หลายครั้งที่เรามีโอกาสได้เดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือทางภาคอีสานของประเทศไทย
หลาย ๆ ครั้งและเป็นทุก ๆ ครั้งเราได้พบ ได้สัมผัสกับคนอันมีดวงจิตที่ศรัทธาอย่างตั้งมั่นใน “พระพุทธศาสนา”

ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังแย่ และมีแนวโน้มว่าจะแย่ลง แย่ลง จนใคร ๆ ออกมาพูดว่าเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร เป็นคนชาวไร่ ชาวนา คนยาก คนจน แต่นั่นจะไม่ใช่พี่น้องคนไทยอันมีดวงจิตที่ตั้งมั่นใน “พระรัตนตรัย” ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพราะเขานั้นไซร้มี “ภูมิคุ้มกัน”
บุคคลใดที่ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย บุคคลนั้นไซร้มีภูมิคุ้มกันจากกิเลสและตัณหา ซึ่งเหตุทั้งสองนี้เป็นปัจจัยที่นำพามาซึ่งปัญหาคือ “ความทุกข์”
บุคคลที่มีจิตตั้งมั่นพระคุณแห่งพระพุทธเจ้า คุณแห่งพระธรรม และคุณแห่งพระอริยสงฆ์นั้น จะสามารถใช้จิตที่ตั้งมั่นนี้ผ่อนและคลายความทุกข์จากกิเลสและตัณหา ที่ติดตามมาจาก “ภาวะเศรษฐกิจ”
ใครจะขึ้น ใครจะลง เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เราก็ “สบาย...”

จิตที่ตั้งมั่นอย่างไม่คอนแคลนย่อมเข้าใจถึงสภาวะอันไม่เที่ยงแท้แห่งเศรษฐกิจนั้น
เมื่อเข้าใจได้อย่างนั้น ทุก ๆ อย่างที่ผ่านมาก็ย่อมต้องผ่านไป
พระพุทธศาสนาสอนให้เราเป็นผู้ “เหยียบโลกเล่น” มิได้สอนเราให้เป็น “คนแบกโลก”
ดังนั้นบุคคลที่ตั้งมั่นในพระธรรมคำสั่งสอน ย่อมไม่นำปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเกลื่อนกลาดดาษดามาแบกไว้
ถึงแม้ว่าบุคคลภายนอก คนในเมืองหลวง จะว่าเขาเป็นชาวไร่ ชาวนา เป็นเกษตรกร เป็นคนยาก เป็นคนจน แต่เขาทั้งหลายมีขุมทรัพย์ที่เหลือล้นคือ “ความศรัทธา”
การหมั่นทำทาน การตั้งมั่นในศีล การดำรงตนอยู่ในการประพฤติ ปฏิบัติ
ทาน ศีล และภาวนานั้นแล จะเป็นเครื่องช่วยและดูแลจิตใจยามเศรษฐกิจอันเป็นสิ่งกระทบภายนอกเข้ารุมเร้า
ดวงจิตที่ตั้งมั่นในพระรัตนตรัยนี้ย่อมเข้มแข็ง ไม่ง่อนแง่นไปตามสภาวะแห่งเศรษฐกิจที่คลอนแคลน
ด้วยเหตุนี้นับว่าเป็นบุญ เป็นบารมีของพ่อ ของแม่ ของพี่ ของน้อง ของญาติ ของโยมทุก ๆ ท่านที่วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ชาตินี้ อัตภาพนี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา ที่พร่ำสอนให้เราเข้าใจและรู้แจ้งในสัจธรรม ในความเป็นไปของโลกนี้ที่ “ไม่เที่ยง”

โอกาสที่สภาวะการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทรุด โทรม และเสื่อมลงเช่นนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายเก็บเกี่ยว ไขว่คว้า นำสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตนี้มีพิจารณา เพราะน้อมนำใจและกายาลงสู่ “พระไตรลักษณ์”
ท่านทั้งหลายโปรดใช้ความเพียรดั่งกระแสน้ำเถิด ที่สายน้ำย่อมเพียรไหลไป ไหลเลื่อยไปจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
ท่านทั้งหลายโปรดใช้สัจธรรมนี้น้อมนำพระรัตนตรัยไหลลง ไหลเรื่อยไปสู่จิตใจตนของตนเอง
ด้วยเช่นนี้ โอกาสนี้ จักเป็นโอกาสที่มีค่า
เป็นความทุกข์อันเป็นโอกาสที่จะพิจารณาทุกข์ ทุกข์ที่ย่อมเกิดขึ้นไปธรรมดาและก็ย่อมเสื่อม สูญ สิ้นไปเป็นธรรมดา
เศรษฐกิจแย่ สังคมแย่ การเมืองแย่ ขอให้ประคองใจไว้ไม่ให้แย่ตาม
เศรษฐกิจแย่ สังคมแย่ การเมืองแย่ นั้นเป็นของธรรมดา ขอให้ประคองใจไว้ไม่ให้ตก ไม่ให้ตามไปกับเหตุการณ์ สภาวะการณ์อันธรรมดา ๆ เช่นนั้น
ขอให้มีจิตที่ตั้งมั่นในคุณพระศรีรัตนตรัย
จิตใจที่ตั้งมั่นนี้เองจะพาเราผ่านพ้นและก้าวข้ามได้ซึ่งทุกข์ทั้งปวง...

