เมื่อต้องทำงานจากองค์ประกอบสองส่วนหลัก คือ จิตเดิมอันประภัสสร ดี และดีแท้ เป็นฐาน แต่ ส่วนสองนั้นจะต้องประกอบเข้าเป็นหลักการ คือ ความรู้ที่ถูก “ฉาบ” และทาหุ้มจิตใจ
การทำงานของจิตนั้นเร็วและไวมาก บางครั้งถ้าเราตามดูไม่ทัน เราจะรู้สึกว่าจิตนั้นทำงานโดยอัตโนมัติ
บางครั้งเร็วจนเราคิดไม่ทัน หรือที่เราชอบเรียกกันว่า “ไม่ทันคิด”
แต่ที่จริง ก่อนที่เราจะคิด พูด และทำ เราจะต้องมีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา
การตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ พูดหรือไม่พูด หรือแม้ว่าจะคิดหรือไม่คิด
บางครั้งเราก็รู้ บางครั้งเราก็ไม่รู้
เรารู้เพราะเราไม่สติ
เราไม่รู้เพราะเราไม่มีสติหรือขาดสติ
เราควรจะฝึกให้รู้ทันในการตัดสินใจ
การฝึกให้รู้ทันนั้นคือการฝึกสติ
เมื่อเราฝึกสติดี เราจะเกิด “ตัวรู้” ขึ้นมาหนึ่งตัว
ตัวรู้ทำหน้าที่ในการตัดสินใจว่าเราจะคิด จะพูด จะทำหรือไม่
ตัวรู้นี้ถ้าฝึกมาก ๆ เราจะตัดสินใจได้เร็วและถูกต้อง
ตัวรู้นี้ถ้าฝึกดี ฝึกถูกทาง จะตัดสินได้ถูกต้องมากกว่าถูกใจ
ตัวรู้นี้ถ้าฝึกเลว ฝึกชั่ว ฝึกผิดทาง จะตัดสินใจได้ถูกใจมากกว่าถูกต้อง
การฝึกดี ฝึกถูกทาง คือ ฝึกกำหนดรู้เข้ามาข้างใน รู้กายในกาย รู้ตัวของเราเอง รู้จิต รู้ใจของเราเอง
การฝึกชั่ว ฝึกผิดทาง คือ ฝึกรู้เรื่องโลกภายนอก ขวนขวายหาความรู้แบบโลก ๆ เราจะมองออกแต่ภายนอก มองเรื่องของคนอื่น มองคนอื่น มองดีก็ยุ่ง มองไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง
จิตเราจะวุ่นวายอยู่กับแต่เรื่องของคนอื่น ไม่มองตนเอง ไม่มองชีวิตและจิตใจตนเอง เราจะรู้เรื่องของคนอื่นมากกว่าเรื่องของตนเอง บางครั้งเราจะเป็นจะตายเราไม่รู้ แต่คนอื่นจะเป็นจะตาย เรารู้ เราห่วง เราแทบจะตายตาม
การฝึกตัวรู้นี้ ถ้าเราฝึกมองตนเอง สติเราก็จะดี สติมาปัญญาเกิด ปัญญาต้องเกิดจากการที่เรารู้เรื่องตัวของตัวเอง
เมื่อเรารู้จักใบไม้ใบหนึ่ง เราสามารถเข้าใจใบไม้ได้ทั้งถ้าฉันใด
ถ้าเรารู้เรื่องตนเองหมดแล้ว เรื่องคนอื่นเราก็รู้หมด ฉันใดก็ฉันนั้น
การรู้จักตนเองเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ จำเป็นต้องศึกษา และจำเป็นต้องเรียนให้รู้ก่อนสิ่งอื่นใด
เพราะถ้าเรามีตัวรู้ โดยรู้ตัว รู้จิตของเราเอง เราจะเหลือชีวิตที่จะไปรู้เรื่องสิ่งอื่น สิ่งภายนอก
และการที่จะไปรู้สิ่งภายนอกนั้น เราก็จะรู้จักตัดสินใจเพื่อรู้แต่ในสิ่งที่ดี ๆ เลือกรู้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นคุณแก่จิตแก่จิตของตนเอง
ตัวรู้จะตัดสินใจได้เร็วและถูกต้องว่าเราควรจะรู้และไม่ควรรู้เรื่องอะไร
ทุกวันนี้เราไปรู้เรื่องที่ไม่ควรจะรู้เยอะ เพราะตัวรู้ของเรานั้นถูกพัฒนามาผิดทางเป็นเวลานาน
ตัวรู้ของเราถูกพัฒนาให้รู้เรื่องของคนอื่น เรื่องโลก ๆ มากกว่าเรื่องตนเอง
พัฒนาจนสามารถทำให้สิ่งที่ผิดเป็นบรรทัดฐานของความถูก
จิตของเรานั้นสามารถทำงานได้โดยที่เราไม่ต้องสั่ง ทำได้ด้วยความเคยชิน
แต่การทำงานนั้น เราจะถูกสั่งโดยตัวรู้ที่เราพัฒนาขึ้นมา
ถ้าเราพัฒนาดี ตัวรู้จะตัดสินใจไปในทางถูก
ถ้าเราพัฒนาชั่ว ตัวรู้จะตัดสินใจไปในทางผิด
ถ้าเรามีเวลาคิด เวลาตัดสินใจ คิดก่อนทำ แสดงว่าตัวรู้เรายังดี
แต่ถ้าเราชอบทำอะไรแบบยั้งคิด คิดไม่ทัน ทำแล้วค่อยคิดได้นั้น แสดงว่าตัวรู้แล้วแย่แล้ว
ถ้าตัวรู้ดี มีสิ่งดีสั่งสมไว้เยอะ ตัดสินใจไปในทางดีก็พอดี พอได้
แต่ถ้าตัวรู้ ถูกสื่อสั่งสอนมาไว้แต่เรื่องชั่ว ๆ ตัวรู้ก็จะตัดสินใจให้ข้อมูลเราไปในทางเลว
ตัวรู้จะเป็นตัวสอนเราได้อีกตัวหนึ่ง
คนอื่นเทศน์ เทศน์สอนเราไม่ได้มาก ได้เยอะเท่าเราเทศน์เราสอนตนเอง
ตัวรู้เป็นนักเทศน์ เป็นอาจารย์ของจิตเราดีแท้ เพราะตัวรู้นั้นสามารถเทศน์สั่งสอนเราให้ “งอม” ไปด้วยความเชื่อ
ตัวรู้สามาถถูกฉาบทาด้วยความรู้ที่ไม่จริง
ความรู้ที่ไม่จริงนั้นจะถูกสั่งสอนออกมาจากสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันด้วยกิเลส
การชิงดี ชิงเด่น ที่แต่ละคนขวนขวายจ้องจะหาแต่เงินแต่ทองนั้น ทุกคนจะมุ่งเสนอข่าว เสนอความรู้ออกมาเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตน ถึงแม้บางครั้งเป็นเรื่องไม่จริง เรื่องเลวร้าย แต่เรื่องนั้นสามารถขายได้ สามารถทำให้ตนมีเงินมีทองขึ้นมาได้ เขาก็ทำ และเขาพยายามทำให้เรื่องเลว ๆ นั้นกลายเป็นเรื่องดี ๆ ได้ทุกวิถีทาง
ความรู้ด้านการตลาด ถูกนำมาพัฒนา ถูกนำมาใช้เพื่อให้ครอบงำจิตใจของผู้รับสารในทุกวิถีทาง
คนเราเดี๋ยวนี้รู้มาก แต่รู้กันเพื่อ “เอา เอา เอา แล้วก็เอา” ให้ จำหน่ายความรู้ออกมาเพื่อที่จะ “เอา” กันทั้งนั้น
ความรู้ดีก็ได้ เลวก็ได้ อะไรก็ได้ที่ทำให้ตนเองได้เงิน ได้ทรัพย์สินมา
เมื่อตัวรู้รับมาแล้ว คนรับไม่มีสติ ไม่มี “ศีล” ก็จะหลงเชื่อความรู้นั้น สั่งสมข้อมูลให้กับตัวรู้แบบผิด ๆ
ตอนแรกอาจจะปฏิเสธความรู้นั้น แต่เมื่อตัวรู้รับและจำความรู้แบบผิด ๆ มากเข้า ๆ ก็จะเข้าหลักการแบบประชาธิปไตย คนส่วนมากเขาว่ากันอย่างนั้น ใคร ๆ ก็ว่ากันอย่างนั้น เริ่มเชื่อ เริ่มหลง
เช่นเดียวกับองค์คุลีมาร (ขณะนั้นชื่อว่าอหิงสกะ แปลว่า ผู้ไม่ทำร้ายใคร) ซึ่งแต่เดิมเป็นคนดี แต่ด้วยเพราะอาจารย์ที่หูเบา ถูกลูกศิษย์ที่ขี้อิจฉาเป่าหูว่าองค์คุลีมารจะคิดร้ายต่ออาจารย์ ตอนแรกอาจารย์ก็ไม่เชื่อ แต่ฟังหลายคนเข้า ฟังมากเข้าก็เชื่อ เลยคิดจะกำจัด หาอุบายให้องค์คุลีมารพ้นไปเสียจากตน อาจารย์จึงคิดอุบายให้ไปฆ่าคนให้ถึงหนึ่งพันคนเพื่อที่ให้องค์คุลีมารนั้นถูกกฎหมายบ้านเมืองเล่นงานบ้าง หรือถูกคนที่องค์คุลีมารจะไปฆ่านั้นทำร้ายตอบบ้าง คนดี ๆ จึงต้องกลายเป็นคนเลวไป ก็เพราะเจ้าตัวรู้ที่ถูกกล่อม ถูกฉาบ ถูกทาเนี่ยแหละมันผิดเพี้ยนไป
