ขอบคุณคุณหมอปัทมา คุณหมอวัชรา คุณหมอกัมปนาท อ.สุชาดา ทีมงานผู้จัด และผู้ร่วมฟัง Recovery Model สำหรับผู้ป่วยจิตเวช ในการประชุมมหกรรมคุณภาพครั้งที่ 8 รร.อมารี ดอนเมือง กทม. วันที่ 13 ก.ค. 53

ผมขอบคุณ พญ. ปัทมา ศิริเวช สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา และ พญ. วัชรา ริ้วไพบูลย์ สสพ. ที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงแนวทางประยุกต์ Recovery Model ในการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชไทย ... ทำให้ผมรู้สึกชื่นชมในความมุ่งมั่นของคุณหมอทั้งสองท่านที่พร้อมและเปิดใจเรียนรู้เรื่อง Recovery Model ที่ผมได้มีโอกาสศึกษาที่ออสเตรเลียและอยากค้นหาคำตอบว่า "จะนำ Recovery Model มาใช้กับบริบทไทยได้จริงหรือ และจะใช้ได้จริงอย่างไร"

ผมรับฟังความคิดเชิงนโยบาย กระบวนการ และแนวทางการให้บริการผู้ป่วยจิตเวชในปัจจุบัน ทำให้ผมเกิดการเรียนรู้มากขึ้นว่า "บริบทไทยนั้นไม่ได้ง่ายต่อการนำ Recovery Model นี้มาใช้" โดยผมวิเคราะห์ถอดบนเรียนได้ถึง 14 ประเด็น ดังนี้

1. Recovery Model คงแปลเป็นไทยว่า "การฟื้นคืนสภาพ" ไม่ได้แล้ว เพราะความหมายน่าจะสื่อสารกับคนไทยให้เข้าใจมากขึ้น เช่น "การพัฒนาความสามารถในการดำเนินชีวิตหรือทักษะชีวิต"

2. วันนี้ผู้ฟังกำลังทำความเข้าใจว่า Dr. Anthony ได้เสนอ Recovery Model เมื่อปี ค.ศ. 1990 โดยยกกรอบความคิดทางการแพทย์ออกไป เหลือเพียงการสร้างความมุ่งมั่น (Empowerment) และมีการติดต่อคนอื่นๆ (Connection) ที่จะเรียนรู้กระบวนการคิดและการเรียนรู้ของผู้ป่วยจิตเวชในสถานการณ์ชีวิตจริง ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ที่มีความเป็นธรรมชาติของการมีชีวิตอยู่ที่ดีขึ้น (Healing) ด้วยการค้นหา พลังในแต่ละบุคคล (Individual empowerment) ได้แก่ "ความหวัง (Hope) จากการค้นหาคุณค่า เป้าหมาย ความคิด ความรู้สึก และคุณความดีของคนหนึ่งคนที่ต้องการพัฒนาบทบาทชีวิต (Life roles) หลังจากเกิดความบกพร่อง/ความสามารถลดลงของทักษะทางจิตสังคม (Psychosocial impairment/disability, ICIDH-WHO, 1980)"

3. บุคลากรทางสาธารณสุขและบุคคลที่ช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชพึงตระหนักรู้ถึงการวัดผลคุณภาพชีวิต (Quality of life) และความอยู่ดีเป็นสุข (Well-being) ของคนๆนั้น โดยบันทึกพฤติกรรมของการมีส่วนร่วมกระทำกิจกรรม (Activity & participation, ICF-WHO, 2002) เป็นพลเมืองดีของสังคม (Social participation & Citizenship) 

4. โปรแกรมการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชมีมากมายในมิติสรีรวิทยา จิตวิทยา และการทำหน้าที่ของร่างกาย แต่ประสิทธิผลของโปรแกรมเหล่านั้นควรมีการวิจัยอย่างเหมาะสมและลดโปรแกรมที่อาจไม่ตรงตามความต้องการของผู้ป่วยจิตเวชและไม่มีตัวเลือกให้ผู้ป่วยจิตเวชคิดตัดสินใจอย่างอิสระ

5. Recovery Model จะใช้ได้ถูกต้อง คือการลดบทบาทการให้บริการด้วยโปรแกรมจากบุคลากรทางสาธารณสุขให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ควรพิจารณากระบวนการที่ไม่ต่อเนื่องของระบบทางการแพทย์ในการบำบัดฟื้นฟูและการส่งเสริมป้องกัน ทำให้เกิดความยากลำบากในการนำผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตในชุมชนอย่างถาวร

6. Recevery Model ที่ทำได้จริงและมีประสิทธิผล คือ การเปรียบเทียบโปรแกรมการพัฒนาทักษะชีวิตในสถานการณ์ที่แท้จริงกับกลุ่มควบคุม/กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมบำบัดฟื้นฟูแบบสหวิชาชีพ แต่ต้องใช้วิธีการสุ่มทดลองและปรับโปรแกรมตามบริบทไทยจริงๆ