สวัสดีค่ะ ....พระอาจารย์
ขอเข้ามาอ่านเพื่อเติมแรงใจ....ตัวเอง
พร้อมฝากกำลังใจให้ผู้เขียน........กล่อมเกลาโลก.. ใบน้อย
......ตลอดไป.....
ก็รู้นะว่า ยืมร่างกายนี้อยู่ชั่วคราว
ก็อยากจะทำได้แบบท่านสอน “เหยียบโลกเล่น”แค่ชั่วคราว
แต่ก็ยากเหมือนกัน ขนาดเรื่องนิดๆ เวลาตกอยู่สถานะการณ์นั้น
ยากจริงๆ ที่จะไม่รู้สึกแย่
ถ้าภาวนาไม่เป็นคงแย่กว่านี้หลายเท่า
ทาน ศีล และภาวนานั้นแล ผ่อนหนักเป็นเบา ก็ดีถมกว่าแต่ก่อนมากนัก
สาธุ
อ่านข่าวนี้เมื่อ มค เราเก็บไว้ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ตนเองหลายๆด้าน
นี่ตัวอย่างท่านผู้ไม่รู้จักภาวนา ตัดสินใจแก้ปัญหาชีวิต...
.สาธุขอแผ่เมตตาให้แม้ไม่รู้จัก
***********************************************
GERMANY:มหาเศรษฐีเยอรมันให้รถไฟชนฆ่าตัวตายสังเวยวิกฤติการเงิน
เบลาบอยเรน--7 ม.ค.--รอยเตอร์
นายอดอล์ฟ เมอร์คเล มหาเศรษฐีชาวเยอรมัน ได้ฆ่าตัวตายในวันจันทร์ ที่ผ่านมา ด้วยการให้รถไฟชน เนื่องจากเขาสิ้นหวังกับการขาดทุนครั้งใหญ่ของอาณาจักร ธุรกิจของเขาในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงิน
นายเมอร์คเลเป็นมหาเศรษฐีที่ไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสื่อมวลชน โดยตระกูล ของเขาเป็นเจ้าของบริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดังบางแห่งของเยอรมนี
ครอบครัวของนายเมอร์คเลออกแถลงการณ์ระบุว่า "สถานการณ์ที่สิ้นหวัง ของบริษัทของเขาซึ่งมีต้นเหตุมาจากวิกฤติการเงิน, ภาวะไม่แน่นอนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ที่ผ่านมา และการที่เขาไม่สามารถแก้ไขปัญหา ทำให้เขารู้สึกหมดหวัง และได้ทำ อัตวินิบาตกรรม"
อัยการรัฐจากเมืองอุล์มทางตอนใต้ของเยอรมนีกล่าวว่า นายเมอร์คเล ซึ่งมีอายุ 74 ปีได้ออกไปทำงานในวันจันทร์ และเสียชีวิตหลังจากถูกรถไฟชนใกล้เมือง เบลาบอยเรน โดยเขาได้ทิ้งจดหมายลาตายไว้ให้ครอบครัวของเขา อัยการระบุว่าไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ว่ามีคนอื่นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้
ในปี 2008 นิตยสารฟอร์บส์เคยจัดอันดับให้นายเมอร์คเลดำรงตำแหน่งบุคคล ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 94 ของโลก และร่ำรวยเป็นอันดับ 5 ในเยอรมนี
นายเมอร์คเลมีบุตร 4 คน โดยเขาได้รับมรดกจำนวนมากมาจากปู่ของเขา ที่เป็นชาวโบฮีเมีย อย่างไรก็ดี เขาได้ปรับปรุงบริษัทค้าส่งเคมีภัณฑ์ของเขาให้กลายเป็น บริษัทค้าส่งเวชภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี
นายเมอร์คเลเป็นนักเล่นสกีและนักไต่เขา โดยเขาเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจ ที่มีพนีกงานราว 100,000 คน และมียอดขาย 3 หมื่นล้านยูโร (4.045 หมื่นล้านดอลลาร์) ต่อปี
ตระกูลของเขาเป็นเจ้าของบริษัทเยอรมันหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทไฮเดลเบอร์ก ซีเมนต์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ และบริษัทเรโชฟาร์ม (Ratiopharm) ซึ่งทำธุรกิจเวชภัณฑ์
