เปิดบันทึกที่ 100 (ไชโย... ครบซะที)
ช่วงนี้ รัฐบาลเริ่มโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่อีกครั้งแล้วค่ะ หลังจากหายไป 4 ปี
โครงการครั้งแรกลงมือทำในปี 2547 เรียกว่า “โครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับปริญญาตรี (หลักสูตร5 ปี)” มีทุนให้เรียนและเมื่อจบแล้วก็รับประกันว่าจะได้บรรจุเข้ารับราชการด้วย
ตอนนั้นรัฐบาลตั้งเป้าไว้ 3 ปีๆละ 2,500 คน แต่เอาเข้าจริง ปีเดียวจอด เหลือรุ่นเดียวค่ะ ซึ่งจบการศึกษาปีนี้ และบรรจุเป็นครูไปเรียบร้อยแล้ว เหลือรอดมาเพียง 2,017 คน
ในปีที่เริ่มโครงการ ป้าเจี๊ยบได้นักศึกษาทุนมา 45 คน แต่พอถึงเวลารายงานตัวมาแค่ 43 คน นี่ขนาดได้ทุนนะเนี่ย...
โครงการนี้ ป้าเจี๊ยบทุ่มสุดตัวในฐานะรองคณบดีฝ่ายวิชาการ ตั้งใจทำเพื่อชาติจริงๆ เพราะประกาศงดรับนักศึกษาอื่นๆ ทุกสาขาในคณะครุศาสตร์ (แบบสวนทางนโยบายมหาวิทยาลัยที่อยากรับนักศึกษาแยะๆ) วางแผนว่าจะผลิต “ครูพันธุ์ใหม่แบบไม่ปนเปื้อน” โดยใช้ “หลักสูตรพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน” ที่ทีมงานสวนสุนันทาเป็นแม่งานพัฒนาขึ้นมาให้ชาวราชภัฏใช้ในโครงการนี้โดยเฉพาะ
ปี 2547 คณะครุศาสตร์สวนสุนันทาจึงนักศึกษาเพียง 45 คน!!!
สาขาวิชาภาษาไทย 12 คน ภาษาอังกฤษ 21 คน และคณิตศาสตร์ 10 คน และคณบดีรับตรงฝากมาให้อีก 2 คน เลยมีครบจำนวนตามแผน
เรียกว่าแห่งเดียวในประเทศไทยจริงๆ ที่กล้าทำอย่างนี้!!!
ห้าปีที่ผ่านมา เป็นความหนักหนาสาหัสมากๆ เพราะเด็กที่มาเรียนไม่ได้อยากเป็นครู ส่วนใหญ่สอบติดมหาวิทยาลัยดังๆ ไปเรียบร้อยแล้วในสาขาที่ตัวเองชอบ แต่พ่อแม่อยากให้รับทุน จึงมาเรียนครูแบบไม่ได้พาใจมาด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ป้าเจี๊ยบและเพื่อนๆ คิดขึ้นมาเพื่อดูแลเด็กพวกนี้ในปีแรกอย่างใกล้ชิดคือ ระบบอาจารย์ที่ปรึกษาแบบ 1 ต่อ 3
นั่นคือบรรดาแม่ครูพ่อครูทั้งหลายในคณะ มารับมอบนักศึกษาไปเป็นศิษย์ก้นกุฏิเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิดคนละ 3 ราย ป้าเจี๊ยบเองได้นักศึกษาเอกอังกฤษมา 2 คน คณิตศาสตร์ 1 คน (ป๋อมแป๋ม เจมส์ อ๋อ) และทั้งสามบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า "..ไม่อยากเป็นครู!"
ก็ค่อยๆ สานสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด และบ่มเพาะความเป็นครูกันไปเรื่อยๆ แต่ปี 2548 เปลี่ยนทีมบริหารคณะใหม่ สั่งให้อาจารย์ประจำสาขาช่วยกันเป็นที่ปรึกษาดูแลเด็กเอง แต่ปรากฏว่าส่วนใหญ่แยกกันไม่ออกค่ะ ยังผูกพันดูแลกันไปจนเรียนจบ
พอนักศึกษาขึ้นปีสี่ ทั้ง 45 คนไปก็ศึกษาดูงานต่างประเทศด้วยนะคะ ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งและโรงเรียนมัธยมปักกิ่ง อาจารย์ที่นั่นชมว่านักศึกษาพูดภาษาอังกฤษสื่อสารได้ดี แล้วก็ไปชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลก..กำแพงเมืองจีน..
