เทียนทอง หัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่นนำทีมวิสัญญีบางส่วนเข้าดูงาน ทั้งด้านการเรียนการสอนและงานบริการ ณ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม2552ที่ผ่านมา โดยมี ศ.พญ.อังกาบ ปราการรัตน์ หัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงอังกาบ ปราการรัตน์ หัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เกียรติต้อนรับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ. คุณหญิงสลาด ทัพวงศ์ เป็นผู้ก่อตั้งภาควิชาวิสัญญีวิทยา ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เป็นผู้หนึ่งในการจัดตั้งสมาคมวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย และเป็นผู้ก่อตั้งหน่วยเวชบำบัดวิกฤติ สังกัดภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เพื่อดูแลผู้ป่วยวิกฤติหลังการผ่าตัด และเป็นผู้ก่อตั้งหน่วยบริการระงับปวดและการฝังเข็มที่ โรงพยาบาลศิริราช (ที่มา: ข่าวเด่นแพทยสภา, 2551)


“... ทำไมต้อง BENCHMARKING
· เพราะหลักการของ BENCHMARKING สนับสนุนการไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต: คือ "ไม่มีเหตุผลใดที่จะเชื่อว่า สิ่งที่เราทำนั้นดีที่สุด"
· เพราะหลักการของ BENCHMARKING ลดความหยิ่งผยอง ให้ถ่อมตัว: โดยยอมรับว่า "เรามีบางด้านอ่อนด้อยกว่าผู้อื่น" คือ รู้จุดยืน จุดเด่นและจุดด้อยของตน
· เพราะวิธีการของ BENCHMARKING ผลักดันให้เกิดความใส่ใจต่อโลกภายนอก: เปิดหูเปิดตาผู้บริหารให้ติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าดู การเปลี่ยนแปลงของภาวะแวดล้อมทั้งในเชิงที่เป็นโอกาสและภาวะคุกคาม รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของคู่แข่ง
· เพราะวิธีการของ BENCHMARKING สร้างวัฒนธรรมในการยอมรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ: การเรียนรู้และการพัฒนามิใช่เทศกาล แต่เป็นงานประจำที่ต้องทำอยู่เสมอ ซึ่งการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน การฝึกอบรม การค้นคว้า การรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญล้วนเป็นการเรียนรู้ทั้งสิ้น
· เพราะกระบวนการ BENCHMARKING ต้องวัดและเปรียบเทียบ: การวัดย่อมต้องมีความชัดเจน ว่าจะวัดอะไร การเปรียบเทียบย่อมต้องประเมินได้ นั่นย่อมหมายถึง การต้องอาศัยข้อเท็จจริงและข้อมูล (Face & Data) โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเชิงปริมาณในการทำงาน มิใช่ประสบการณ์หรือความรู้สึก
· เพราะ BENCHMARKING ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด: เพราะเป้าหมาย (Target) การพัฒนามีความชัดเจนและท้าทาย (ผู้ที่เก่งกว่า หรือ เก่งที่สุด) วิธีการเดินทาง (Mean) สู่เป้าหมายเป็นไปได้ (มีผู้เคยทดลองและเคยได้ผลมาแล้ว) หรือการเรียนรู้จากผู้อื่น และการเดินตามเฉพาะทางที่ควรเดิน ไม่ต้องเสียเวลากับความผิดพลาด หรือหลงทาง เช่นนี้ไหนเลยจะไม่ก้าวกระโดด…”
(ที่มา: http://school.obec.go.th/gtrg102/kunarnan/Benchmarking.doc )
นำภาพบางส่วนมาฝากค่ะ

(ภาพบนขวา) คุณนิ่มนวล มันตราภรณ์ ผู้นำที่สำคัญในบทบาทของวิสัญญีพยาบาลทั้งในศิริราชพยาบาลและชมรมวิสัญญีพยาบาลแห่งประเทศไทย
(ภาพบนขวา)พี่ตู่...พี่วิสัญญีพยาบาลผู้มีบทบาทสำคัญทางด้านคุณภาพวิสัญญีและคุณภาพโรงพยาบาล กรุณานำทีมในการดูงาน



ขอขอบพระคุณ ภาควิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่ให้ความอนุเคราะห์การเข้าเยี่ยมชมในวันนั้นค่ะ
ดีใจด้วยกับการเรียนรู้ในครั้งนี้ค่ะ
ขอบคุณพี่แก้วค่ะ