7. เมื่อสร้างสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกตัวคนๆนั้นอย่างเหมาะสม คนหนึ่งคนต้องการพัฒนาทักษะชีวิตในสถานการณ์ชีวิตจริงมากกว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพในชุมชน (หลังจากผ่านกระบวนการบำบัดในสถานพยาบาล)

8. เราอาจต้องมองและคิดนอกกรอบว่า ทำไมเราไม่ลองพาคนหนึ่งคนที่บกพร่องทางจิตสังคมกลับไปพัฒนาจัดการตนเอง (self-management) และมีการทบทวบความคิดของตนเองอย่างมุ่งมั่น (self-determination) โดยมีกลุ่มที่สนับสนุนช่วยเหลือ (self-help group) ปรับบทบาทผู้รักษามาเป็นผู้ที่ช่วยเหลือคนหนึ่งคนเท่าที่จำเป็นและเปิดพื้นที่/โอกาสให้เขาแสดง/ฝึกฝนความสามารถในกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Occupational performance through self-practice opportunity) ตามที่ต้องการและมีความสุข

9. แนวคิดทางการแพทย์กำลังจัดระบบของการช่วยเหลือและการฝึกฝนทักษะชีวิตของผู้ป่วยจิตเวช เช่น กิจกรรมบำบัด อาชีวบำบัด เกษตรบำบัด ดนตรีบำบัด ธรรมะบำบัด ชุมชนบำบัด แต่อย่าลืมย้อนถามตัวผู้ป่วยทางจิตเวชว่า คิดอย่างไร มองการพัฒนาทักษะชีวิตของตนเองที่เปลี่ยนแปลงอย่างไร พอใจในโปรแกรมต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการและความจำเป็นที่จะนำทักษะนั้นไปใช้ในชีวิตจริงหรือไม่ อย่างไร

10. บุคลากรทางการแพทย์อยากฝึก Ability ของผู้ป่วยจิตเวช แต่เรามององค์ประกอบของปัญหาในผู้ป่วยจิตเวชมากเกินไป และมุ่งสนใจ Disability & Personal tragedy มากจนบางครั้งอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยได้ทั้งหมดหรือได้เพียงชั่วครู่ เราควรตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมระบบเปิดของมนุษย์ที่ไม่อยากให้มีกรอบความคิดของคนอื่นๆ มากจนเกินไป

11. ทัศนคติของคนที่ไม่ป่วยทางจิตเวช แต่อาจมีจิตใจที่ดีงามไม่เทียมเท่าคนป่วยทางจิตเวช และที่สำคัญเราไม่เคยได้ย้อนถามผู้ป่วยจิตเวชถึงความสนใจ ความสามารถ และความสุขที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ที่อาจไม่จำเป็นต้องฝึกฝนใหม่ หากแต่เราไม่เคยให้โอกาสคนหนึ่งคนแสดงความสนใจ ความสามารถ และความสุขที่หลากหลายนั่นเอง

12. โครงสร้างเชิงนโยบายของเครือข่ายช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชในไทยนั่นดูน่าสนใจ แต่ควรมีการสำรวจและสะท้อนความคิดเห็นร่วมกันกับผู้ปฏิบัติงานจริงว่า คนหนึ่งคนที่บกร่องทางจิตสังคมนั้นได้คิดและมีส่วนร่วมในการได้รับ/ขอรับความช่วยเหลือจากเครือข่ายทางสังคมเหล่านั้นด้วยตนเองหรือผู้อื่นอย่างไร

13. การอบรมเชิงปฏิบัติการในการนำ Recovery Model มาใช้ในไทยนั้น ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาทักษะการสร้างแรงบันดาลในและการเข้าถึงความคิดของคนหนึ่งคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในต่างประเทศมีการอบรมและนำเสนอกรณีตัวอย่างรวมไม่น้อยกว่า 60 ชม. ทำการ

14. ไทยเรามีระบบ "วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน" แต่ต้องมีระบบการจัดการที่ดีจากทีมผู้สร้างนโยบายแห่งชาติและทีมผู้ปฏิบัติการจริง ซึ่งการนำหลักคำสอนทางศาสนาพุทธมาประสมประสานกับ Recovery Model น่าจะเข้าถึงความเชื่อและความคิดดีของผู้ป่วยจิตเวชมากขึ้น หากต้องมีการสอนและการเรียนรู้ระหว่างพระ บุคลากรทางสาธารณสุข คนในชุมชน และอื่นๆ มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม  

ผมหวังว่าเนื้อหาที่สรุปข้างต้น อาจทำให้เราทุกคนริเริ่มและสร้างสรรค์แนวทางการพัฒนาทักษะจิตสังคมของคนหนึ่งคนมากขึ้น รวมทั้งตัวของเราเอง!