อย่างไรก็ดี อาณาจักรธุรกิจของเขาประสบภาวะสั่นคลอนในปีที่แล้ว เนื่องจาก มีการตัดสินใจลงทุนอย่างผิดพลาดในหุ้นบริษัทโฟล์คสวาเกน (VW) ของเยอรมนี หลังจาก
บริษัทปอร์เช่ประกาศเข้าถือหุ้น VW อย่างผิดความคาดหมาย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผล ให้ราคาหุ้น VW พุ่งขึ้น และสร้างความเสียหายอย่างมากให้แก่นักลงทุนที่เคยขายช็อตเซล หุ้น VW ในช่วงก่อนหน้านั้น
แหล่งข่าวกล่าวว่า ตระกูลเมอร์คเลสูญเสียเงินหลายร้อยล้านยูโรในการลงทุน ซึ่งรวมถึงเงิน 400 ล้านยูโรที่สูญเสียไปในหุ้นโฟล์คสวาเกน
หลังจากนั้นตระกูลเมอร์คเลได้ทำการเจรจากับธนาคารเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพื่อขอต่อรองปรับสัญญากู้เงิน ขณะที่แหล่งข่าวกล่าวเมื่อวานนี้ว่า
เป็นที่คาดกันว่าการเสียชีวิต ของนายเมอร์คเลจะไม่ส่งผลกระทบต่อข้อตกลงกู้เงินของตระกูลนี้
ราคาหุ้นไฮเดลเบอร์กซีเมนต์ดิ่งลง 12.5 % ในระหว่างวันหลังจากมีข่าวเรื่อง การเสียชีวิตของนายเมอร์คเล และปิดตลาดวานนี้ดิ่งลง 6.2 % สู่ 31.25 ยูโร
เทรดเดอร์คนหนึ่งในแฟรงค์เฟิร์ตกล่าวว่า "นักลงทุนบางคนกังวลว่าจะไม่มีใคร เป็นผู้นำในการเจรจาต่อรองในช่วงที่บริษัทเผชิญกับสถานการณ์ที่ล่อแหลมในช่วงนี้"
นักจิตวิทยาบางคนกล่าวว่า อัตราการฆ่าตัวตายอาจพุ่งสูงขึ้นโดยเป็นผลจาก วิกฤติการเงิน ในเดือนที่แล้ว นายเธียรี มากอง เดอ ลา วิลเลอเชต์ ชาวฝรั่งเศสวัย 65 ปี และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอคเซส อินเตอร์เนชั่นแนล เสียชีวิตในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง ในนิวยอร์ค โดยเขาใช้คัตเตอร์เชือดข้อมือของตนเอง และมีข่าวว่าเขาผิดหวังกับการสูญเสีย
เงินของลูกค้าราว 1.4 พันล้านดอลลาร์ให้กับการฉ้อโกงในคดีแชร์ลูกโซ่ของนายเบอร์นาร์ด มาดอฟฟ์ อดีตประธานกรรมการตลาดหุ้น Nasdaq--จบ--
(รอยเตอร์ ))
ความทุกข์กับความตายสิ่งไหนน่ากลัวกว่ากัน...?
บางคนกลัวความทุกข์ เขาจึงต้องหนีความทุกข์ไปฆ่าตัวตาย
แต่คนส่วนใหญ่นั้น กลัวตาย ไม่อยากตาย จึงเหล่านั้นจึงต้อง "ทุกข์ไปจนตาย..."
พระพุทธองค์ท่านทรงพร่ำสอนบอกกล่าวไว้ว่า "การเกิดนี้คือความทุกข์"
สัตว์ที่พอใจในการเกิด ย่อมเกิดบ่อย ๆ และการเกิดใดนั้นล้วนแล้วนำมาซึ่งความทุกข์
เปรียบเสมือนดั่งเห็ดที่โผล่ขึ้นมาจากดิน ย่อมมีดินติดขึ้นมาด้วย
ความทุกข์นี้คือก็ชีวิต ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อเจอกับความทุกข์
ความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ชีวิตที่ต้องเจอกับความทุกข์เป็นของธรรมดา
ทุกข์แห่งสังขาร ร่างกาย เป็นของธรรมดา ทุก ๆ คนต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็น ปุถุชน หรืออริยบุคคล
แต่ทุกข์แห่งจิตใจนั้นก็เป็นของธรรมดา แต่บางคนไม่ต้องเจอ
คนที่ไม่ต้องเจอนั้นคือ ปุถุชน ที่พัฒนาใจตนจนบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคล อริยบุคคลนี้เองไม่นานย่อมผ่านพ้นความทุกข์แห่งนี้จิตใจนี้อย่างแท้จริง...