การที่คนเราจะสอนกันได้ก็เพราะมีความ "ศรัทธา" ต่อกันและกัน

การที่คนเราจะปฏิบัติตามคำสั่ง ความคิด แนวคิด หรือแม้แต่จะฟังคำพูดของคน ๆ นั้นก็เนื่องด้วยเรามีความ "ศรัทธา" ต่อเขา

แต่ถ้าหากเราไม่ศรัทธาเขาแล้ว เขาบอกซ้ายเราก็จะไปขวา เขาบอกให้เราเดินหน้าเราก็จะถอยหลัง ดังนั้นก่อนที่จะบอกใคร สอนใคร หรือบอกกล่าวให้ข้อคิดอะไรกับใครก็ควรที่จะดูว่าเขานั้น "ศรัทธา" เราหรือไม่...?

ลูกน้อง พนักงาน เขาศรัทธาเราซึ่งเป็นเจ้านายก็เพราะว่า "เราจ่ายเงินเดือนให้เขา...!" เขาศรัทธาเราหรือศรัทธา "เงินของเรา...?"

หากเขาศรัทธาเรา เราก็สามารถบอก สามารถสอนเรื่องราวของชีวิตและจิตใจได้

แต่ถ้าหากเขาศรัทธาเฉพาะ "เงินของเรา" เราก็สามารถบอก สามารถสอนเขาได้เพียงเรื่อง "งาน" ตามหน้างานที่เขานั้น "รับเงินของเรา..."

คนเราทุกวันนี้ส่วนใหญ่แล้ว "ทำงานกันเพื่อเงิน..." เขาศรัทธาเงินมากกว่าศรัทธาเรา

คนทั้งหลายจึงต้องวุ่นวายเพราะชอบไปก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัว เรื่องของครัวของเรา คิดว่าที่เขายอมเราก็เพราะว่าเขาศรัทธาเราทั้งหัวใจ...

ความอึดอัดกาย อึดอัดใจ เมื่อเกิดขึ้นจากความ "ไร้ศรัทธา" นั้น ฝังแน่นและ "รุนแรง"

แรงกายที่หมด หรือแม้กระทั่งแรงใจที่หมดนั้นก็เพียงแต่ให้งานหยุดเดินคือไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

แต่ถ้าหากวันใดจิตใจนี้หมดศรัทธาแล้ว ไม่เพียงแต่งาน ชีวิต จิตใจนั้นจะหยุด จะไม่ก้าวหน้า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะถูกดึงกลับ ถอยหลัง และพังทลายราบลงเป็นหน้ากลอง

การที่เราจะทำให้ใครศรัทธาเราในเรื่องใดนั้นเป็นเรื่องยาก

คนที่จะศรัทธากันก้เพราะว่าว่าเห็นเขาประสบความสำเร็จในเรื่องนั้น

ลูกน้องเราศรัทธาเงินเราก็เพราะเห็นว่าเรามีเงิน ประสบความสำเร็จในเรื่องเงิน

เพื่อนเรา น้องเรา หลานเรา ศรัทธาเราในเรื่องชีวิต เรื่องคติ เรื่องครอบครัว ก็เพราะว่าเราดำรงตนเป็นแบบอย่างจนสามารถทำให้เขานับถือ และเพิ่มต้นทุนแห่งความนับถือเป็น "ศรัทธา..."

จงดำรงตน ปฏิบัติตน ประพฤติตนให้คนทั้งหลายศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ตนเอง "ศรัทธาตนเอง"

คนอื่นนั้นกราบเรา ไหว้เรา นั้นยังไม่สำคัญเท่ากับเราสามารถ "กราบตัวเราเอง" ได้อย่างสนิทใจ

คนที่มีความศรัทธาต่อตนเองได้ไซร้จึงจักก้าวหน้าได้ใน "ธรรม..."