ถ้าตัวรู้เราไม่ดี สติไม่ดี เราจะถูกกล่อมให้ทำเลวได้ ทำผิดได้ ทำสิ่งชั่ว ๆ ต่อคนดี ๆ ได้
ทุกวันนี้สังคมเราฉาบทาด้วยความรู้เลว ๆ เยอะ ตัวรู้ของเราผิดเพี้ยนไปหมด
จิตของเราที่เป็นกึ่งอัตโนมัติ โดยมีตัวรู้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจจึงตัดสินใจผิดพลาด ผิดเพี้ยน ตัดสินใจไปในทางเรื่องเลว ๆ และสิ่งเลว ๆ เยอะมากขึ้น
ตัวรู้ทุกวันนี้หาสิ่งดี ๆ ถูกต้อง เหมาะสมมาฉาบทายาก “ยากมาก ๆ”
แต่สิ่งที่ไม่ดี เลว ๆ ชั่ว ๆ ไม่ต้องหา ไม่ต้องซื้อ มีคนมาเสนอให้ถึงห้องนอน ยื่นให้ในทุกคำข้าว สอดแทรกไว้ในทุกลมหายใจ
เรื่องผิด ๆ ชั่ว ๆ จึงถูกกล่อมให้เป็นเรื่องถูกได้ เพราะน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน แต่ตัวรู้ที่มีสติอ่อน ๆ ของเราจะทนทานได้อย่างไร
วันนี้เราต้องใช้ตนเป็นที่พึ่งให้ตนเอง
จะไปว่าสื่อ ว่านักธุรกิจ ว่าสังคม ว่าคนอื่นเขาไม่ได้ เขาก็ทำหน้าที่ของเขา เขาก็ต้องกิน ต้องอยู่ ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
เมื่อสังคมบีบรัดเขาอย่างนี้ คนเรานั้นสัญชาติญาณจะต้องหาทางออก ไม่ยอมตาย ไม่ยอมแพ้ เขาก็จะต้องดิ้นรนจนเฮือกสุดท้าย
แต่ที่แย่คือ วันนี้ตัวรู้ของเขา สอนให้เขาดิ้นรนในสิ่งที่ผิด คือเอาเปรียบคนอื่น
ดังนั้น เราจะต้องพัฒนาสติของเราเอง เราไปแก้คนอื่นเขาไม่ได้ เราต้องแก้ที่ตัวของเราเอง
มองเข้ามาข้างใน แก้ตัวของเราเอง การมองไปข้างนอกจะไปแก้คนอื่นนั้น เหนื่อยและผิดตั้งแต่คิด แถมยังทำไม่ได้อีกต่างหาก
เราจะต้องพัฒนาสติให้แข็งแรง และแข็งแกร่ง เพราะทำให้ตัวรู้ของเรานั้นสะอาด
โดยการปัดความรู้ที่ไม่ดีอันแฝงด้วยกิเลส ความรู้ชั่ว ๆ ที่ไม่ควรรับรู้ ฟังหูขวาแล้วก็ให้ทะลุหูซ้ายไป พัฒนาตัวรู้เพื่อปัดสิ่งเหล่านี้ออกให้ทันเป็นเบื้องต้น
จากนั้นค่อย ๆ ลบความรู้ชั่ว ๆ ที่ฉาบทาไว้จิตใจของเราออกไปทีละนิดทีละหน่อย
ป้องกันและลบด้วยสติที่มี “ศีล” เป็นเบื้องต้น รักษากาย วาจา ใจให้ดี
สิ่งชั่ว สิ่งเลวอย่าทำ ถ้าทำอยู่รีบหยุด เร่งคิด พูด ทำสิ่งที่ให้มีขึ้น ถ้าทำ พูด คิด ดีอยู่แล้วก็ทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
หมั่นอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับลมหายใจ ไม่ควรไปคิดกังวลถึงเรื่องอดีต และฟุ้งถึงเรื่องอนาคตที่ยังไม่มาถึง อยู่กับลมหายใจที่สบาย ๆ ในปัจจุบัน ตัวรู้ของเราจะเริ่มจับความสบายจากลมหายใจได้เอง
ตัวรู้สามารถพัฒนาได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่ไหน อยู่กับใจของเรานั้นดีที่สุด...
หายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย
ตัวรู้เราก็จะรู้และสั่งสมความดีไว้ เพราะจิตข้างในที่ประภัสสรนั้น ก็พยายามสอนตัวรู้ และบอกตัวรู้ของเราอยู่ตลอดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งดี สิ่งประเสริฐ
เราต้องฟังจิตประภัสสรข้างในให้มากขึ้น
เราต้องปิดความรู้ชั่ว ๆ จากภายนอกให้มากขึ้น
ตัวรู้เราก็จะดี ตัวรู้เราก็จะทำงานในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าถูกใจ
เมื่อตัวรู้เรา “ดี” จิตกึ่งอัตโนมัติเราก็จะทำ พูด คิด แต่สิ่งที่ดี
ชีวิตนี้จะไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา...

เขียนดีเหลือเกินคะอ่านแล้วเตือนใจได้อย่างดี
สติ -เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ เวลาอำนาจกิเลสพาไป อำนาจมันรุนแรงรวดเร็วเหลือเกิน
ปัญญา - แม้มีปัญญามากบางทีถ้าไม่มีสติ ก็ขุ่นมัวง่าย พอเอาสติมากำกับความขุ่นมัวเปิดออก เหมือนฟ้าใส ก็สามารถนำปัญญาที่มีมาใช้ได้ดี ถูกต้อง ไม่ทำร้ายตัวเอง คนอื่น
บางทีอำนาจกิเลสพาเราไปตกร่องง่าย เพราะบางทีเราไม่ได้คิดถึงแง่ "องค์รวม" เราคิดว่าความคิด ความรู้สึก การกระทำ เราไม่มีผลกับใคร เราเอาแต่ตัวเอง
เราลืมไปว่าเด็ดดอกไม้ดอกเดียวก็สะเทือนถึงดวงดาวได้
เราเริ่มที่เรานี่แหละปรับเปลียนโดยใช้สติ
แล้วรอบๆตัวเราก็จะดี ไปเองด้วย
ใช่หรือเปล่าคะ
"ศีล" เป็นเสมือนพื้นที่ตั้งแห่งสิ่งทั้งหลาย
"ศีล" เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิที่มีความสงบ ซึ่งเป็นสมาธิที่มีอานิสงส์มาก "อยู่อย่างสงบ"
เรือนที่อยู่อย่างสงบ มีหน้าต่าง มีฝาเรือน ลมแดดและฝน โลกธรรมย่อมแผดเผาไม่ได้ฉันใด
สมาธิย่อมนำให้เกิดปัญญาในการฟาดฟันให้กิเลสและตัณหานั้นบรรเทาและเบาบางลงไป ฉันใดก็ฉันนั้น
ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐาน เปรียบเสมือนดั่งไฟดวงใหญ่ กำจัดเสียซึ่งความมืด
มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ ขับฝุ่นละอองคือกิเลสให้ปลิวหาย
ปัญญาจึงเป็นประทีปแห่งดวงใจ...
จิตเศร้าหมองเพราะคลุกด้วยกิเลสมาร
จิตที่ฟอกให้ขาวดั่งเดิมด้วยศีล สมาธิ และปัญญาย่อมหลุดจากอาสวะทั้งปวง (พุทธโอวาก่อนปรินิพพาน)
เข้ามาเก็บเกี่ยวในรอยประสบการณ์...ครับ
ต้องพัฒนา ดูแล และรักษา ตัวรู้
สาธุค่ะ