วันปัจฉิมนิเทศ มีการเชิญผู้ปกครองมาร่วมงานด้วยค่ะ และเชิญตัวแทนผู้ปกครองขึ้นมากล่าวแสดงความคิดเห็นที่มีต่อการผลิตครูของสวนสุนันทา ฟังแล้วหายเหนื่อย และมีพิธีซึ้งๆ เรียกน้ำหูน้ำตากันด้วย
เมื่อได้เด็กเก่งมาเรียนครู ผลการเรียนของบรรดาครูพันธุ์ใหม่ 45 คนจึงกวาดเกียรตินิยมไปซะ 35 คน ในจำนวนนี้ได้อันดับหนึ่งตั้ง 9 คน!(ภาษาไทย 7 ภาษาอังกฤษ 2)
นอกจากนั้นเรายังมีการทำหนังสือที่ระลึกชื่อ“ลาแล้วแก้วเจ้าจอม” ซึ่งให้บัณฑิตทุกคนเขียนสิ่งที่อยากเขียนคนละเรื่อง และนี่แหละค่ะ ที่ทำให้ป้าเจี๊ยบต้องเขียนบันทึกฉบับนี้
ป๋อมแป๋ม...หนึ่งในสามศิษย์ที่ป้าเจี๊ยบเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เขียนเรื่องของตัวเองยาว 3 หน้ากระดาษ ขณะที่คนอื่นๆ เขียนเพียงครึ่งหรือหนึ่งหน้า (คิดว่าคงเป็นเพราะระดับความไม่อยากเป็นครูเคยมีมากกว่าเพื่อนๆ) พออ่านจบแล้ว หนึ่งเสียงสะท้อนนี้ทำให้ป้าเจี๊ยบมีกำลังใจทำงานเพิ่มขึ้นมากมาย เฮ...
ลองคลิกเข้าไปอ่าน ที่นี่ สิคะ
ป้าเจี๊ยบเขียนข้อความฝากให้นักศึกษาไว้ในหนังสือเล่มนั้นด้วย มีใจความตอนหนึ่งว่า “...หวังอย่างยิ่งที่จะเห็นคุณแต่ละคน ดำเนินชีวิตเปรียบดัง ‘หยดน้ำทิพย์’ ซึ่งไม่ว่าจะหยดหยาดลงไปที่ใด ก็จะเปลี่ยนน้ำที่เน่าเสียให้กลายเป็นน้ำที่ดีได้ทุกแห่งหน..”
ฉะนั้น ก็ต้องคอยติดตามต่อไปเป็นระยะ เพื่อดูว่าภูมิคุ้มกันที่ชาวครุศาสตร์สวนสุนันทาช่วยกันปลูกฝังให้กับครูพันธุ์ใหม่รุ่นแรกนั้น จะแข็งแรงพอที่จะเป็น “หยดน้ำทิพย์” ได้หรือเปล่า?
ย้อนรำลึกภาพแห่งความทรงจำบางส่วน

สวัสดีค่ะ เข้ามาอ่านแล้วใช่เลย เมื่อตอนเรียนจบ ม.6 ใหม่ ๆ ก็ไม่ยอมเรียนครูทั้งที่ได้โควต้าเรียนฟรี
ทำไปทำมาตอนนี้ก็เป็นครูผู้ช่วยอยู่ เล่าให้ใครฟังทุกคนก็หัวเราะ เกลียดสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น แต่เมื่อได้มาแล้ว
ก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตอนนี้ก็มีความรักและศรัทธาในอาชีพครูแล้วค่ะ
ด้วยความชื่นชมครับ อาจารย์เยี่ยมมาก ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยคนละกัน