เกิดเป็นคนถ้าไม่รู้จักอารมณ์ ก็ดับอารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้
ถึงเมื่อรู้อารมณ์ของตนเองแล้ว ไม่มีสติ หรือสติยังอ่อนก็ยังต้องเมาไปกับอารมณ์
หรือแม้นว่ามีสติรู้ แต่ไม่มีปัญญาที่จะควบคุม ระงับอารมณ์ที่เกิดขึ้น อารมณ์เหล่านั้นก็จะทำร้ายตัวของตัวเอง
ศีล สมาธิ และปัญญาจักต้องถึงพร้อม มีพร้อมในทุก ๆ ห้วงอารมณ์
ต้องฝึกให้เป็นนิสัย
ต้องหัดให้เป็นสันดาน
ถ้าไม่ฝึก ไม่หัด เจออารมณ์ต่าง ๆ เข้ามากระทบก็หงายหลัง แล้วก็ต้องกลับมานั่งเศร้าอยู่กับการกระทำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตามมาจากอารมณ์
การฝึกอยู่กับปัจจุบันนี้อย่างหนึ่ง
การลดทิฏฐิมานะ ปล่อยวางซึ่งตัวซึ่งอีกอย่างหนึ่ง
สองอย่างนี้จึงจะทำให้เราคลายจากอารมณ์ที่ครอบงำจิตใจเราเสียได้
สองอย่างนี้ที่จริงเราก็รู้กันมานานแล้ว สอนกันทั่วไปก็มีกันอยู่มาก
แต่สิ่งที่ขาดก็คือ การนำมาใช้ในภาคปฏิบัติ นำมาใช้ให้ถูกกับจริตให้ทันท่วงทีที่มีอารมณ์
รู้แล้ว ต้องฝึก ต้องหัดเอามาใช้ให้ถูก ใช้ให้ทัน
ถ้าหากว่าด้วยวิชาทางด้านบริหารธุรกิจ มีรายวิชาหนึ่งที่ว่าด้วยการบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management) ลูกน้องเราอยู่เฉย ๆ บริษัทเราอยู่นิ่ง ๆ ก็กวน ก็หาเรื่อง ปล่อยข่าวให้มีเรื่อง มีราว ให้เกิดความขัดแย้งกัน แล้วจัดการ บริหารควบคุมความขัดแย้งนั้นให้เกิดประโยชน์ ภายใต้สมมติฐานที่ว่า “ที่ใดไม่มีความขัดแย้ง ที่นั่นก็ไม่เจริญ...”
จะว่าไปหลักการนี้ก็พอจะนำมาใช้ได้กับ “จิต” คือหาเรื่อง “กวนอารมณ์” ซึ่งเป็นการกวนจิตให้ขุ่น ทำใจให้เกิดตะกอน จากนั้นใช้ดวงตาที่มีสติค่อย ๆ มองจับจ้องฝุ่นละอองในตะกอนนั้น
วิธีนี้ก็ดีอยู่หากควบคุมและยั้งตนเองได้ทัน
หรือถ้าหากจะใช้ก็อย่าไปลองใช้กับคนอื่น ให้ลองใช้กับตนเอง จิตตนเอง กวนประสาทตนเองให้งง ให้มึนอยู่อย่างนี้แหละ
กวนตนเองให้มาก ๆ
กวนให้มึนไปเลย
ถ้าแก้ไขจิตที่ขุ่นมัวจากการกวนของตนเองไม่ได้ แล้วเราจะไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นจากการกวนของผู้อื่นได้อย่างไร
ต้องลองทดแบบทดสอบ ต้องตั้งโจทย์ให้เป็นแบบฝึกหัดบ่อย ๆ แล้วค่อย ๆ หาทางออก หาวิธี ลองผิด ลองถูก ฝึกและหัดไปเรื่อย ๆ
นั่งสมาธินั้นมันสุขมาก ก็อย่าไปนั่งมันมาก แล้วจะติดสุข ติดสบาย
พอออกจากสมาธิเจออารมณ์กระทบเข้าจะหงายเก๋งงงง...
ทำงานเครียด ๆ งานยุ่ง ๆ คนเยอะ ๆ นี่แหละดี แบบฝึกหัดเยอะ สู้ไม่ได้ก็ให้มันรู้ไปเลย จะได้รู้ว่าเราไม่ชอบอะไร แพ้อะไร เจออารมณ์แบบไหนแล้ว “แพ้” ทุกที
อ่านหนังสือให้น้อย อ่านตัวเองให้มาก
อ่านแล้วเจอแล้ว ต้องแก้ไข ปรับปรุง จับให้หมั้น คั้นให้ตาย เจ้าอารมณ์ที่คอยแต่จะมาทำลายชีวิตของเรานี้
เห็นแล้ว จับได้แล้ว ปล่อยแล้ว วางแล้ว ใจนี้ก็จะดี ใจนี้ก็จะ “สบาย...”

กราบนมัสการพระคุณเจ้า
(กราบ 3 ครั้ง)
ขอบพระคุณครับ
กระทู้ แทงใจดำ
นี่ เจออารมณ์ต่าง ๆ เข้ามากระทบก็หงายหลัง อยู่นี่
แล้วก็กำลัง ต้องกลับมานั่งเศร้าอยู่กับการกระทำต่าง ๆ ที่เกิดอยู่นี่เช่นกัน
เห้อ
ก็เวลาอารมณ์ เกิด มันไว จริง + ปรุงแต่งเพิ่ม
พูดง่ายแต่ทำยาก
แต่จะพยายาม
คิดยากแต่ทำง่ายนะ...
ทำไปเรื่อย ๆ ฝึกไปอย่างนี้แหละ
อยู่เฉย ๆ ก็ฝึก อยู่ยุ่ง ๆ ก็ฝึก
โกรธก็ไม่เอา ไม่โกรธก็ไม่เอา
สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา
เราก็จะทำมันไปอย่างนี้แหละ
เหนื่อยเราก็เฉย ไม่เหนื่อยเราก็เฉย
ฝึกให้ปัญญามันแวววาว
มีดนี่นะ ถ้ามันคม ๆ ขโมยเห็นก็วิ่งเหมือนกัน
มีดยิ่งคม เวลาชักออกมาแล้วใช้ฟันศัตรูซึ่งในที่นี้หมายถึง "อารมณ์" มันก็วิ่งหนีเราได้เหมือนกันนะ
แพ้บ้าง ชนะบ้างก็สู้มันไป
เดินไปข้างหน้าบ้าง หยุดอยู่กับที่บ้าง หรือบางครั้งถึงกลับต้องถอยหลังบ้างก็ไม่เป็นไร
เพราะทุกก้าวที่เราก้าวนั้นคือ "ต้นทุน"
ต้นทุนนั้นถ้าจักเรียกให้ดีก็คือ "บารมี"
ทุกลมหายใจที่ได้ฝึกนั้นเป็นบารมี
ทุกย่างก้าวที่ได้เดินนั้นเป็นบารมี
บารมีที่จักสั่งสมให้เราเข้มแข็ง
บารมีที่จักสั่งสมให้เรามีกำลัง
รักษาศีลให้ดี แล้วจิตจะนิ่ง
เจ้าจิตนิ่ง ๆ นี่แหละคือสมาธิ
เมื่อเรดาร์ดี คลื่นชัด อารมณ์มาล่ะก็จับมันให้อยู่
แล้วใช้ปัญญาที่เป็นดั่งศาสตราที่คมกริบ ประหัดประหารมันให้ราบคาบ ปราศนากานต์ไป
เมื่อนั้นอารมณ์ต่าง ๆ ก็จักจางคลายไป
แล้วท้ายที่สุดและสุดท้าย สิ่งทั้งหลายก็เป็นเพียง "อนัตตา"
อารมณ์ก็เป็นอนัตตานะ...!
นมัสการเจ้าค่ะ
บางทีกวนอารมณ์ตัวเองจนขุ่นข้องหมองมัว เฝ้าดูอยู่เป็นนานกว่าปัญญาจะมา และอารมณ์จะจางคลายไป
การข่มอารมณ์ด้วยความคิดบางครั้งก็ไม่ได้ผล รอจนเข้าใจความเป็นไปด้วยหัวใจจริง ๆ จึงปลอดโปร่ง
จะพยายามฝึกฝนต่อไปค่ะ หนทางยังอีกยาวไกล..
สาธุค่ะ สำหรับบันทึกให้สติเช่นนี้..
นมัสการ พระคุณเจ้า มารับธรรมะก่อนเข้านอนอีกครั้ง
กราบลา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ค่ะ
สาธุ
จะจดจำ สิ่งที่ท่านตอบ ไว้ในใจ
จำจดจำ และพยายามต่อไป แม้จะสะดุดบ้าง ก็จะไม่ย่อท้อ
อารมณ์ก็เป็นอนัตตานะ...!
พอมาได้เห็นประโยคนี้อีกทีก็ซาบซึ้ง จริง ขอบพระคุณ
สักพักมานี่ มีเห็นเพิ่มเติมบางอย่างคือ เพิ่งเข้าใจ และ เห็นแจ้ง แล้ว
อารมณ์เป็นเพียงสภาวะหนึ่ง แค่ยอมรับมัน
แต่ไม่มีตัวฉันไปรองรับอารมณ์นั้น
พอเห้นเช่นนี้จิตก็จะไม่กระเพื่อมหวั่นไหว ไปเมื่อมีอารมณ์มากระทบ จากการปรุงแต่งทางความคิด ของเราเอง อีกทอด
พอไม่ปลอ่ยให้จิตวิ่งไปกับอารมณ์นั้นอีก มันจึงเป็นเพียงสภาวะหนึ่ง สักพักก็จะผ่านไป
ไม่เกิดวังวนอีก
สิ่งเป็นธรรม ที่ให้เราเห็นตามจริงเท่านั้น
ถูกต้องหรือไม่?
ถูกต้อง ถูกต้อง
พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสรู้เรื่องจิต สภาวะแห่งจิต จิตเดิมอันเป็นธรรมชาติที่สว่างไสวและสวยงามอยู่
เราทั้งหลายในฐานะศิษย์ของพระตถาคต ก็พึงเรียนให้รู้ รู้ให้ทัน สภาวะทั้งหลายแห่งจิตนั้น เพื่อมิให้จิตทำลายตนเองหนึ่ง และใช้จิตนี้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนและส่วนรวมอีกหนึ่ง
การรู้ทันอารมณ์ในสภาวะจิตทั้งหลายก็เท่ากับเป็นการมิให้จิตนี้ทำลายตนเอง ทำร้ายเจ้าของ
เพื่อรู้ทันและระงับอารมณ์ที่จะทำลายตนได้ จากนั้นจึงจะสามารถนำจิตที่สะอาด สว่าง และสงบ ไปใช้ ไปก่อ ไปสร้างประโยชน์แก่สรรพสิ่งทั้งหลายได้อย่างเอนกอนันต์...
สาธุ ขอบพระคุณ
กำลังสนใจเรื่อง จิต เพราะเป็นคนคิดมาก ฟุ้ง เมื่อก่อนเพลินไม่รุ้ตัวเลย
ตอนนี้พอสามารถแค่ตาม "เห็น" ก็สามารถถอนจากเรื่องที่ปรุงแต่งมายังตัวผู้ปรุงแต่ง
และสามารถตามสภาวะที่เป็นจริง แค่นั้น ความคิดปรุง ก็ค่อยๆเงียบจนขาด (ไม่ปรุงเพิ่ม)นับว่าเป็นการจบ
แต่ปัญหาถัดมาคือ ตัวอารมณ์ที่ตกค้างมาจากการปรุง นี้แหละเป็นปัญหา ปรุงแย่ไว้ ก็ เหลือตกค้างอารมณ์แย่ๆ อันนี้แถบอยากหนี หรือไม่ก็บูชา อมทุกข์ไว้ หนีเท่าไหร่าก็ไม่พ้น ด้วย
ทีนี้เพิ่งเข้าใจ มากกว่านั้นสัมผัสได้ว่า มันก็แค่อีกสภาวะหนึ่ง
ยอมรับ + อยู่กับมัน +แค่ตามเผ้าดู ไม่แทรกแซง
จิตก็ไม่กระเพื่อมหวั่นไหว ก็จะแค่ผ่านมา ก็ผ่านไป ไม่ไปกอดหรือต้องหนี อีก
ไม่ทรมานอีก ก็ผ่านได้
เลยเพิ่ง เห็นแจ้งว่า ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
โห เวทนา ที่ไม่มีใครดับได้จริงๆ แต่แค่ยอมรับ ไม่ให้จิตไปหวั่นไหวเกิด loop ใหม่อีก จิตก็ไม่ไปปรุงอีก
สนใจเรื่อง กาย เวทนา จิต ธรรม
เป็นคนฟุ้งเลยสนใจเรื่อง จิต มาก
เห็นว่าตัวเอง ต้องไปที่เรื่อง จิต กับ ธรรมก่อน
เพราะ คนคิดมาก ไปที่ เรื่อง กาย และ เวทนา ยาก เช่นอยู่ดีดี ให้ไปนั่งสมาธิจะยาก
อยากให้ท่าน กรุณา สั่งสอน ด้วย
มิได้หรอก เพราะเราเองก็ยัง "เฉิ่ม ๆ" อยู่ แถมโง่ ๆ เซ่อ ๆ อีกต่างหาก
บวชมานี่ก็เกือบจะสองปี อ่านหนังสือจบไปก็ไม่ถึงสองเล่ม
วัน ๆ หนึ่งได้แต่เฝ้าอ่านจิตตัวเอง อ่านแล้วอ่านอีก ลองแล้ว ลองอีก ลองโน่น ลองนี่ ลองไปเรื่อย ๆ ลองไปจนเหนื่อยเลยแหละ
ยิ่งช่วงนี้เหนื่อยมาก ชีวิตที่เดินทวนกระแสกิเลสนี้เหนื่อยมากนะ
แต่ที่สู้และอดทนอยู่ได้ก็เพราะมีโอกาสได้ทำ "ความดี"
การทำความดี การเสียสละ ทำให้จิตไม่ว่าง ไม่ฟุ้งซ่าน และที่สำคัญคือทำให้จิตมี "พลัง"
จิตว่างจักฟุ้งซ่าน
จิตนี้มีพลังงานอย่างมหาศาล ต้องหางานให้จิตทำ
งานที่ดีสำหรับจิตคือ "ความเสียสละ"
การทำความดีและการเสียสละ ทำให้จิตนี้ "อิ่ม" อิ่มจนไม่มีเวลาที่จะไปฟุ้งซ่าน ไม่รู้จะฟุ้งซ่านทำไม ก็อิ่มแล้วนี่เน๊อะ
ที่ฟุ้งซ่านเพราะไม่อิ่ม
ความสุขที่เกิดขึ้นจากเรื่องกาม กิน และเกียรติ แม้นมีมากเท่าภูเขา แม้นมากมายยิ่งกว่ามหาสมุทร จิตนี้ก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ จิตนี้ก็ย่อมที่จะฟุ้งซ่านไปเรื่อย ฟุ้งซ่านไปเรื่อย
การทำความดีนั้น "อิ่ม" นาน
การเสียสละนั้น "อิ่ม" แท้
พอเวลาเรากินข้าวอิ่มแล้ว ใครจะเอาหูฉลาม หรืออาหารราคาหลายแสน หลายล้านมาวางเราก็ไม่สนใจ
แต่ถ้าหิวแล้วล่ะก็ เห็นช้างเท่ามด ไกลแค่ไหน ลำบากเท่าไหร่ ผิด ถูก ไม่สนใจ ขอให้ข้าได้ "กิน" แค่นั้นพอ
คนเรานั้นก็มีเท่านี้แหละ หิวก็กิน อิ่มก็ไม่กิน
ทำจิตให้อิ่มตลอด จิตก็จะดี จิตก็สบาย
ไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องกระวนกระวาย ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องเสาะหา เพื่อให้ได้มาซึ่งความเต็ม
จิตที่เต็มด้วยความดี จิตที่อิ่มด้วยความเสียสละ จักเป็นจิตที่ดีแท้ สุขแท้ ด้วย "สงบ..."
สาธุ คงจะจริง "ทำสิ่งเสียสละเพื่อสิ่งส่วนรวมบ้าง"
ขอบพระคุณ !!!!
พอยอม ดูจิต ตน ก็เห็นทุกวัน
มุมหนึ่งก็เจ็บ(แต่ก็เจ็บแปปเดียว)
มุมหนึ่งก็อิ่มเอม (กับการยอมละความเห็นแก่ตัวนี้)ซึ่งอันนี้ดีกว่าเยอะ เห็นตนเองตามความเป็นจริงมากขึ้น นั่นแหละเป็นคนดีจริงกว่าเมื่อก่อน ไม่ยอมเห็นกิเลสตัวเอง
จะรอท่านสั่งสอนเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เรื่อง กาย เวทนา จิต ธรรม
เอ่... "ทำสิ่งเสียสละเพื่อสิ่งส่วนรวมบ้าง" ประโยคนี้แปลก ๆ !!!
บ้างเหรอ อื่ม... เมื่อก่อน (ก่อนที่จะบวช) เราก็ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่ไม่ทำบ้างจะเยอะกว่าทำบ้าง
แต่มาช่วงนี้ทำบ้างจะกลับมามากกว่าไม่ทำบ้าง จนทุกย่างก้าวของชีวิต ในทุกเสี้ยวของลมหายใจนั้นทำทุกสิ่งเพื่อเสียสละ เพื่อละ เพื่อปล่อย เพื่อวาง
ใครจะว่าอะไรก็ทำไปอย่างนี้แหละ
ใครจะเห็น ใครจะไม่เห็น เราก็ทำไปอย่างนี้แหละ
ทำไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็ทำ ไม่เหนื่อยก็ทำ อยากก็ทำ ไม่อยากก็ทำ เสียสละให้เป็นธรรมดา ทำความดีให้เป็นธรรมชาติในชีวิต
อื่ม... ต้องขอบคุณจริง ๆ นะที่ทำให้ฉุกคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
เพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนนี้เราทำความดีน้อยมาก เห็นการทำความดี ความเสียสละเป็นแค่กิจกรรม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งเดือนหนึ่งอาจจะมีสักครั้ง ปีหนึ่งอาจจะมีสักหน
แต่มาตอนนี้ท่านอาจารย์สอนให้มองทุกอย่างเป็นการเสียสละ ให้ทุกงานของเราเป็นการทำความดี
ขนาดมีคนมากวนประสาท มาคนมาทำความสกปรก ก็ให้คิดเสียว่าถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่ได้สร้างบารมี ไม่ได้ทำความดี
ถ้าใบไม้ไม่ร่วง เราก็ไม่ได้กวาด
ถ้าเขาไม่มาขี้ใส่ห้องน้ำ เราก็ไม่ได้ล้าง
วัน ๆ หนึ่งนี้ ต้องเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เฮ้ย... วันนี้เราคิดดี พูดดี ทำดี แล้วหรือยัง
ทำแค่นี้พอแล้วเหรอ ทำอีกหน่อยน่า
ใครชมก็ไม่เอา ใครด่าก็ไม่เอา เราก็จะทำไปอย่างนี้แหละ
ทำไปตามหน้าที่ ทำความดีเพียงสักแต่ว่าได้ทำ...